เรื่องเล่าจากรุ่นบุกเบิกยุคแรก ๓๑-๓๓ กัลฯ กันฑิมา ฉมามหัทธนา (น้าเหลี่ยน), กัลฯ วิรงรอง รัตนฉายา หรือ พี่แดงการบินไทย, อาจารย์สายพิณ สุคันธา

วันที่ 17 กย. พ.ศ.2569

 

2026_09_17_31br1.jpg

 

กัลฯ กันฑิมา ฉมามหัทธนา (น้าเหลี่ยน)

ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

 

ยอดกัลยาณมิตรแดนใต้

2026_09_10_1ss1.jpg

 

                     น้าเหลี่ยนรู้จักวัดพระธรรมกายจากหนังสือ “โลกทิพย์” ฉบับเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. ๒๕๒๘หน้าปกเป็นภาพหลวงพ่อธัมมชโย ท่านมีความผุดผ่องมาก เมื่อเปิดเข้าไปอีกหน้าเป็นภาพหลวงปู่ (สด จนฺทสโร) ซึ่งน้าเหลี่ยนเคยฝันถึงท่าน เมื่ออ่านประวัติหลวงปู่สดแล้วก็นั่งอยู่ไม่ติดอยากมาวัดให้ได้ จึงชวนน้าสะใภ้ และลูก ๒ คนมาด้วยกัน นั่งรถเมล์สีส้มหลายต่อเข้ามาถึงวัดพระธรรมกายตอนสี่โมงเย็น ป้ายหน้าวัดเขียนว่า ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม พอเดินเข้ามามีความรู้สึกว่ามีลมพัดวูบเข้ามาบนใบหน้า แล้วลูก ๆ ก็พูดขึ้นพร้อมกันว่า วัดนี้เหมือนสวรรค์เลยในใจเราก็กำลังคิดเช่นนั้น แต่ไม่ได้พูดออกมา

 

                      ระหว่างทางที่เดินเข้ามาในวัดมีดอกไม้เรียงรายเป็นระเบียบสวยงามมาก เมื่อมองไปเห็นภาพหลวงปู่ (สด จนฺทสโร) ที่ศาลาดุสิต ก็ร้องไห้ออกมา แล้วถามหลวงพ่อในใจว่า หลวงพ่อใช่ไหมเจ้าคะให้ลูกมาที่นี่

 

เปิดศูนย์กัลยาณมิตรหาดใหญ่

 

                     จากนั้นน้าเหลี่ยนมาวัดเป็นประจำจนรับเป็นเจ้าภาพกองผ้าป่าได้ ๑ กอง กองแรกในชีวิตและชักชวนเพื่อน ๆ ที่เป็นพยาบาลมาวัดในวันวิสาขบูชาได้หลายคน เมื่อบุญในตัวเต็มเปี่ยมมากขึ้น น้าเหลี่ยนอยากชวนคนมาวัดได้เยอะ ๆ กว่านี้ อยากเปิดศูนย์กัลยาณมิตร จนมีเหตุบังเอิญที่ทำให้น้องเจ้าหน้าที่วัดเข้ามาหลบฝนในร้านของน้า และบอกว่ากำลังหาสถานที่เปิดศูนย์กัลยาณมิตร น้าดีใจมากและได้เปิดบ้านตัวเองทำหน้าที่กัลยาณมิตร หลวงพ่อเมตตาตั้งชื่อศูนย์ว่า ศูนย์กัลยาณมิตรหาดใหญ่

 

                    น้าเหลี่ยนเกือบจะได้ขึ้นปฏิบัติธรรมบนดอยสุเทพกับหลวงพ่อ แต่เห็นว่าตัวเองอายุมากจึงเสียสละให้น้อง ๆ ขึ้นไป หลังลงจากดอยกันมา หลวงพ่อดำริให้จัดสอบทางก้าวหน้าครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการสถาปนา “ปีทองของกัลยาณมิตร”น้าเหลี่ยนไปทำหน้าที่จัดสอบทางก้าวหน้าทั่วภาคใต้ ตอนนั้นปลื้มมาก

 

                    น้าชอบทําหน้าที่กัลยาณมิตร ชักชวนคนเข้ามาวัด ไม่เคยท้อแท้เลย เพราะน้ารู้สึกว่าการมาวัดทำให้เราได้รับอะไรดี ๆ อาทิ ความเงียบสงบ ความสะอาด ความสวยงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ผู้คนพูดจาไพเราะ น้าจึงอยากให้คนอื่น ๆ ได้รับสิ่งดี ๆ เช่นเดียวกันชีวิตการสร้างบารมีย่อมไม่ราบเรียบเสมอไป บางครั้งก็มีปัญหาอุปสรรค มีคนไม่เข้าใจกันทะเลาะกัน มีเรื่องร้อนใจ จนมีความคิดที่อยากจะปิดศูนย์ จึงขึ้นมานั่งหลับตาบนศูนย์ฯ กับหลวงปู่รำพึงกับท่านว่าอยากจะปิดศูนย์ฯ แล้ว แต่มันก็ยังปิดไม่ได้ ขัดแย้งในใจ ร้องไห้จนหลับและฝันถึงคุณยายอาจารย์ฯ

 

                      ในฝันนั้นคุณยายกำลังแจกของศักดิ์สิทธิ์ เรานั่งอยู่ไกล ๆ พอถึงคราวเราเข้าไปใกล้ๆ ก็เห็นเป็นพระบรมสารีริกธาตุ น้าจึงช่วยคุณยายใส่พระบรมสารีริกธาตุบรรจุลงในดวงแก้ว เหมือนจะกำลังบูชาข้าวพระ พอตื่นขึ้นมาก็มีความรู้สึกว่ามีกำลังใจ เป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะสมัยก่อนดวงแก้วหายาก ผู้คนจะรักดวงแก้วมาก ตื่นขึ้นมาด้วยใจที่ปลื้มในบุญ และคิดว่าเรามีบุญมากดังนั้น เราไม่ปิดศูนย์ฯ แล้ว เราจะเปิดศูนย์ฯ ต่อไป

 

                      อุปสรรคมีไว้ให้ข้าม นักสร้างบารมีก็ต้องเป็นอย่างนี้ อย่ามีข้ออ้าง ข้อแม้ และเงื่อนไข ถ้าเราจะทำอะไรในสิ่งที่ดีงาม ให้เราตั้งใจทำต่อไป เมื่อเจอปัญหาให้นั่งหลับตาอย่างเดียวแล้วมันจะสำเร็จ ทุกอย่างสำเร็จเป็นอัศจรรย์

 

 

2026_09_10_1ssss1.jpg

 

 

2026_09_17_32br1.jpg

 

กัลฯ วิรงรอง รัตนฉายา หรือ พี่แดงการบินไทย

• อดีตผู้บริหารบริษัทการบินไทย (จำกัด) มหาชน

* อดีตเจ้าหน้าที่องค์กร ILO : Internation Labour Organization

 

คุณมาแล้ว

อย่าหนีหลวงพ่อไปไหนนะ

2026_09_10_1ss1.jpg

 

                   วิรงรอง รัตนฉายา หรือเป็นที่รู้จักว่า พี่แดงการบินไทย ยุคนั้นบุคลากรส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่ง ส่วนบุคลากรที่เป็นคนไทยจะเป็นผู้ที่มีการศึกษาสูง และมาจากต่างประเทศ โดยทุกคนก็ไม่รู้จักพระพุทธศาสนา และเคยเห็นแต่ภาพปลุกเสกและพรมน้ำมนต์

 

                   เราจึงเกิดความคิดว่า อยากทำชมรมพุทธการบินไทย ในรูปแบบใหม่ที่มีการเรียนรู้พระไตรปิฎกควบคู่กับการปฏิบัติธรรมไปด้วย จึงต้องหาวัดที่มีทั้งภาคปริยัติและปฏิบัติ เพื่อที่จะได้ปฏิเวธ คือผลของการปฏิบัติธรรม จึงเสาะแสวงหาอยู่หลายแห่ง จนกระทั่งได้ยินข่าวของวัด

2026_09_17_32br2.jpg2026_09_17_32br3.jpg

 

                   แห่งหนึ่งย่านคลองสาม ซึ่งตอนนั้นยังไม่ใช่วัด แต่เป็น ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม และเป็นที่พูดถึงกันว่ามีคนหนุ่มคนสาวที่มีการศึกษามาบวชเป็นพระ เป็นอุบาสิการักษาศีลแปด สามารถให้คำตอบในคำถามต่าง ๆ ที่เราสงสัยได้

 

                   วันนั้น มาวัดวันแรกจำได้ว่า พี่แดงใส่เสื้อสีแดง ตอนนั้นยังไม่มีประตูวัด มีแต่ป้ายชื่อว่าศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม บุคคลแรกที่พี่แดงเจอ คือ คุณยายอาจารย์ฯ ตอนเข้าไปกราบท่านภาพนี้มันอยู่ในใจจำมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านก็จับมือแล้วมองเข้ามาในตา คุณยายพูดว่า “คุณมาแล้ว อย่าหนีหลวงพ่อไปไหนนะ” ส่วนหลวงพ่อธัมมชโย เมื่อสอนธรรมะเสร็จก็พูดเช่นเดียวกันว่า “มาช่วยกันสร้างวัดนะและอย่ามาวัดคนเดียว”

 

ผู้นำรถคนแรก...ของวัดพระธรรมกาย

 

                   พี่แดงจึงไม่เคยมาวัดคนเดียวเลย จากรถคันเล็ก ๆ พี่แดงชวนพี่น้อง ๔-๕ คนมาด้วย ขยายเป็นรถตู้ ขยายเป็นรถบัส ชวนคนจากสำนักงานใหญ่ฝ่ายการบิน ฝ่ายครัว ไล่มาทุกฝ่าย จนได้เจอหลวงพี่ประมวล จากที่จัดรถปีละครั้ง เริ่มเป็นปีละ ๒-๔ ครั้ง ส่วนคนไหนที่มีเวลาหยุดยาว ก็จะชวนมานั่งสมาธิที่วัด มาเช้า-เย็นกลับ หลวงพ่อท่านก็เมตตาพานั่งสมาธิ สอนธรรมะ ฉะนั้นพี่แดงอยากจะบอกว่า พี่แดงคือ ผู้นำรถคนแรกและครั้งแรกของวัดพระธรรมกาย

 

2026_09_17_32br4.jpg2026_09_17_32br5.jpg

 

“วัดพระธรรมกาย” วัดที่ไม่ใช่เพียงอาคารสถานที่

แต่เป็นพระภิกษุ สามเณร ความเป็นพี่น้องนักสร้างบารมี

 

                   คำที่หลวงพ่อบอกว่า “มาช่วยกันสร้างวัดนะ” สั้น ๆ ง่าย ๆ แล้วก็เกิดคำถามขึ้นในใจว่าสร้างตรงไหนคะ ศาลาก็มีแล้ว ท่านบอกศาลานั่นเป็นวัตถุ สิ่งที่อยากให้ช่วยสร้างคือ “คน” ให้มาช่วยสร้างคน วันนั้นจนถึงวันนี้พี่แดงถึงเข้าใจคำว่า “วัด” วัดพระธรรมกายไม่ใช่ศาลา ไม่ใช่โบสถ์ ไม่ใช่อิฐ หิน ดิน ปูน ไม่ใช่ศาสนสถานอย่างเดียว วัดพระธรรมกายในที่นี่ก็คือ “คน”

 

                  คนในที่นี้คือ คนที่ร่วมสร้าง คนที่ร่วมช่วย คนที่รักษา และคนข้างหน้าที่จะสืบสานสืบทอด สืบต่อเป้าหมายและมโนปณิธานของการสร้างวัด คือ การนําคําสั่งสอนของพระเดชพระคุณหลวงปู่พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ไปให้ชาวโลกที่รอคอยอยู่

 

 

2026_09_10_1ssss1.jpg

 

 

2026_09_17_33br1.jpg

 

อาจารย์สายพิณ สุคันธา

ผู้จัดการโรงเรียนพิงครัตน์ ยอดกัลยาณมิตรจังหวัดเชียงใหม่

 

กัลยาณมิตรชาวเชียงใหม่

2026_09_10_1ss1.jpg

 

                   โชคดีมีกัลยาณมิตรชวนขึ้นไปกราบหลวงพ่อทั้งสองบนดอยสุเทพ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ วันแรกได้พบหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านกำลังเทศน์เรื่องมงคลชีวิตและเมตตาพูดเรื่องของการเลี้ยงดูบุตรให้ฟัง การฟังเทศน์ครั้งนั้นแตกต่างจากที่เคยฟังมาก่อนอย่างสิ้นเชิง ทุกถ้อยคำของท่านเหมือนอัญมณีอันล้ำค่า ไม่อยากปล่อยผ่านไป จะต้องหากระดาษขึ้นมาบันทึกไว้และอยากฟังต่อ

 

                  วันรุ่งขึ้น ได้กราบหลวงพ่อธัมมชโย เห็นหลวงพ่อแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่า พระวัดนี้ ไม่เหมือนวัดอื่น มีความผ่องใส แล้วท่านพูดเพราะ ปฏิสันถารดี มีปฏิสัมพันธ์ที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายในใจคิดว่าจะต้องมากราบท่านทั้งสองที่วัดพระธรรมกายสักครั้ง

 

                  มาวัดพระธรรมกายครั้งแรก ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นวันอาทิตย์ต้นเดือนและวันมหาปูชนียาจารย์ วันนั้นมีความประทับใจหลายอย่าง คือแม้นั่งอยู่ไกลและมองไม่เห็นพิธีกรรม แต่ได้ยินเสียงชัดเจน หลังจบพิธีกรรม รับประทานอาหารกลางวันที่วัด วันนั้นถือโอกาสเดินชมวัด ผ่านไปที่ศาลาดุสิตฯ ได้เห็นหลวงพ่อลงรับแขก แล้วท่านจำพวกเราได้ ท่านก็ทักว่า “กัลยาณมิตรชาวเชียงใหม่มาแล้ว” ท่านให้ความใส่ใจกับทุกคนมาก มีความรู้สึกว่าเป็นบุญของเรามากที่มีโอกาสได้กราบหลวงพ่อบนดอยสุเทพ

 

จากเชียงใหม่...สู่วัดพระธรรมกาย

 

                  ในวันนั้น ประทับใจความเขียวของวัดพระธรรมกาย แม้ว่าต้นไม้ที่วัดยังโตไม่เต็มที่ ต้นสูงเท่าข้อมือ แต่รู้สึกได้เลยว่าทางวัดตั้งใจจะปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียวให้ทั่ววัด แล้วก็มีสนามหญ้าซึ่งจะไม่ค่อยได้เห็นในวัดแถวภาคเหนือ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าอยากมาช่วยงานที่วัด

 

                  วันนั้นมีการแจ้งข่าวบุญชวนคนมาบวชธรรมทายาทในวันวิสาขบูชา มีโบรชัวร์และเทปคาสเซ็ทแจกให้ พวกเราก็นำกลับไปทำหน้าที่ชวนคนมาร่วมงานบวช ยิ่งเห็นกิจกรรมต่าง ๆ ของหลวงพ่อ ทำให้เราคิดอยากจะน้อมนำกิจกรรมดี ๆ มาขยายที่จังหวัดเชียงใหม่บ้าง

 

                  หลวงพ่อสอนให้เราชวนคนมาช่วยกันจัดงานและทำกิจกรรมหลากหลาย เช่น จัดงานนิทรรศการทางก้าวหน้าภาคเหนือ ครั้งที่ ๑ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานขอบคุณผู้นำบุญ และจัดนิทรรศการ “เมื่อพรุ่งนี้ก็สายไปเสียแล้ว” ฯลฯ ทำให้เราได้เห็นว่า ในแง่มุมของการเผยแผ่พระศาสนานั้น ไม่ได้มีแต่การฟังเทศน์ฟังธรรมอย่างเดียว แต่มีกิจกรรมเหมือนบุญบันเทิง ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมและรู้สึกได้เป็นเจ้าของบุญด้วย เป็นบุญของพวกเราในยุคนั้นที่มีโอกาสได้กราบหลวงพ่อท่านโดยตรง และท่านก็มีเวลาที่จะให้พวกเราได้พูดคุยซักถามในสิ่งที่พวกเราไม่รู้มาก่อนซึ่งเป็นคําตอบของเป้าหมายในการมาเกิดของพวกเรา

 

                  พอเรามารู้จักหลวงพ่อ ท่านพูดให้ฟังว่า เราเป็นใคร เราจะมีเป้าหมายชีวิตอย่างไร เราเกิดมาทำไม ตอนนี้เราผ่านชีวิตทุลักทุเลมาแล้วกี่ปี เพื่ออะไร พอเรารู้อย่างนี้ ทำให้เราพยายามทำทุกอนุวินาทีของเราทั้งหาปัจจัยมาเลี้ยงสังขาร และมาทำบุญหล่อเลี้ยงพระพุทธศาสนาให้เต็มที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันในทุก ๆ วัน เพราะเรารู้ว่า “ความตายไม่มีนิมิตหมาย” คุ้มค่าที่ได้เกิดมารู้จักคำว่าธรรมกาย ได้รักวัดพระธรรมกาย แล้วก็อยากจะให้วัดพระธรรมกาย เป็นต้นบุญต้นแบบเป็นแหล่งของบุญให้ชาวโลกได้มาพึ่งพิงเพื่อที่จะบรรลุธรรมกัน

 

 

2026_09_10_1ssss1.jpg

 

 

 

 

 

 

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.006330664952596 Mins