องค์กรณ์ก้าวไกลในยุคดิจิตอล

วันที่ 06 ตค. พ.ศ.2569

 

2026_10_06_1br1.png

 

2026_10_06_1br2.png

2026_10_06_1br3.png

2026_10_06_1br4.png

 

 

องค์กรณ์ก้าวไกลในยุคดิจิตอล

2026_10_06_1ss3.png

                     ในโลกยุคปัจจุบันการปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเป็นเรื่องสําคัญมาก ถ้าองค์กรใหนปรับตัวไม่ทันก็จะเสียโอกาสทางการตลาด อาจจะเกิดการขาดทุนจนถึงขั้นต้องปิดกิจการ  ดังนั้น ถ้าเราอยากจะให้องค์กรของเราอยู่รอดและอยู่รุ่ง จําเป็นต้องปรับการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้องมีความยืดหยุ่น สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที ยิ่งหากสามารถเป็นผู้นำาการเปลี่ยนแปลงได้ยิ่งจะดีมาก

 

 

เดินตามแบบอย่างองค์กรชั้นนํา

2026_10_06_1ss4.png

บริหารองค์กรอย่างไรให้ก้าวไปได้ไกลเหมือนต้นแบบ  บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Microsoft, Meta, Adobe,  BBC หรือ CNN  

 

 

     องค์กรที่รักษาความเป็นผู้นำในยุคดิจิทัลได้ เขาใช้วิธีการบริหารอย่างไร ? 

2026_10_06_1ss6.png

                โดยหลักองค์กรเหล่านี้ใช้การบริหารที่เรียกว่า Agile  แปลว่า การเคลื่อนไหวหรือการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ มี 3 ด้าน ได้แก่ การสื่อสาร การพัฒนาสินค้าและบริการ และการตอบสนองผู้ใช้งาน ทุกอย่างควรทําอย่างรวดเร็วเพื่อสามารถตอบสนองทันกับความต้องการของผู้บริโภค โดยมีหลักการดังนี้

 

  • มุ่งเน้นการสื่อสารระหว่างผู้คน 

ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์หรือการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้คนมากกว่าการทำงาน รวมทั้งระหว่างคนกับเครื่องมือด้วย

 

                ในบริษัทไอทีที่ผลิตคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์มักจะเน้นเรื่องการสื่อสารกันระหว่างผู้คน เพื่อลดความเข้าใจผิดระหว่างพนักงานที่จะนำไปสู่การเกิดข้อผิดพลาด เช่น อัปเดตว่าใครทำอะไรไปบ้างแล้ว เพื่อที่จะต่อยอดการทำงานกันได้ถูกต้องไม่คลาดเคลื่อนและลดการทํางานซ้ำซ้อนกัน

 

                เมื่อพนักงานสื่อสารกันเข้าใจ จะไม่เกิดความผิดพลาด สามารถประสานการงานที่กำลังทำของแต่ละคนแต่ละฝ่ายได้อย่างดี

       

  • มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์

               ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากกว่างานด้านเอกสาร เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วที่สุด

 

  • มุ่งเน้นการตอบสนองผู้ใช้งาน

               ให้ความสำคัญกับการตอบสนองผู้ใช้งานให้ดีที่สุดมากกว่าการยึดติดกับแผนงานเดิม เพราะหลายครั้งแม้มีการตกลงกันว่า ลูกค้าให้เงินทุน โรงงานผลิตสินค้าตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ แต่ระหว่างนั้นอาจเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้น โรงงานอาจจะพบแนวทางใหม่ที่ดีกว่าแม้ไม่ตรงกับสัญญา ก็อาจจะมีการหารือกันใหม่เพื่อปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิมได้ตลอดเวลา เพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภคให้รวดเร็วที่สุด

 

              ยกตัวอย่าง Google, Microsoft หรือ Meta ล้วนมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนโปรแกรมของตนอยู่ตลอดเวลา เพื่อปรับปรุงระบบให้การใช้งานของผู้บริโภคเกิดความสะดวกยิ่งขึ้นโดย “เน้นการปรับปรุงพัฒนา มากกว่าการยึดติดกับแผนงาน"

 

             หากพบอะไรใหม่ ๆ ก็จะพัฒนาต่อยอดไปเรื่อย ๆแทนที่จะติดยึดกับแผนที่วางไว้ บางบริษัทแม้มีแผนงาน 3-6เดือน หรือ 1-5 ปี แต่ถ้าเรามัวแต่ท่าตามแผนบางทีจะปรับตัวไม่ทัน เพราะตลาดผู้บริโภคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น จะต้องปรับปรุงพัฒนาอยู่ตลอดเวลาให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

 

 

 วิธีตัดสินใจเลือกทํางานก่อน-หลัง

2026_10_06_1ss4.png

            การทำงานแบบ Agile มีแนวคิดพื้นฐานสำคัญคือผลลัพธ์ที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้งานเป็นหลัก

 

           ส่วนวิธีตัดสินใจว่า เราจะเลือกทำตามความต้องการของผู้บริโภคหรือผู้ใช้งานแบบใด เรื่องใด ควรใช้หลักการจัดลำาดับความสำคัญและความเร่งด่วนของงานก่อน ได้แก่

 

            ลำดับที่ 1 : เป็นงานประเภทที่สำคัญและเร่งด่วนหากไม่ทําจะเกิดปัญหาใหญ่ เช่น ระบบเกิดปัญหาทำให้ทุก
ฝ่ายทํางานต่อไม่ได้

           

           ลำดับที่ 2 : เป็นงานที่สำคัญ แต่ไม่เร่งด่วน คืองานที่ต้องใช้เวลาทำนาน เช่น งานที่ต้องอัปเกรดระบบ เพื่อไปเวอร์ชันที่รวดเร็วยิ่งขึ้น อาจจะใช้เวลานาน ไม่ได้ทำเสร็จภายใน 1-3 วัน และอาจจะต้องรองบประมาณ เป็นต้น ซึ่งเป็นงานที่ไม่เร่งด่วนมาก แต่มีความสำคัญ ถ้าไม่ทำตอนนี้ในอนาคตอาจจะก้าวตามคู่แข่งไม่ทัน

            

           ลำดับที่ 3 : เป็นงานที่ไม่สำคัญ แต่เร่งด่วน คืองานที่ไม่สำคัญนัก แต่ต้องการการตอบสนองในขณะนั้นเช่น มีโทรศัพท์เข้า เป็นต้น ควรทำให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

            

          ลำดับที่ 4 : เป็นงานที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน  เป็นงานประเภทที่ลงมือท่าเมื่อมีเวลาว่าง หรือเสร็จจากงาน อื่น ๆ แล้ว เช่น การเลื่อนฟิดโซเชียลมีเดียไปเรื่อย ๆ การ  เล่นเกมมือถือ การนั่งคุยเล่นในที่ทำงาน

 

 

วิธีการใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

2026_10_06_1ss4.png

                 Agile เน้นด้านการสื่อสาร และการปรับปรุงพัฒนา

 

  • ทีมงานต้องรับฟังข้อเสนอแนะหรือผลตอบรับจากผู้ที่เกี่ยวข้องให้เร็วที่สุด

     เร่งนำมาปรับปรุงระบบ ถ้าชักช้าจะไม่ทันคู่แข่ง

 

                ยกตัวอย่าง หลายบริษัทจะออกซอฟต์แวร์เวอร์ชันทดลองใช้ก่อน เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งได้ทดลองใช้ แล้วรอผลตอบรับว่าควรปรับปรุงเพิ่มเติมตรงจุดใดบ้าง

 

               เรียกได้ว่า ไม่ต้องรอให้เสร็จสมบูรณ์แบบไร้ที่ติก่อนจึงออกสู่ท้องตลาด แต่ออกก่อนเพื่อให้ได้รับกระแสตอบรับแล้วพัฒนาต่อได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด

 

  • ทีมงานต้องเปิดใจยอมรับข้อผิดพลาดและข้อเสนอแนะเสมอ

     บางคนอาจจะตั้งใจทำงานเต็มที่ พอมีคนมาตำหนิว่าผลงานของตนเองไม่ตอบโจทย์ ก็อาจจะรู้สึกผิดหวังได้แต่ก็ต้องยอมรับข้อผิดพลาด แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขตามความต้องการของผู้บริโภคต่อไป

 

  • ทีมงานร่วมกันใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุดเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

       Agile เน้นการทํางานแบบรวดเร็ว สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาบุกตลาด ดังนั้น หากต้องใช้ต้นทุนมาก อาจติดปัญหาเรื่องการระดมทุน ในระหว่างการทำงานลองผิดลองถูก ถ้าใช้ทุนมากเกินไปก็ยากที่จะเดินหน้าต่อ

 

  • ทีมงานต้องหมั่นพัฒนาระบบเดิมอยู่เสมอ

     ไม่ใช่ทำแต่ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพียงเท่านั้น บางครั้งทีมงานพึงพอใจในระบบเดิมที่ดีอยู่แล้วมานาน จนเผลอละเลยการพัฒนาระบบ มัวแต่ทุ่มเวลาไปกับการสร้างระบบใหม่ ๆ ดังนั้น อะไรที่คนรุ่นเก่าทำไว้ดีอยู่แล้ว เราไม่ควรแต่ควรนำไปพัฒนาต่อยอดให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งละทิ้งขึ้นต่อไป

 

  • ทีมต้องรู้ว่าตนเองทำงานเพื่ออะไร

    ไม่ใช่ทําตามคำสั่งหัวหน้าทีมเท่านั้น ซึ่งการที่หัวหน้าทำให้ลูกทีมรับรู้ถึงความสำคัญของตนเองว่าเขาทำงานไปเพื่ออะไร จะทำให้ลูกทีมมีกำลังใจอยากทำงานเพราะทำแล้วมีประโยชน์ ผลงานถูกนำไปใช้จริง สร้างกำลังใจให้เกิดแก่คนทํางาน

 

                 นอกเหนือจากทําให้มีกําลังใจแล้ว ถ้าสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ทีมงานจะรู้เป้าหมายที่ชัดเจนว่าควรทําอย่างไรต่อไป และสามารถตัดสินใจปรับเปลี่ยนวิธีการทํางานได้ทันท่วงที

 

                 การทำงานแบบ Agile ที่องค์กรระดับผู้นำในโลกดิจิทัลใช้กัน คือ การทำงานแบบทีละก้าวเล็ก ๆ โดยเน้นผลลัพธ์หรือผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก

 

                ทุกคนในทีมงานร่วมมือร่วมใจกัน สื่อสารกันอย่างทั่วถึง เพื่อผลิตชิ้นงานออกมาให้ได้อย่างรวดเร็ว การทํางานเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ แล้วทำงานให้สำเร็จโดยเร็ว เป็นการประหยัดต้นทุน ไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยเงินจำนวนมหาศาล

 

                อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญในการทำงานระบบ Agile คือความร่วมมือร่วมใจระหว่างคนทํางานด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง หรือผู้ปฏิบัติการระดับล่าง ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว จะช่วยให้ผ่านวิกฤติการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีไปได้อย่างแน่นอน

 

 

ระบบการบริหารที่เรียกว่า Agile

2026_10_06_1ss4.png

2026_10_06_1br5.png

 

 

1. มุ่งเน้นการสื่อสารระหว่างผู้คน                          2. มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์

3. มุ่งเน้นการตอบสนองผู้ใช้งาน                          4. วิธีตัดสินใจเลือกทํางานก่อน-หลัง

5. วิธีการใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

 

บริหารเชิงพุทธให้ใจอยู่ในสุข

2026_10_06_1ss4.png

                  ในทางโลก มีการคิดค้นรูปแบบการบริหารที่ได้ผลและเข้ากับยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

 

                  แต่หลักการบริหารที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่เคยเปลี่ยนตลอดระยะเวลา 2,500 กว่าปี เพราะสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้นั้นคือสัจธรรม เป็นความจริงที่อยู่คู่โลกมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ “หลักธรรมาธิปไตย” คือ ยึดถือธรรมความถูกต้องเป็นใหญ่  จึงขอให้ผู้บริหารยึดถือตามหลักความจริง เพราะหากยึดถือประโยชน์ส่วนตนหรือหมู่คณะเป็นหลัก การตัดสินใจก็จะผิดเพี้ยน นำพาองค์กรไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด

 

                 สิ่งบั่นทอนที่จะทําให้เราไม่สามารถยึดถือธรรม หรือความถูกต้องเป็นหลักได้ ได้แก่ ตัณหา มานะ และทิฏฐิทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า “ปปัญจธรรม 3” แปลว่า “ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า" ซึ่งเป็นตัวถ่วงความเจริญเหตุที่ทำให้ผู้บริหารไม่ยึดถือธรรมเป็นใหญ่เกิดจาก

 

ตัณหา

                  คือ ความอยาก เช่น อยากได้ประโยชน์ส่วนตนเกิดผลประโยชน์แอบแฝง การตัดสินใจจึงเบี่ยงเบนเพื่อเอาประโยชน์เข้าตัวหรือพวกพ้องของตัว

 

มานะ

                   คือ ความถือตัว เรามักจะเรียกคู่กับคำว่า “ทิฏฐิ"แต่ตัว “มานะ” จริง ๆ คือ ความถือตัว ยิ่งโตเป็นผู้ใหญ่มีตำแหน่งสูง ความถือตัวก็จะยิ่งมีมากขึ้น พอมีอำนาจมากความถือตัวนี้จะยิ่งเกิดขึ้นมาก ทำให้ไม่รับฟังคนอื่น จึงเกิดโอกาสผิดพลาดสูง ผู้นำที่ยังใช้ตาดูหูฟัง ยอมรับความคิดเห็นจากผู้คนรอบข้าง ถ้ามองในแง่ธุรกิจย่อมมีโอกาสรอดประสบความสําเร็จสูง

 

ทิฏฐิ

 

                    คือ ความดื้อดึง ถึงจะรู้ว่าตนเองผิดพลาดแต่กลัวเสียหน้า จึงดึงดัน ยืนกรานว่าตนเองถูกต้อง ทำต่อไปแล้วผลเสียก็เกิดตามมามากขึ้น

 

                    ยกตัวอย่าง เหมาเจ๋อตง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้นำในการสู้รบที่เก่งมาก สู้จนกระทั่งชนะเจียงไคเช็คสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นมาได้สำเร็จจะพัฒนาประเทศจีนให้เศรษฐกิจก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จึงออกนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดดครั้งใหญ่ภายใน 5 ปี เพื่อให้เศรษฐกิจจีนโต ผลิตเหล็กได้มากเท่าอเมริกา โดยการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้มากพอที่จะเหลือขายต่างประเทศ นำเงินมาลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมต่อไป

 

                  ฟังดูเหมือนจะดี แต่พอประกาศนโยบายออกไปจริง ๆ ผลผลิตการเกษตรทําไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างสุดโต่ง แต่ไม่มีใครกล้าค้าน หน่วยงานระดับตำบลอำเภอ จังหวัด มณฑล ต่างปั้นตัวเลขลมรายงานขึ้นไปเบื้องบนเมื่อรวบรวมตัวเลขผลผลิตข้าวทั้งประเทศ สรุปว่า ผลิตข้าวได้มากกว่าเดิมเกินเท่าตัว แปลว่านโยบายสําเร็จ จึงส่งข้าวออกไปขายต่างประเทศจำนวนมาก สุดท้ายความจริง เปิดเผย คนจีนอดตายกว่า 20 ล้านคน เพราะในประเทศขาดแคลน ประชาชนไม่มีข้าวกิน ตัวเลขในรายงานผลผลิตภายในประเทศถูกปั่นขึ้นเพื่อเอาใจผู้ใหญ่ ผลคือนโยบายล้มเหลว ประชาชนอดอยากล้มตายมากมาย

 

                  แต่พอผิดพลาดไปแล้ว เหมาเจ๋อตงก็ยังมีทิฏฐิยืนยันจะดึงดันทำต่อไป จากเดิมตั้งใจจะพัฒนาประเทศแต่พอนโยบายผิดพลาดกลับไม่ยอมรับ อยากจะเอาชนะไม่คิดถึงเรื่องของประเทศแล้ว คิดเพียงว่าจะทำลายคู่แข่งคู่ต่อสู้ทางการเมืองได้อย่างไรเพื่อให้ตนเองอยู่ในอำนาจต่อไป จึงเกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม เพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมือง สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายแก่ประเทศจีนเป็นเวลา 10 ปี สร้างความเสียหายมหาศาล

 

                 พระสัมมาสัมพุทธตรัสว่า “ทิฏฐิ” เป็นหนึ่งใน“ปปัญจธรรม” ที่ถ่วงความเจริญ ถ้าเราอยากให้องค์กรเจริญรุ่งเรือง ก็ต้องถือธรรมเป็นใหญ่ ระมัดระวัง ตัณหา มานะทิฏฐิ อย่าปล่อยให้ 3 ตัวนี้กำเริบ

 

                 ผู้นำองค์กรยังมีกิเลสแม้แต่คณะสงฆ์ที่ไม่ใช่พระอรหันต์ก็ยังไม่หมดกิเลส พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า “ให้ตัดสินโดยหมู่คณะ” โดยยึดถือธรรมความถูกต้องเป็นหลัก เกิดเรื่องใดแล้วให้ประชุมสงฆ์ ตั้งญัตติแล้วลงมติ 3 วาระ เหมือนกับระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องมีการลงมติถึง 3 วาระในรัฐสภาก่อนจึงจะผ่าน

 

                วิธีการบวชพระที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เรียกว่า “ญัตติจตุตถกรรมวาจา” คือ มีการตั้งญัตติ1 ครั้ง แล้วพระคู่สวดสวดถาม 3 รอบ ว่าบุคคลผู้นี้จะขอบวชโดยมีพระอุปัชฌาย์ชื่อนี้ สงฆ์เห็นควรประการใด เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐานผ่านแล้วโดยไล่มาตามพระวินัยถ้าคณะสงฆ์เห็นชอบ ก็ขอให้นิ่ง วาระที่ 1 วาระที่ 2 และวาระที่ 3 ถ้าเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จึงผ่าน สามารถให้การอุปสมบทพระบวชใหม่ได้ ซึ่งระบบรัฐสภาทั่วโลกก็เลียนแบบมาจากหลักการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางไว้ 2,500  กว่าปีมาแล้ว

 

                เมื่อมนุษย์ยังไม่หมดกิเลส หากให้อำนาจอยู่กับบุคคลเดียว อาจจะเกิดความเสียหายได้ เพราะฉะนั้นดีที่สุดต้องให้โปร่งใส โดยตัดสินด้วยหมู่คณะ ใช้หลัก“โลกาธิปไตย” โดยหมู่คณะ เน้นเสียงส่วนใหญ่ ยึดหลักประชาธิปไตยดีที่สุด

 

                ถ้าบุคคลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 100% ไม่สามารถตรวจสอบได้ บุคคลนั้นย่อมมีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจตามอำาเภอใจ ใช้อำานาจอย่างไม่ระมัดระวัง อยากทำอะไรก็ทำ เพราะตัดสินทุกอย่างได้เอง คนอื่นตรวจสอบไม่ได้

 

                แต่ถ้ามีการตรวจสอบได้ บุคคลนั้นก็จะระมัดระวังในการใช้อำนาจตัดสินใจมากขึ้น ธรรมชาติของมนุษย์ที่ยังไม่หมดกิเลสเป็นอย่างนี้เอง เพราะฉะนั้น ต้องยึดหลักการตัดสินด้วยหมู่คณะ แล้วทำทุกอย่างให้โปร่งใส ถ้าอย่างนี้ก็จะเป็นตัวช่วยให้ตัณหา มานะ ทิฏฐิอ่อนกำลังลง ควบคุมอยู่ แล้วทำให้องค์กรเจริญก้าวหน้าต่อไปได้

 

2026_10_06_1br6.png

หลักการบริหารที่

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว

ไม่เคยเปลี่ยน มีหัวใจสำคัญอยู่ที่

“หลักธรรมาธิปไตย”

ยึดถือธรรม

คือความถูกต้องเป็นใหญ่

 

 

2026_10_06_1ss5.png

**บทความ แนะนำ/เกี่ยวข้อง

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0016229510307312 Mins