ความอยากไม่มีที่สิ้นสุด

วันที่ 12 ตค. พ.ศ.2569

2026_10_12_6br3.png

2026_10_12_6br1.png

2026_10_12_6br2.png

 

 

 

7 "ความอยากไม่มีที่สิ้นสุด"

2026_10_06_1ss3.png

" ทุกคนล้วนเคยมีความรู้สึก “อยาก” 
เช่น  
อยากได้ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากๆ
แล้วพยายาม
เก็บหอมรอมริบเงินทองเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาครอบครอง
บางคนพอได้มาแล้วก็ทอดเช้าทอดเย็น ดูแลอย่างดี

ในขณะที่หลายคนพอได้มาแล้วดีใจพักหนึ่ง
จากนั้นกลับรู้สึกเฉยๆ แล้วเปลี่ยนเป้าหมายใหม่
อยาก
ได้สิ่งอื่น ๆ วนเวียนไปเรื่อย ๆ
ไม่จบสิ้น ทั้งอยากกิน  
อยากใช้ อยากได้สิ่งของ ความรัก ความอบอุ่น
ความ
อยากเหล่านี้ไม่มีวันหมดไปตราบใดที่เรายังมีกิเลส "

 

2026_10_06_1ss6.png

วังวนของตัณหา

2026_10_06_1ss4.png

                     ตัณหา คือ ความทะยานอยาก แปลว่า ไม่รู้จักพอ  ได้แล้วก็ยิ่งต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่น เราอยากได้เงินหมื่น พอได้มาก็ขยับความต้องการเป็นอยากได้เงินแสน พอมีเงินแสนก็อยากได้เงินล้าน ไม่มีวันพอ เพราะความอยากมันทะยานขึ้น พอไม่ได้ก็เสียใจ แต่พอได้มาแล้วกลับดีใจได้ไม่นานก็รู้สึกเฉย ๆ มองเป้าหมายที่สูงขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ

 

                     สมัยก่อน คนต่างจังหวัดมีจักรยานคันเดียวก็รู้สึกโก้แล้ว ยิ่งมีจักรยานยนต์ขี่ ก็ยิ่งรู้สึกดี เพราะสะดวกสบายสุด ๆ แต่มาสมัยนี้ต้องมีรถกระบะคันโก้ เปิดแอร์เย็นฉ่ำไม่พอ ต้องใส่ล้อแม็ก แต่งเครื่องเสียง อยากได้อยากมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ

 

                     30 ปีที่แล้วใครมีโทรศัพท์มือถือโก้สุด ๆ ขนาดโตเท่าหุ้นฟืน หนัก 3 กิโลกรัมยังถือโชว์กันได้ โทรศัพท์เครื่องหนึ่งราคาแพงมาก ต่อมาใครมีเพจเจอร์เครื่องติดตามตัวในยุคก่อนก็ถือว่าโก้มากแล้ว เสียงดังติ๊ด ๆ โชว์แค่เบอร์โทรกลับเท่านั้น

 

                    แต่ยุคต่อมาไม่นาน คนไทยก็มีเพจเจอร์ใช้กันทั่วประเทศ ซื้อได้ในราคาที่ไม่แพง แล้วก็มีโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกีย มีหน้าจอเล็ก ๆ ที่ส่งข้อความได้ ทำให้เพจเจอร์หายไปจากความนิยม จากนั้นก็เริ่มมีโทรศัพท์มือถือแบบที่เข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ พอเห็นเขามีสมาร์ตโฟน มีไอโฟนหลายคนก็อยากมีบ้าง ความอยากทะยานไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จักหยุด

 

                   ยกตัวอย่าง เรื่องที่เกิดขึ้นจริงในอดีต พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การแก้ปัญหาด้วยการหาสิ่งที่อยากมาให้ได้นั้นไม่จบ

 

                   ในชาติหนึ่ง พระบรมโพธิสัตว์เกิดมาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า พระเจ้ามันธาตุราช ซึ่งในยุคนั้นมนุษย์มีอายุยืนมาก

 

                   อายุมนุษย์มีขึ้นมีลงตามแต่กิเลส กิเลสมากก็อายุสั้น กิเลสน้อยก็อายุยืน ในยุคนั้นมนุษย์มีบุญมากจึงอายุยืน แต่อายุเทวดานั้นคงที่แต่สั้นกว่ามนุษย์ในอดีตซึ่งยืนยาวกว่ามนุษย์ในปัจจุบัน

 

                    ผู้ที่มีบุญจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ รัตนะ 7 จะเกิดขึ้น ซึ่งจักรแก้วในรัตนะ 7 สามารถบรรทุกคนได้เป็นหมื่นคนแล้วเคลื่อนที่บนพื้นดิน ในอากาศ และอวกาศ ไปในจักรวาลได้เร็วกว่ายานอวกาศ รวดเร็วกว่าแสง

 

                   พอจักรแก้วเคลื่อนขึ้นมาอยู่ตรงหน้าของพระเจ้าจักรพรรดิ ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว นางแก้ว และแก้วมณีก็เกิดขึ้น ด้วยอานุภาพบารมีทุกแว่นแคว้นย่อมยอมอ่อนน้อมให้พระเจ้าจักรพรรดิ ไม่ต้องสู้รบ และพระเจ้าจักรพรรดิเสด็จออกเยี่ยมพสกนิกรได้ทั่วโลก ทั้งชมพูทวีป และมนุษย์ในทวีปอื่นด้วย

 

                   พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า ในจักรวาลซึ่งก็หมายถึงกาแล็กซี เช่น กาแล็กซีทางช้างเผือกยังมีดาวที่มีขนาดพอกันกับโลกเราและมีมนุษย์อาศัยอยู่อีกถึง 3 ดวงมีดาวเคราะห์น้อยคล้ายกับดวงจันทร์ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่อีก2,000 ดวง ในขณะที่เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ยังไปไม่ถึงแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้เห็นมาหมดแล้ว พระองค์ตรัสไว้ล่วงหน้า 2,500 กว่าปีมาแล้ว

 

                   พระเจ้าจักรพรรดิทรงปกครองหมดทั้งกาแล็กซีและอยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องห่วงทุพภิกขภัย ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ สมบัติทั้งหลายมีเพียงพอเลี้ยงชีพทั้งพระองค์เองและพสกนิกรทั้งหมด

 

                   แต่สำหรับพระเจ้ามันธาตุราชแล้วพิเศษกว่านั้นมากทำไมตนเองถึงได้ปกครองแค่โลกมนุษย์ ก็อยากจะไปเห็นสวรรค์จึงขึ้นจักรแก้วไป ท้าวจตุโลกบาลราชาแห่งสวรรค์ชั้นที่ 1 จาตุมหาราชิกา รู้ด้วยอำนาจทิพยจักษุว่า พระเจ้ามันธาตุราชซึ่งมีบุญมากกำลังจะมาเยี่ยม จึงเสด็จมารอรับ

 

                  พอพระเจ้ามันธาตุราชมาถึง เจ้าสวรรค์ทั้ง 4 ก็ยกสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาให้พระองค์ซึ่งเป็นมนุษย์ปกครองพระเจ้ามันธาตุราชจึงได้เป็นทั้งราชาแห่งมนุษย์และดาวดวงอื่น รวมทั้งสวรรค์ด้วย

 

                 พระเจ้ามันธาตุราชอยู่อย่างสุขสบายเพลิดเพลินบนสวรรค์ วันหนึ่งก็นึกขึ้นได้ว่า ทำไมตนเองถึงได้ปกครองแค่สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ความจริงน่าจะได้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วย พอทรงคิดเช่นนี้ ท้าวสักกะ เจ้าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์รับรู้ได้ทันทีด้วยอำนาจจักษุทิพย์ของเทวดา จึงเตรียมรอต้อนรับ

 

                 เมื่อพระเจ้ามันธาตุราชขึ้นจักรแก้วไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จึงแบ่งสวรรค์ให้ปกครองครึ่งหนึ่ง เพราะท้าวสักกะก็มีบุญมากพอสมควร

 

                พระเจ้ามันธาตุราชได้อยู่บนนั้นแล้วรู้สึกสุขสบายมากกว่าบนสวรรค์ชั้นแรก มีอายุยืนยาวกว่าเทวดาทั่วไปท้าวสักกะพอครบอายุจุติแล้วมีองค์ใหม่มาผลัดเปลี่ยนไปถึง 36 พระองค์ พระเจ้ามันธาตุราชก็ยังมีชีวิตอยู่

 

                วันหนึ่งพระเจ้ามันธาตุราชนึกขึ้นว่า ทำไมตนเองจึงได้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพียงครึ่งเดียว คิดว่าตนเองควรจะได้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทั้งหมด ทั้ง ๆ ที่วิมานของตนเองก็ใหญ่โตเหลือเฟือ

 

                 เราเห็นไหมว่า ใจอยากมันไม่หยุด พระเจ้ามันธาตุราชวางแผนยึดอำนาจท้าวสักกะ พอคิดอย่างนี้กิเลสปกคลุมใจ ทำให้จิตหยาบ กายก็หยาบ จึงอยู่บนสวรรค์ไม่ได้ ตกจากสวรรค์ลงมาบนโลกมนุษย์ แต่ยังมีบุญประคองตัวไว้ไม่กระแทกพื้นตาย รู้ตนเองว่าใกล้หมดอายุขัยแล้ว

 

                 คนเฝ้าอุทยานเห็นก็ถามว่า “ท่านเป็นใคร”

 

                 พระองค์ตอบว่า “เราคือพระเจ้ามันธาตุราช

 

                  คนเฝ้าอุทยานตกตะลึงรีบไปแจ้งข่าว เมื่อทุกคนมาถึง พระเจ้ามันธาตุราชจึงให้โอวาทว่า “จงตั้งใจปฏิบัติธรรมสร้างบุญกุศล ควบคุมความอยากของตนเองให้ดี เพราะความอยากของมนุษย์ไม่มีสิ้นสุด ไม่ให้ความสุขจริงใด ๆเลย” แล้วพระองค์ก็สวรรคต

 

ใจอยากมันไม่หยุด

2026_10_06_1ss4.png

                      ความอยากของคนเราไม่เคยหยุดนิ่ง ต่อให้ได้มาครอบครองหมดทั้งโลก ก็ยังอยากได้ต่อไปเรื่อย ๆ มันอยากได้ไม่รู้จบ ความอยากขยายตัวเร็ว เราจะแก้ไขปัญหาได้ ก็ต้องแก้ด้วยการหยุดความอยาก ไม่ใช่ไปเติมให้สมอยาก

 

                      บางคนอยากได้บางสิ่งบางอย่างมาก แต่พอได้มาแล้วกลับไม่ค่อยตื่นเต้น บางคนพอได้มาแล้วทะนุถนอมมากไม่ยอมใช้ ไม่ยอมให้เป็นรอย แต่พอเกิดตำหนิเกิดรอยแล้วก็ทิ้งขว้าง

 

                      กิเลสของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันคือ ความอยาก พอเกิดความอยากแล้ว จะสมหวัง หรือผิดหวัง ปฏิกิริยาของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป

 

                      โดยสรุป คือ ความอยากไม่ดีทั้งนั้น คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนก็ไม่ถึงกับว่าไม่ให้อยากอะไรเลย เพราะเรายังอยู่บนโลก ยังมีกิเลส ยังอยากสร้างความมั่นคงให้ชีวิต แต่ควรควบคุมความอยากให้อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องชอบธรรม ไม่ใช่อยากได้จนต้องไปปล้นชิงเขา แต่ถ้าเกิดความอยากแล้วขยันทำงานหาเงิน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการก็ไม่ผิด เลือกให้เหมาะสมกับฐานะตนเองจึงจะไม่เกิดความเสียหาย รู้ไว้เถิดว่า สุดท้ายให้ลดแล้วขจัดความอยากเป็นดีที่สุด

 

                      คนโบราณมีวิธีจำกัดความอยากด้วยการมาบวช พอบวชแล้ว ตื่นเช้ามาไม่ต้องคิดว่าวันนี้จะใส่ชุดอะไร มีแค่ผ้า3 ผืน คือ สบง จีวร สังฆาฏิ

 

                     ฉันอาหารที่โยมนำมาถวาย ปรุงเองไม่ได้ วันหนึ่งฉันเพียงมื้อเช้าและเพล ทุกอย่างเรียบง่าย ยิ่งถ้าได้เดินธุดงค์ด้วย ปักกลดหลังเดียวสบายดี ไม่ต้องมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นทั้ง แอร์ ตู้เย็น ทีวี พัดลม ฯลฯเพราะฉะนั้น ชีวิตพระภิกษุเหมือนกับได้กลับคืนสู่ธรรมชาติได้ดูว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ต้องการอะไร แล้วจะพบว่า  “แค่นี้เอง”

 

                      คนเราส่วนใหญ่เพื่อไปเยอะ เพื่อไปเรื่อยอย่างไม่รู้จักจบ พอมีครอบครัวมีลูก ก็กลัวลูกจะลำบาก กังวลว่าถ้าตัวเองแก่เฒ่าไปแล้วจะอยู่อย่างไร ก็ต้องหาทรัพย์มาเผื่อไว้ ซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หาที่อยู่อาศัยที่เป็นของตนเอง มีรถเป็นของตนเอง มีเงินฝากเพื่อความมั่นคงมีลูกก็ต้องหามาเพื่อลูก มีหลานก็ต้องหามาเพื่อหลานอีกทำเท่าไรก็ไม่พอ ไม่รู้จักจบสิ้น

 

                         แต่พอได้มาบวชมันจบเลย เพราะสุดท้ายชีวิตคนเราไม่ได้ต้องการอะไรมาก มีแค่อาหารพอให้ประทังชีวิตมีเครื่องนุ่งห่มพอกันแดดกันลม กันความละอายได้ มีที่อยู่ที่พอบังแดดบังฝน ป้องกันยุง แมลง และสัตว์ร้ายเท่านั้นป่วยไข้มียาให้พอรักษาได้ มีเพียงปัจจัย 4 เป็นพื้นฐานการดำรงชีวิตเท่านั้น

 

                        แต่ในปัจจุบันคนเรามีความต้องการมากมาย ไม่มีบ้านไม่ได้ ไม่มีรถไม่ได้ ไม่มีโทรศัพท์มือถือไม่ได้ ไม่มีกระเป๋าแบรนด์เนมไม่ได้ ขยายไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ

 

                       เมื่อใดเกิดวิกฤติอย่างสงครามโลกขึ้น เราจะพบว่าสิ่งที่คนเราต้องการจริง ๆ มีเพียงปัจจัย 4 เท่านั้น ดังนั้นเราไม่ควรต้องรอจนเกิดสงครามจึงพบความจริง โดยเริ่มด้วยการมาบวช หรือปฏิบัติธรรม เข้าวัด อยู่อย่างเรียบง่ายใช้ชีวิตกับการปฏิบัติธรรม เราจะพบสัจธรรมความจริงของชีวิตมากขึ้น

 

                       ตัณหา หรือความทะยานอยากไม่มีที่สิ้นสุดเพราะเกิดจากกิเลส เราจะหมดความอยากได้ต้องหมดกิเลส ถ้าเรารู้ถึงธรรมชาติของความอยากแล้ว เราจะรู้ว่ามันไม่มีที่สิ้นสุด แต่เราสามารถฝึกตนเองให้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแล้วปฏิบัติธรรมได้ เรียนรู้ว่าชีวิตที่มีแค่ปัจจัย 4 นั้นเพียงพอแล้ว

 

 

ความอยากไม่ดีทั้งนั้น

คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนก็ไม่ถึงกับว่า

ไม่ให้อยากอะไรเลย

เพราะเรายังอยู่บนโลก

ยังมีกิเลส ยังอยากสร้างความมั่นคงให้ชีวิต

แต่ควรควบคุมความอยากให้อยู่บนพื้นฐาน

ของความถูกต้องชอบธรรม

 

 

 

2026_10_06_1ss5.png

 

 

 

 

 

 

 

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00053063233693441 Mins