ความสูญเสียครั้งใหญ่

วันที่ 12 ตค. พ.ศ.2569

2026_10_12_5br8.png

2026_10_12_3br1.png

2026_10_12_3br2.png

 

 

 

4  ความสูญเสียครั้งใหญ่

2026_10_06_1ss3.png

หลายท่านคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ความ

ประมาทเป็นทางแห่งความตาย” ไม่มีใคร

อยากเดือดร้อน แต่เชื่อไหมว่าความหายนะที่เกิดจาก

ความประมาทนั้น เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เพียงชั่วพริบตา

แล้วแทรกอยู่ในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งส่วนมากก็มักจะเป็น

เรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันของเราเอง

 

2026_10_06_1ss6.png

 

จุดตั้งต้นของหายนะ

2026_10_06_1ss4.png

                  หากต้องทำการใหญ่ เรามักจะระมัดระวังเป็นพิเศษแต่ถ้าเป็นเรื่องเล็ก ๆ เรื่องทั่ว ๆ ไป เราอาจจะเผลอประมาท

 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงความประมาทว่า

“ปมาโท มจฺจโน ปท์” แปลว่า

“ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย”

และ “อปปมาโท อมต์ ปท์” แปลว่า

“ความไม่ประมาท เป็นทางอมตะ”

 

                 ปัจฉิมโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นโอวาทครั้งสุดท้ายก่อนพระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน

 

                “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”

 

                 ความไม่ประมาทนั้นสำคัญมากในแง่การดำเนินชีวิตของเรา

 

                 ยกตัวอย่าง สมมุติว่าเราเดินอยู่ในที่มืด พื้นไม่เรียบอย่างบนสนามหญ้า มีหลุมมีบ่อบ้าง หากเราเดินอย่างระมัดระวัง เราก็จะปลอดภัย พอรู้สึกว่าพื้นตรงไหนเอียงหน่อย ก็เกร็งขาไว้ ค่อย ๆ ก้าวไปอย่างระวัง แต่ถ้าเราเดินในที่มืดอย่างไม่ระวัง เจอหลุมบ่อก็มีโอกาสล้ม ขาแพลงได้

 

                 คนที่ไม่ประมาท กับคนที่ประมาท แตกต่างกันมากเพราะร่างกายมีการเตรียมความพร้อมไม่เท่ากัน

 

                 ถ้าเราไม่ประมาทจะมีการเตรียมความพร้อม มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นนิดเดียว ก็ยับยั้งทันท่วงที เพราะใจจดจ่อตื่นตัวตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่คนที่ประมาท ใจไม่ได้คิดจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ตนเองกำลังทำอยู่ พอเผลอไปแล้วกว่าจะดึงใจกลับมาจดจ่อตรงนั้นก็ไม่ทันการ

 

                 ผู้ขับขี่ที่มีความระมัดระวังและจดจ่ออยู่กับเส้นทางเบื้องหน้า มักตอบสนองต่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างทันท่วงที ตัวอย่างเช่น หากมีสุนัขวิ่งตัดหน้ารถ การตัดสินใจเบรกกะทันหันย่อมเกิดขึ้นอย่างฉับไว เพราะสติและสมาธิได้ถูกฝึกให้อยู่กับปัจจุบัน

 

                 ในทางตรงกันข้าม หากผู้ขับขี่ปล่อยใจให้ล่องลอยหรือหมกมุ่นอยู่กับความคิดอื่น การรับรู้ต่อสิ่งเร้าภายนอกจะล่าช้าออกไป แม้สมองจะพยายามประมวลผล แต่ก็มักสายเกินไปเพียงเสี้ยววินาที ซึ่งมากพอที่จะนำไปสู่ความสูญเสีย

 

                นี่คือความแตกต่างระหว่างภาวะ “มีสติ” กับ “ขาดสติ” หรืออีกนัยหนึ่งคือ ความไม่ประมาทกับความประมาทซึ่งแม้จะต่างกันเพียงชั่วขณะ ก็สามารถส่งผลที่แตกต่างกันอย่างมหาศาล

 

 

กระตุ้นใจ กระตุ้นบุญ

2026_10_06_1ss4.png

                 คนทั่วไปยังไม่เข้าใจนัยสำคัญที่ลึกลงไปในเรื่องนี้ว่าคนที่ไม่ประมาท ไม่ใช่เพียงร่างกายเขาอย่างเดียวเท่านั้นที่เกิดความตื่นตัว แต่รวมไปถึงสภาพใจและกำลังบุญของเขาด้วย เหมือนเป็นการกระตุ้นให้บุญที่เคยทำไว้ เป็นพลังงานที่สะสมอยู่ในใจของเขาตื่นตัวไปด้วย

 

                 กำลังบุญนี้เองที่ช่วยให้สิ่งไม่ดีคลี่คลาย แต่คนที่ประมาท ไม่มีสติอยู่กับตัว แม้ยังมีบุญเก่าอยู่ในใจ แต่บุญนั้นไม่ถูกกระตุ้น จึงไม่ได้ช่วยปัดเป่าเหตุร้าย

 

                เพราะฉะนั้น ความไม่ประมาทจึงไม่ใช่เพียงมีเหตุร้ายเกิดขึ้นแล้วเราแก้ไขได้ทันเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันไม่ให้เหตุร้ายเกิดขึ้นด้วย

 

                เคยสังเกตไหมว่า บางทีเราก็มีความคิดแว็บเข้ามาว่า เดี๋ยวอาจจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น นั่นคือบุญในตัวมาเตือนทำให้เราเพิ่มความระมัดระวัง จึงผ่านเหตุร้ายไปได้ เพราะฉะนั้น ความไม่ประมาทสำคัญมากทั้งด้านกายภาพและนามธรรม เป็นพลังบุญที่อยู่ในใจเรา

 

                  ยกตัวอย่าง ในกรณีที่สหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรการส่งชิปให้กับบริษัท ZTE ซึ่งเป็นบริษัทด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศจีนโดยอ้างว่าบริษัทนี้ทำการค้าขายกับอิหร่าน ซึ่งสหรัฐอเมริกาต่อต้านอยู่

 

                ส่งผลให้บริษัทต้องหยุดการดำเนินกิจการไปเลยเพราะไม่มีชิปในการผลิตสินค้า ผ่านไป 3 เดือนทางบริษัทต้องร้องขอเจรจากับทางสหรัฐอเมริกา

 

                    สหรัฐอเมริกาให้ข้อเสนอว่า หากต้องการต่อสัญญาซื้อขายต่อ บริษัท ZTE ต้องจ่ายค่าปรับให้สหรัฐอเมริกา1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ต้องเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงทั้งหมด แล้วยินยอมให้สหรัฐอเมริกาส่งทีมเข้าตรวจสอบการทำงานของบริษัทเป็นเวลา 10 ปีด้วย

 

                    บริษัท ZTE ต้องยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถือว่าเสียหน้ามากเหมือนตกเป็นเมืองขึ้น หมดอิสรภาพในการดำเนินกิจการตนเอง แลกกับที่ตนเองจะได้รับชิ้นส่วนชิปทำให้สามารถดำเนินกิจการต่อโดยไม่ต้องปิดบริษัทลง

 

                    ต่อมาบริษัทหัวเหว่ยซึ่งเป็นบริษัททางโทรคมนาคมและผลิตโทรศัพท์มือถืออันดับ 1 ของจีน ก็โดนสหรัฐอเมริกาเล่นงานอย่างหนักไม่แพ้กัน แต่บริษัทนี้ไม่ประมาท ถึงสหรัฐอเมริกาจะคว่ำบาตรการขายชิป แต่บริษัทก็ได้เตรียมการรองรับเรื่องนี้ไว้นานหลายปีแล้ว แม้จะเดือดร้อนหนักแต่ก็ยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ฟยังมีกำไร และเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีทดแทน รวมถึงบุกเบิกธุรกิจใหม่ ๆ เช่น ธุรกิจรถยนต์ EV จนเติบใหญ่ขึ้นมาได้ใหม่

 

                     เมื่อทางบริษัท Google ออกมาประกาศว่าโทรศัพท์มือถือของหัวเหว่ยนั้นไม่สามารถใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ได้ ทำให้ Google Maps, Gmail เป็นต้นซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่คนทั่วโลกนิยมไม่สามารถใช้ได้บนโทรศัพท์มือถือของหัวเหว่ยอีกต่อไป

2026_10_12_3ss1.png

Google Maps

2026_10_12_3ss2.png

 

                     ถึงกระนั้น บริษัทหัวเหว่ยก็ยังบอกว่าไม่เป็นไรเพราะได้เตรียมการเรื่องนี้ไว้แล้วตั้งแต่ 7 ปีก่อน โดยตั้งฐานวิจัยเรื่องระบบปฏิบัติการ Harmony เป็นโครงการลับ และพัฒนาอย่างต่อเนื่องยาวนาน 7 ปี เพราะคาดการณ์ไว้แล้วว่า ในอนาคตเมื่อบริษัทเติบโตจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ อาจจะเกิดกรณีนี้ขึ้น

 

                    บริษัทหัวเหว่ยยังดำเนินกิจการต่อไปได้ก็เพราะ  “ความไม่ประมาท” ไม่แน่ว่า ในอนาคตระบบปฏิบัติการHarmony อาจจะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของแอนดรอยด์ก็ได้

 

                   ปัจจุบัน ทั่วโลกใช้ระบบปฏิบัติการมือถือเพียง 2 ส่วนเท่านั้น คือ iOS ของ iPhone ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 28% ของโลก และแอนดรอยด์อีก 72%

 

                   เมื่อ Google ซึ่งเป็นเจ้าของแอนดรอยด์ไปบีบให้หัวเหว่ยไม่สามารถใช้งานได้ เขาก็ต้องไปสร้างของตนเองขึ้นใหม่ ซึ่งไม่ง่ายเลย เคยมีหลายบริษัทที่พยายามจะสร้างระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแข่ง ทั้ง Nokiaและ Samsung ก็ไปไม่รอด พ่ายแพ้ให้แก่แอนดรอยด์ทั้งหมด

 

                   แต่ครั้งนี้ สถานการณ์แตกต่างออกไป เพราะถ้าบริษัทหัวเหว่ยทำไม่สำเร็จ ไปไม่รอด ก็เท่ากับต้องตายไปจากวงการโทรศัพท์มือถือ แรงกดดันที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนนั้นมีไม่เท่ากัน ถอยไม่ได้ เพราะถ้าไปไม่รอดคือ ตายอย่างเดียว บริษัทหัวเหว่ยจึงต้องทุ่มเททำงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีอย่างหนัก โดยอาศัยการเตรียมการล่วงหน้ามา 7 ปีเป็นฐาน

 

                    บริษัทหัวเหว่ยพอจะประคองตนเองต่อไปได้เพราะความไม่ประมาท คนเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ประมาท แล้วตั้งใจเตรียมการทุกอย่างไว้อย่างดี ไม่ว่าเราจะเจอปัญหาที่หนักหนาเพียงใด ลำบากมากแค่ไหน ก็จะยังพอประคองตัวได้ แล้วจะพบทางออก แก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว ดังนั้น ขอให้พวกเราตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ตามโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันเถิด

 

 

ไม่ประมาทในธรรม

2026_10_06_1ss4.png

                   ความไม่ประมาท คือ มีสติ มีความระมัดระวังส่วน ความไม่ประมาทในธรรม นั้นมีนัยแฝงมาก คำว่า“ธรรม” ในพระไตรปิฎก หากนำมาวิเคราะห์ความหมายตามคำที่ปรากฏแต่ละที่ในพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่าง ๆพจนานุกรมของสมาคมบาลีปกรณ์รวมความหมายของคำว่า “ธรรม” ไว้มากถึง 59 ความหมาย

 

                    เพราะฉะนั้น ความหมายของคำว่าธรรมนั้นมีมากมาย แต่คำว่า ไม่ประมาทในธรรม นี้ มีความหมายโดยรวม คือ ไม่ประมาทในชีวิต

 

                    เวลาผ่านไปทุกวัน ๆ ใครที่คิดว่าตนเองยังเป็นหนุ่มๆสาว มีเวลาอีกยาวไกลนัก ทำตัวสบาย ๆ เที่ยวเล่นกินดื่มก่อน คิดว่าอีกสัก 10 ปีค่อยขยันทำงานก็ได้ ถ้าใครคิดอย่างนี้ เรียกได้ว่าประมาทแล้ว

 

                    ประมาทในเวลา ประมาทในวัย รวมกันทั้งหมดคือประมาทในชีวิต ความจริงเวลาผ่านไปเร็วมาก ผ่านไปแล้วเรียกกลับมาไม่ได้ พอผ่านไปแล้วก็คือเรื่องของเมื่อวาน เอากลับมาไม่ได้แล้ว ต่อให้เป็นมหาเศรษฐีทุ่มเงินเท่าใดก็ซื้อเวลากลับคืนมาไม่ได้

 

                เวลา คือ สิ่งที่คนจน คนรวย คนมีอำนาจ คนธรรมดา ชนชั้นล่างมีเท่า ๆ กัน กล่าวได้ว่า คนเรามีต้นทุนความเป็นมนุษย์ คือ ร่างกายของเราเหมือน ๆ กัน ที่สำคัญเรามีเวลาเท่า ๆ กันๆ

 

                   ดังนั้น ทุกคนย่อมมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน เราอย่าดูเบาใคร

 

                   คนเคยทำงานใช้แรงงานมาก่อน ประสบความสำเร็จก็มีให้เห็นมากมาย เพราะฉะนั้น ทุกคนมีโอกาสเป็นผู้ชนะ เป็นที่หนึ่ง เป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้ทั้งนั้น

 

                  สมัยก่อน พอเรียนถึงระดับมัธยมปลาย จะมีการสอบแข่งขันจัดอันดับในประเทศไทย ใครติดอันดับ 1-50รู้สึกว่าโก้มาก ยิ่งใครสอบได้ที่ 1 ประเทศไทย ถือว่าเป็นเกียรติยศตลอดชีวิต ซึ่งในประเทศไทยยุคนั้นมีเด็กเกิดมาปีละประมาณ 1 ล้านคน

 

                  แต่รู้หรือไม่ว่า เราทุกคนเคยเป็นที่ 1 มาก่อน ตั้งแต่ตอนที่เกิดมา เพราะตอนที่เราเป็นอสุจิ เราคือที่ 1 ในบรรดา 100 ล้านตัว ที่แหวกว่ายไปถึงไข่ของแม่ได้ก่อนเราคือตัวที่แข็งแรงที่สุด แข็งแกร่งที่สุด จึงได้เกิดมาเป็นคนอย่างในทุกวันนี้

 

                 เพราะฉะนั้น ทุกคนไม่ธรรมดา ทุกคนเคยชนะเป็นที่ 1 ในบรรดา 100 ล้านมาก่อน ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว ให้เรามองตนเองรวมทั้งคนอื่น ๆ ใหม่ อย่าไปดูเบาเขาว่าเขาจน เขาไม่เก่ง เขาไม่มีความรู้

 

                 ทุกคนเก่งมาก่อนทั้งนั้น ทุกคนมีศักยภาพที่สำคัญทุกคนก็มีโอกาสที่จะใช้ศักยภาพตนเองในการทำความดี ปฏิบัติธรรม มีโอกาสเข้าถึงธรรม บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยกันทั้งนั้น

 

                   สมัยพุทธกาล คนที่เกิดมาเป็นจัณฑาล จะถูกตราหน้าว่าเป็นเสนียด ใครไปเผลอมองเข้าต้องเอาน้ำมาล้างตาแต่สุดท้ายจัณฑาลมาบวชได้เป็นพระอรหันต์ก็มีมากมาย

 

                 เพราะฉะนั้น ทุกคนล้วนมีศักยภาพในตนเองทั้งนั้นเราจะไปดูเบาใครไม่ได้เลย ที่สำคัญเราอย่าดูเบาตนเอง ขอเพียงเราไม่ประมาทในธรรม คือ ไม่ประมาทในชีวิตเท่านั้น

 

                  ตอนที่เรายังมีร่างกายแข็งแรงอยู่ ยังทำงานได้สะดวกก็ให้รีบทำ เพราะเราจะป่วยไข้ไม่สบายตอนไหนไม่รู้ตอนที่ยังดีอยู่ ยังมีกำลังอยู่ ก็ให้ใช้กำลังนั้นในการทำความดีให้ได้มากที่สุด นี้คือ ความไม่ประมาท  คือ

 

                  ความดี ขยายตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้

 

                 บำเพ็ญประโยชน์ตน ได้แก่ ให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา

 

                  บำเพ็ญประโยชน์ท่าน คือ ช่วยแนะนำผู้อื่นใหปฏิบัติอย่างนี้ด้วย และทำทุกอย่างด้วยความไม่ประมาท

 

                  นี้เองคือการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและสมบูรณ์ ตามปัจฉิมโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

                  สรุปว่า วิธีการแก้ไขความประมาทนั้นไม่ยาก คือมีสติ มีความตื่นตัวระมัดระวังเท่านั้น เพราะความไม่ประมาทจะทำให้ร่างกายเราตื่นตัวทำงานได้อย่างเต็มที่ส่วนจิตใจของเราก็จะสามารถเชื่อมต่อกับบุญภายในตัวของเรา ทำให้บุญนั้นถูกกระตุ้น แล้วทำงานได้อย่างเต็มที่ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ดีถูกขจัดออกไป แล้วมลายหายสูญไปในที่สุด

 

                  สติ เปรียบเสมือนยามที่คอยเฝ้าระวังภัยไม่ให้มาถึงตัวเรา ไม่ประมาทในวัย ไม่ประมาทในเวลา ทำให้เราไม่ห่างไกลจากการสั่งสมบุญบารมี ให้หมั่นระลึกนึกถึงบุญ และสร้างบุญทับทวียิ่งขึ้นไป เพื่อเอาไว้เป็นเสบียงบุญติดตามตัวเราไปในการเวียนว่ายตายเกิด

 

 

หากเรายังมีร่างกายแข็งแรงอยู่

ยังทำงานได้สะดวกก็ให้รีบทำ

เพราะเราจะป่วยไข้ไม่สบายตอนไหนไม่รู้

ตอนที่ยังดีอยู่

ยังมีกำลังอยู่ ก็ให้ใช้กำลังนั้น

ในการทำความดีให้ได้มากที่สุด

นี้คือ ความไม่ประมาท

 

 

2026_10_06_1ss5.png

 

 

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0012724002202352 Mins