


6 รสนิยมที่เงินซื้อไม่ได้

" รสนิยม คือ ความชอบส่วนบุคคล และแปรผัน
ไปตามวัฒนธรรมทางสังคม รวมทั้งประเพณี
ท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีรสนิยมในรูปแบบเป็น
ที่ยอมรับระดับสากลว่า ควรแต่งตัวอย่างไรให้ดูดีและได้รับการยอมรับ
ความจริงแล้ว การแต่งกายอย่างมีรสนิยมและ
เป็นที่ยอมรับในระดับสากลนั้น ทำให้เราดูดีในราคาที่ไม่แพงได้
ซึ่งเราเรียกการแต่งกายแบบนั้นว่า น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ "

น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้

มีคำกล่าวที่ว่า “การจะทำให้ตนเองดูดี ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากเสมอไป” ซึ่งการแต่งกายสไตล์ใหม่ ๆ เรียกว่า การแต่งกายที่น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้
น้อยแต่มาก ไม่ใช่การใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น หรือแต่งตัวโป๊ แต่หมายความว่า เสื้อผ้าที่หยิบมาสวมใส่นั้นมีรายละเอียด หรือลวดลายที่ไม่มากจนเกินไป มีการตัดเย็บที่เรียบ ๆ โทนสีสบายตา ถึงจะน้อยในรายละเอียด แต่ก็ยังมีดีไซน์ มีรายละเอียดอยู่บ้าง ไม่ได้เรียบจนเกินไป เรียกได้ว่าเรียบหรูดูดี คือ ใช้ความสามารถในการเลือก เช่น เลือกเนื้อผ้าที่ดูดีและราคาไม่แพง แต่ใส่แล้วดูดีนั่นเอง
มีบางคนกล่าวว่า เงินไม่สามารถซื้อรสนิยมได้ ความจริงแล้วเงินไม่ได้ซื้อทุกอย่างได้ โดยเฉพาะรสนิยมเพราะรสนิยมเป็นเรื่องของการเรียนรู้และการสั่งสมประสบการณ์
แน่นอนว่า คนที่มีเงินมีโอกาสได้สัมผัสประสบการณ์ความหรูหราได้มากกว่า เขาจึงสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้
มากกว่า แต่ไม่เสมอไป
ยกตัวอย่าง Coco Chanel เจ้าแม่วงการแฟชั่น ผู้ให้กำเนิดแบรนด์ Chanel ที่คนทั่วโลกยอมรับ Chanel นั้นทั้งหรูหรา โก้เก๋และมีราคาแพง แต่ต้นกำเนิด คือ CocoChanel ไม่ใช่คนที่รวยมาแต่กำเนิด คุณพ่อของ CocoChanel เป็นพ่อค้าเร่ขายเสื้อผ้า คุณแม่เป็นคนซักผ้าในโรงพยาบาล แต่เธอมีใจรักด้านแฟชั่นเสื้อผ้า แล้วเรียนรู้สั่งสมประสบการณ์มาตลอดชีวิต ทำให้เธอสามารถออกแบบเสื้อผ้าได้สวย หรู โก้เก๋ถูกใจคนทั่วโลก
เรียกได้ว่า รสนิยมสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ และเงินไม่ได้ซื้อรสนิยฟมได้เสมอไป แล้วเราจะทำอย่างไรให้ตนเองแต่งกายออกมาดูดี มีรสนิยม และได้รับการยอมรับในสังคม
จริง ๆ แล้วเรื่องของรสนิยมเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและตัดสินได้ยาก เพราะคนแต่ละคนต่างก็มีมุมมองความสวยงามและความดูดีแตกต่างกันไป แต่สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึง คือ กาลเทศะ การแต่งตัวให้เหมาะสมกับโอกาส เวลาและสถานที่ รวมทั้งให้เกียรติบุคคลที่เราต้องการจะไปพบคือ ดูความเหมาะสมกับสถานะที่เราเป็น และสถานที่ที่เราไป
ปัญหาที่เราพบอยู่บ่อย ๆ คือ คนรูปร่างดี ใส่เสื้อผ้าอะไรก็สวย แต่คนที่รูปร่างไม่ค่อยดี เช่น รูปร่างเตี้ย ท้วมหรือมีข้อบกพร่องในร่างกายบางส่วน ก็ควรเลือกรูปแบบเสื้อผ้าที่จะสวมใส่ เพื่อแก้ไขรูปร่างให้ออกมาดูดีขึ้น
ความจริงแล้วเราทุกคนมีความดูดีในตนเองอยู่แล้วดังนั้น ก่อนอื่นเราต้องเรียกความมั่นใจให้กับตนเองก่อนทุกคนดูดีในแบบของตนเอง ถึงแม้รูปร่างหน้าตาเราจะไม่สมบูรณ์แบบเหมือนกับนายแบบนางแบบ แต่เราก็สามารถปรับแต่งให้ดูดีที่สุดในรูปแบบของเราเองได้
เพียงแต่เราต้องเลือกเสื้อผ้าให้พอดีกับตนเอง ให้เหมาะสมกับรูปร่างของเรา และปกปิดในส่วนที่เราไม่มั่นใจหรืออำพรางรูปร่างเราได้
หาตนเองให้พบว่าเราชอบอะไร ใส่เสื้อผ้าแบบใดแล้วมั่นใจ จากนั้นก็สำรวจตนเองว่า จุดเด่นในร่างกายของเราคืออะไร ก็ให้โฟกัสตรงจุดนั้น เลือกอำพรางปกปิดส่วนที่ไม่สมบูรณ์ เพื่อลดความกังวลใจ ท่องเอาไว้ว่าไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบ 100%
โทนสีของเสื้อผ้าและเครื่องประดับก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป โทนสีต่าง ๆ เหมาะสมกับรูปร่างคนเราแตกต่างกันด้วย
โทนสีที่สร้างความรู้สึกเรียบ โก้ มักจะเป็นโทนสีอบอุ่น สีกลาง ๆ เช่น สีขาว ครีม น้ำตาล เทา ดำ เป็นสีที่ไม่ฉูดฉาดสดใสนัก แต่ก็ไม่ได้จำเป็นว่าทุกวันหรือทุกโอกาส ทุกคนจะต้องใส่สีโทนเดียวกันหมด เพราะแต่ละคนมีสีผิวที่แตกต่างกันไป มีสีผม สีตาที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราควรเลือกสีที่เหมาะกับตนเองที่สุด
ยกตัวอย่าง คนที่มีผิวสีขาวอมชมพู สามารถใส่เสื้อผ้าโทนสีเขียว น้ำเงิน เทา หรือม่วงได้
นอกจากเสื้อผ้าแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการแต่งตัวคือ เครื่องประดับต่าง ๆ แต่หากเราต้องการความเรียบ โก้หรูดูดี ก็ไม่ควรสวมใส่เครื่องประดับมากชิ้น และเลือกชิ้นที่มีสีสันและสไตล์เข้ากันกับเสื้อผ้าและการแต่งหน้าทำผมใน
วันนั้นด้วย
เรื่องของกลิ่นก็สำคัญ เพราะถ้าพูดถึงความหอมแล้ว ย่อมสร้างเสน่ห์ให้เกิดแก่เราได้ไม่ยาก ความหอมเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องระวัง ไม่ควรประโคมน้ำหอมมากจนเกินไป เพราะจะกลายเป็นเหม็นสำหรับคนรอบข้างได้
ในสหรัฐอเมริกา นักธุรกิจไม่นิยมใช้น้ำหอมกันแล้ว เพราะบางคนที่เราไปติดต่อด้วยอาจจะมีอาการระคายเคือง พอได้กลิ่นน้ำหอมแล้วเกิดอาการไอจามเนื่องจากแพ้น้ำหอม ดังนั้น เราควรเลือกใช้น้ำหอมกลิ่นที่อ่อน ๆ หรือทำความสะอาดร่างกายอย่างพิถีพิถัน ร่างกายมีกลิ่นสะอาดทั้งผม เล็บ ตัว และช่องปาก เพียงเท่านี้ก็เป็นที่น่าต้อนรับแล้ว
ส่วนสินค้าแบรนด์เนมนั้นโก้หรูดูดี เพราะได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี ผ่านขั้นตอนการตัดเย็บที่พิถีพิถันผ่านการเลือกใช้วัตถุดิบที่ดี แต่ถ้าต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย เราไม่จำเป็นต้องใช้สินค้าแบรนด์เนมเลยก็ได้ ขอเพียงรู้จักเลือกใช้ เช่น ใส่ชุดที่ทำจากผ้าที่ดูดีมีราคา อาจจะเพิ่มเติมเพียงบางจุดที่บ่งบอกถึงความหรูหราได้ เช่น กระดุมเป็นต้น
เวลาที่เราเลือกซื้อของมีหลักง่าย ๆ คือ สิ่งของนั้นใช้ได้นานแค่ไหน นำราคามาหารเฉลี่ยระยะเวลาใช้งานแล้วคุ้มค่าหรือไม่ของชิ้นนั้นซื้อมาแล้วเราสามารถใช้ได้เป็นประจำ หยิบมาใช้เมื่อใดก็ดูดีไม่ตกเทรนด์หรือไม่
การแต่งกายที่มีรสนิยมนั้นเป็นสิ่งที่ดี ช่วยสร้างความมั่นใจ เสริมบุคลิกภาพให้เราได้ แต่อย่างไรก็ตามการมีรสนิยมที่ดีในการคิด พูด ทำ จะส่งผลให้เราเป็นคนที่เลอค่ามากยิ่งกว่าเสื้อผ้าอาภรณ์ใด ๆ
รสนิยมดี รายจ่ายน้อย

หลายคนยึดติดกับภาพที่ว่ารสนิยมดีต้องจ่ายแพงต้องใช้สินค้า ใส่เสื้อผ้า ถือกระเป๋าแบรนด์เนม แต่ความจริงเรามีรสนิยมดีแบบประหยัดรายจ่ายได้
ก่อนอื่นต้องตระหนักว่า การเป็นผู้มีรสนิยม มองในแง่หนึ่ง คือ มีภาพลักษณ์ที่ดีด้วย
ยกตัวอย่าง มีข้าราชการระดับอธิบดีคนหนึ่ง เป็นคนทำงานเก่ง โดดเด่น แต่ชอบแต่งตัวแบบสบาย ๆ วันหนึ่งได้ไปร่วมงานที่มีผู้ใหญ่มามาก เขาแต่งตัวมาแบบสบาย ๆตามที่เคย ผมเฝ้าไม่ได้ดูแลให้เรียบร้อย ซึ่งไม่เหมาะกับงานใหญ่ระดับนั้น
พอเข้างานได้พบกับผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่งซึ่งยศสูงกว่าท่านมองดูครั้งแรกก็แสดงออกทางสายตาว่าไม่อาวุโสกว่าประทับใจ แต่ก็รักษาอาการเอาไว้ ถ้าเป็นคนในที่ทำงานเดียวกัน คุ้นเคยกันมาก่อนอาจจะรู้สึกเฉย ๆ แต่พอต้องไปพบปะผู้ใหญ่ในสังคมที่กว้างขึ้น หากไม่ให้ความสำคัญกับการแต่งตัวให้เหมาะสมกับโอกาส ย่อมเสียภาพลักษณ์ได้
จะมีคนสักกี่คนที่มองทะลุผ่านผ้าขี้ริ้วเข้าไปถึงทองคำข้างในได้แบบชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเห็น คนส่วนใหญ่มองจากภาพภายนอกเป็นหลัก เพราะฉะนั้น เราจะมองข้ามความสำคัญของภาพลักษณ์นี้ไปไม่ได้
ถ้าให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์อีกนิด ไม่ต้องหรูหรา แค่ให้ดูสุภาพเรียบร้อย ถูกกาลเทศะ ก็จะส่งเสริมภาพลักษณ์ของตนเองให้ดูดีตั้งแต่ครั้งแรกที่พบได้ไม่ยากเลย
แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ยังให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ ดูได้จากศีลของพระภิกษุ 227 ข้อหมวดสุดท้ายเสขิยวัตรว่าด้วยเรื่องมารยาท ซึ่งเป็นหมวดใหญ่ทีเดียว มีมากถึง 75 ข้อ จากทั้งหมด 227 ข้อ
ในพระวินัยปิฎก มีพระบัญญัติเรื่องมารยาทหรือธรรมเนียมที่พระภิกษุพึงปฏิบัติอยู่มากมายนับพันข้อ เช่นมารยาทธรรมเนียมในการต้อนรับพระอาคันตุกะ มารยาทธรรมเนียมที่พระอุปัชฌาย์อาจารย์และศิษย์พึงปฏิบัติต่อกัน มารยาทธรรมเนียมในการใช้และทำความสะอาดจัดระเบียบที่อยู่อาศัย เป็นต้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเลือกเอามารยาทธรรมเนียมในส่วนที่พระภิกษุจะต้องพบปะมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชน รวม 5 กลุ่ม 75 ข้อ เรียกว่าเสขิยวัตร ยกขึ้นสู่พระปาติโมกข์คือ ศีล 227 ข้อ ซึ่งพระภิกษุสงฆ์ต้องสวดทบทวนกันทุกกึ่งเดือนในอุโบสถ เพื่อตรวจสอบตอกย้ำตนเอง
สิกขาบทหมวดเสขิยวัตรทั้ง 5 กลุ่ม มีดังนี้

กลุ่มที่ 1 ว่าด้วยมารยาทในการนุ่งสบง การครองจีวรให้เรียบร้อย ไม่ย้อยหน้า ย้อยหลัง
กลุ่มที่ 2 ว่าด้วยมารยาทในการเข้าไปสู่ชุมชน จะต้องสำรวมอิริยาบถ ไม่คะนองมือ คะนองเท้า ไม่หัวเราะหรือพูดคุยตะโกนเสียงดัง เป็นต้น
กลุ่มที่ 3 ว่าด้วยมารยาทในการบิณฑบาตและขบฉันภัตตาหาร รับบิณฑบาตด้วยความเคารพสำรวม มีสติไม่ขบฉันภัตตาหารโดยส่งเสียงดังชัด ๆ จุ๊บ ๆ ไม่ให้มีเศษอาหารร่วงจากปาก ไม่แลบลิ้น เลียปาก ไม่พูดคุยขณะฉันภัตตาหาร เป็นต้น
กลุ่มที่ 4 ว่าด้วยมารยาทในการแสดงธรรม แสดงธรรมอย่างถูกต้องตามกาลเทศะ ไม่แสดงธรรมแก่ผู้ที่อยู่ในอาการไม่เคารพในธรรม เช่น ถืออาวุธในมือ สวมรองเท้า ในขณะที่พระภิกษุผู้แสดงธรรมไม่สวมรองเท้า ยืนหรือนั่งอยู่ในที่สูงกว่า กั้นร่ม เป็นต้น
กลุ่มที่ 5 ว่าด้วยมารยาทในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะและบ้วนน้ำลาย เช่น ไม่ยืนถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในน้ำ เป็นต้น
เนื้อหาโดยรวมคือ การนุ่งห่มสบงจีวรให้เรียบร้อยจากนั้น เข้าไปสู่ชุมชน บิณฑบาต และขบฉันภัตตาหาร ฉันเสร็จก็เทศน์แสดงธรรมให้ญาติโยม และขับถ่ายในระหว่างเดินทางกลับวัด หากเกิดความจำเป็นฉุกเฉิน
หากเราเข้าใจความสัมพันธ์ของพระวินัยหมวดเสขิยวัตรทั้ง 5 กลุ่ม เห็นเป็นภาพที่ต่อเนื่องกันอย่างนี้เราจะจำเนื้อหาของพระวินัยในหมวดเสขิยวัตรทั้ง 5 กลุ่มได้ แล้วไม่ลืมไปตลอดชีวิต
*หมายเหตุ : กั้นร่ม
ในสมัยพุทธกาล การฟังธรรมต้องแสดงความเคารพอย่างสูงสุด ไม่มีสิ่งใดมากั้นระหว่างตนกับพระธรรม การกั้นร่ม ถือเป็นอาการที่ไม่สำรวม ไม่เคารพในธรรม
ขนาดพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงให้ความสำคัญกับเรื่องของภาพลักษณ์คณะสงฆ์ขนาดนี้ เราเองก็อย่ามองข้ามอย่าคิดว่าเรื่องรสนิยม หรือภาพลักษณ์เป็นเรื่องเปลือกนอกไม่สำคัญ เราเอาแก่น แต่ถ้าเปลือกไม่เอื้อให้ แก่นก็รอดยากต้นไม้ถ้าเราลอกเปลือกออกหมดให้เหลือแต่แก่น
ต้นไม้ก็ตายเหมือนกัน ถ้าภาพลักษณ์ไม่ดี คนมองแล้วเขาใส่ เขาไม่เปิดใจรับ ต่อให้เราเก่งเท่าไรเขาก็มองข้าม
เรานำแบบอย่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปใช้ได้คือ การมีรสนิยมดีไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงเสมอไป เครื่องแต่งกายของพระสงฆ์มีแค่ สบง จีวร สังฆาฏิ ซึ่งทำมาจากเศษผ้าที่เขาทิ้งแล้วมาเย็บต่อกัน แล้วนำไปย้อมสี
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เน้นของแพง บางครั้งก็มีคนนำผ้าผืนใหญ่มาถวาย คณะสงฆ์ยังต้องนำไปตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อน จึงนำมาเย็บต่อกันเพื่อให้ราคาตก ไม่เน้นสวมใส่ผ้าราคาแพง จะได้ไม่เป็นเป้าหมายล่อใจโจร
ภิกษุมีผ้าไว้เพื่อปกปิดร่างกายให้สุภาพเรียบร้อยไม่อุจาด ป้องกันร้อนหนาว กันเหลือบไร ชิ้น ยุง และแมลง แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่านำเศษผ้ามาเย็บต่อกันแล้วปล่อยให้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน พระองค์ให้ย้อมสีผ้าด้วยแก่นไม้ เช่น ไม้ขนุน นำมาย้อมเพื่อให้ผ้ามีสีเดียวกันทั้งผืนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญกับความสุภาพแม้ราคาตกก็ไม่เป็นไร แต่ให้มีสีเหมาะสม ดูเรียบร้อย
ถ้าถามว่า ทำไมสีจีวรพระจึงมีหลายโทนทั้งเหลืองส้ม น้ำตาล ความจริงแล้วพระองค์ทรงอนุญาตทั้งนั้นเพราะสมัยโบราณ สีจีวรย้อมมาจากแก่นไม้ ย่อมมีโทนสีที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
ส่วนเครื่องประดับนั้น ไม่ทรงอนุญาตให้พระภิกษุใช้แต่อย่างใด เพราะฉะนั้น ความมีรสนิยมและภาพลักษณ์ที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องประดับราคาแพง แต่ขึ้นอยู่กับเครื่องแต่งกายที่ไม่ต้องมีมากชิ้น เพราะภิกษุก็มีเพียงสบง จีวรสังฆาฏิ
จีวรพระ เป็นดีไซน์เครื่องแต่งกายที่ยั่งยืนที่สุดยาวนานมาเป็นเวลากว่า 2,500 ปีแล้ว ก็ยังใช้กันอยู่จนปัจจุบัน ทั้งเรียบหรู ดูดี และประหยัด ไม่พึ่งพาเครื่องประดับ แต่ภาพลักษณ์คณะสงฆ์ก็ยังดีอยู่เสมอมา พระราชาเห็นยังต้องกราบต้องไหว้ เพราะความสงบเสงี่ยมเรียบร้อย จากการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำทั้งเรื่องการรักษาเอกลักษณ์ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีสุภาพ
เราเองก็สามารถทำได้เช่นกัน เน้นเลือกซื้อเสื้อผ้าที่มีการออกแบบและโทนสีสุภาพ สามารถนำมาใช้ได้ยาวนานเป็นอมตะ ไม่ตกยุคสมัย
ส่วนเสื้อผ้าที่ออกแบบตามแฟชั่น ฮิตอยู่ 1-2 ปี ไม่นานก็ตกกระแส ต้องไปซื้อแบบใหม่ ๆ อีกเรื่อย ๆ สรุปคือเสื้อผ้าเต็มตู้แต่ใส่ไม่ได้ แต่ถ้าเราเน้นซื้อเสื้อผ้าน้อยชิ้นเน้นสีสุภาพ ไม่ตามกระแสนิยมมาก ก็ใส่ได้นาน ไม่ตกยุคไม่จำเป็นต้องมีมากชิ้น เลือกซื้อแบบที่มีเนื้อผ้าดีทน ๆ ก็เพียงพอแล้วๆ ใส่
ที่สำคัญต้องฝึกตนเองให้มีอากัปกิริยาและการพูดที่ดี รู้จักกาลเทศะ ทำทุกอย่างให้เหมาะสมพอดี จัดแต่งทรงผมให้สุภาพเรียบร้อย ไม่ปล่อยรุงรัง แล้วภาพลักษณ์เราจะออกมาดี มีรสนิยม ที่สำคัญประหยัดรายจ่าย
ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์
ไม่ต้องหรูหรา
แค่ให้ดูสุภาพเรียบร้อย
ถูกกาลเทศะ
ก็จะส่งเสริมภาพลักษณ์ของตนเอง
ให้ดูดีตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ
