รับมือในวันที่งานทิ้งเรา

วันที่ 12 ตค. พ.ศ.2569

 

2026_10_12_5br7.png

2026_10_12_4br1.png

2026_10_12_4br2.png

 

 

 

4 รับมือในวันที่งานทิ้งเรา

2026_10_06_1ss3.png

"ในภาวะเศรษฐกิจผันผวนและเทคโนโลยี

เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้บางอาชีพ

ตกอยู่ในภาวะถดถอย หลายคนตกงานอย่างไม่ทัน

ตั้งตัว ส่งผลให้บางคนมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ จิตตก

ซึมเศร้า บ้างถึงขั้นอยากปลิดชีวิตตนเอง"

 

2026_10_06_1ss6.png

ตกงาน อย่าตกใจ

2026_10_06_1ss4.png

                      สาเหตุหลักที่ทำให้เราต้องตกงานมี 2 ประการคือ

 

                     1) ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งเกือบทุกประเทศในโลกต่างก็ประสบปัญหาเดียวกัน เจ้าของธุรกิจต่างๆพยายามจะพยุงตัวโดยการลดฐานการผลิต แล้วปลดพนักงาน หรือปิดกิจการชั่วคราว

 

                     2) การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้บางธุรกิจเกิดความเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนการผลิต มีการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือหุ่นยนต์เข้ามาใช้มากขึ้น ใช้คนทำงานน้อยลง ทำให้ต้องลดจำนวนพนักงานลง

 

                    เมื่อคน ๆ หนึ่งต้องตกงาน แน่นอนว่าสิ่งแรกที่เกิดขึ้นกับเขาคือขาดรายได้ ทำให้เกิดผลกระทบต่อตนเองและคนในครอบครัวตามมามากมาย

 

                   เป็นธรรมดาว่าเสียใจ น้อยใจว่าทำไมตนเองถึงถูกเลิกจ้าง คิดไปต่าง ๆนานา ว่าตนเองทำอะไรผิดบ้างหรือไม่ ทำไมนายจ้างถึงเลิกจ้าง เกิดความรู้สึกเศร้าเสียใจเป็นธรรมดา แต่ปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไขให้ทันท่วงที เพราะหากปล่อยไว้นาน อาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีก เช่น เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในการทำงาน หรือเกิดภาวะซึมเศร้าจนคิดฆ่าตัวคนที่ถูกเลิกจ้างจะเกิดความรู้สึกตายได้

 

                    เมื่อปัญหาเกิดกับตัวผู้ถูกเลิกจ้างแล้ว จะเริ่มกระจายไปสู่บุคคลรอบข้าง โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัวความทุกข์ใจที่เกิดขึ้น คนในครอบครัวเดียวกันย่อมสัมผัสได้

 

                    ส่วนรายได้ที่ลดลง ก็มีผลกระทบต่อคนในครอบครัวเช่นเดียวกัน ความเป็นอยู่แย่ลง ถ้าเกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นในภาพรวมก็จะส่งผลไปยังสังคมและประเทศชาติด้วย

 

                     ทุกครั้งที่มีการว่างงานเพิ่มขึ้น อัตราการโจรกรรมหรืออาชญากรรมมักจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย มีงานวิจัยกล่าวไว้ว่า คนตกงานมักจะมีความเครียดและความวิตกกังวลสะสมมาก แล้วเราควรรับมืออย่างไร ในสถานการณ์ที่อาชีพการงานอาจจากเราไปรวดเร็วอย่างไม่ทันตั้งตัว

 

 

วิธีรับมือเมื่อต้องตกงานกะทันหัน

2026_10_06_1ss4.png

                     1) ตั้งสติให้ดีแล้วคิดหาเหตุผลให้พบ

                     คิดหาเหตุผลอย่างมีสติว่า การที่เราถูกเลิกจ้างนั้นเป็นเพราะความผันแปรทางธุรกิจ เหตุผลส่วนตัวของนายจ้าง หรือปัญหาด้านระบบการทำงานภายในบริษัทเหล่านี้เป็นความผิดของเราหรือไม่

 

                     หากการถูกเลิกจ้างในครั้งนี้ ไม่ใช่ความผิดของเรา ก็อย่ามัวไปคิดเสียใจ ถือว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะเปิดโอกาสให้ตนเองได้หางานใหม่ที่ดีกว่า ได้เปลี่ยนอาชีพ หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงานไปด้วย คือ พยายามมองวิกฤตให้เป็นโอกาส

 

                     แต่ถ้าเราถูกเลิกจ้างเพียงคนเดียว เราต้องกลับมาทบทวนตนเองแล้วว่ามีอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไขบ้างเพื่อต่อไปเราจะได้ดีขึ้น ทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและไม่ลืมที่จะพยายามหาโอกาสใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิต เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองหลาย ๆ ทาง

 

                    แน่นอนว่า คนตกงานหลีกหนีภาวะเสียกำลังใจไม่พ้น แต่ก็ต้องตั้งสติให้ได้โดยเร็ว เพื่อจะได้มีกำลังใจในการมองหาทางออกใหม่ ๆ

 

                    2) รักษาสิทธิ์ของตนเองให้ดี

                   ยื่นขอใบรับรองการทำงานว่าเราได้ทำงานกับบริษัทเดิมมาแล้วกี่ปี ทำหน้าที่อะไรบ้าง เพื่อนำไปเป็นเอกสารอ้างอิงในการสมัครเข้าทำงานที่อื่น ๆ ต่อไป เพราะประสบการณ์ของเรานั้นสำคัญมากต่อการรับพิจารณาเข้าทำงานของบริษัทอื่น ๆ

 

                    นอกจากนั้น ต้องไม่ลืมตรวจสอบความถูกต้องในเรื่องกองทุนสำรอง เงินสะสมที่เราได้สะสมไปแล้ว รวมทั้งเงินสมทบของบริษัทเดิม เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนเองให้ดี

 

                    เราควรตรวจสอบสิทธิ์ผู้ประกันตนกับประกันสังคมด้วย เช่น ถ้าถูกให้ออกจากงาน เราสามารถขอรับเงินชดเชยได้ 50% ของเงินเดือน โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน เช่น สมมุติว่าเราได้รับเงินเดือน 20,000 บาท แปลว่า เราจะได้เงิน 50% ของฐานเงินสมทบ ซึ่งสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ก็คือ 7,500บาท เป็นระยะเวลา 6 เดือน

 

                   กรณีที่เราลาออก หรือหมดสัญญาจ้าง เราจะได้รับเงินชดเชยเพียง 30% ของฐานเงินสมทบ เป็นระยะเวลานาน 3 เดือนเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งกรณีลาออกจากงาน สิ้นสุดสัญญาจ้างหรือถูกเลิกจ้าง เราจะยังได้รับการคุ้มครองในเรื่องของการรักษาพยาบาลต่อไปอีก 3 เดือน

 

                   นอกจากนั้น เราควรขึ้นทะเบียนกับกรมจัดหางานเพราะนอกจากจะมีช่องทางในการหางานใหม่การอบรมพัฒนาความรู้ความสามารถให้เราเก่งขึ้นสามารถหางานได้เร็วขึ้นด้วย

 

                   3) เตรียมตัวให้พร้อมในการหางานใหม่

                   เริ่มต้นด้วยการทำเรซูเม่ (Resume) หรือประวัติการทำงานใหม่ บางคนทำงานกับบริษัทเดิมมา 10 ปี ก็ไม่เคยปรับปรุงเรซูเม่เลยจนปัจจุบัน 10 ปีผ่านไป เรามีประสบการณ์เพิ่มขึ้นมากมาย มีความรับผิดชอบ ตำแหน่งหน้าที่การงาน ก็ให้เขียนเพิ่มเติมอัปเดตเข้าไปในประวัติการทำงานได้เลย แล้วนำไปยื่นตามบริษัทต่าง ๆ ที่เราสนใจเพื่อสมัครงานต่อไป

 

                    ซึ่งปัจจุบัน หลายบริษัทให้ความสำคัญกับรูปแบบของเรซูเม่มาก เราจึงต้องจัดทำเรซูเม่ให้ทันสมัย มีความน่าสนใจแต่กระชับ และออกแบบให้เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่เรายื่นใบสมัครด้วย

 

                    4) วางแผนการเงินให้ยาวยิ่งขึ้น

                    ในแต่ละวันที่เรากำลังมองหางานใหม่ ย่อมมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก หลายคนคิดว่าตนเองรอดตัวเพราะวางแผนชีวิตไว้แล้ว มีเงินสำรองที่พอให้ใช้จ่ายต่อไปได้อีกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ระหว่างหางานใหม่

 

                    แต่ความจริงแล้ว เราควรยืดระยะเวลาออกไปเป็น  2 เท่า ดังนั้น เราต้องตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้มีเงินสำรองในการดำรงชีวิตอย่างน้อย 12 เดือน

 

                   การรัดเข็มขัดเป็นสิ่งที่ดี เพราะนอกจากจะทำให้เงินที่เราเก็บไว้นั้นพอใช้ไปได้ตลอดรอดฝั่งแล้ว ยังเป็นการฝึกนิสัยประหยัด บริหารการเงินได้ในระยะยาวอีกด้วยแต่ความจริงแล้วเราจะประหยัดอย่างเดียวยังไม่พอ “ถ้าปล่อยให้เลือดไหลออกจากตัวโดยไม่มีเลือดใหม่เข้ามาเลยอย่างไรเราก็ตาย”

 

                   5) หางานพิเศษทำระหว่างรองานประจำ

                   ในระหว่างที่รองานใหม่อยู่นั้น ก็ให้พยายามหาโอกาสทำงานพิเศษไปด้วย ซึ่งในปัจจุบันงานพิเศษมีมากมาย หาได้ไม่ยากถ้าเราไม่เกี่ยงงาน เช่น งานพาร์ตไทม์ร้านสะดวกซื้อ หรือซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน งานพนักงานขับรถส่งของ ส่งอาหาร เป็นต้น

 

                   โอกาสในหน้าที่การงานยังมีอีกมากมาย เพียงแต่เราต้องไม่ดูถูกทุกอาชีพ ไม่มีอาชีพใดที่ต่ำต้อย อาชีพที่สุจริตเป็นอาชีพที่ดีทุกอาชีพ

 

                   6) ใช้เวลาอยู่กับตนเองอย่างมีประโยชน์

                  พอตกงาน ช่วงที่กำลังหางานใหม่เราจะมีเวลาว่างมากขึ้น ให้เราใช้เวลาว่างตรงนั้นให้เกิดประโยชน์ เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มพูนทักษะให้กับตนเอง เช่น การใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมใหม่ ๆ เรียนภาษา เรียนทำอาหารเรียนถ่ายภาพตัดต่อ หรือเรียนรู้ด้านที่เราสนใจ และยังไม่มีโอกาสได้ทำตอนที่ยังมีงานประจำทำอยู่ เพื่อเปิดโลกทัศน์ของตนเอง ให้โอกาสใหม่ ๆ ได้เข้ามา และพร้อมรับมืออย่างเต็มที่

 

                   บางท่านมีเงินสะสมมากพอ เพราะวางแผนชีวิตมาดี ก็ถือโอกาสพักผ่อน ไปทำสิ่งที่ตนเองใฝ่ฝันมานานเช่น ท่องเที่ยว ออกไปพบปะผู้คนในที่ห่างไกล สถานที่ที่ยังไม่เคยไป ทำให้เราได้ออกไปเปิดโลก ได้ลองค้นหาโอกาสให้ตนเอง ได้ช่องทางใหม่ในการสร้างอาชีพ บางทีเราอาจจะเจอสิ่งที่ตนเองอยากทำจริง ๆ ก็ได้

 

                    อย่าไปยึดติดการทำงานในรูปแบบเดิม ๆ สมมุติว่าเราเคยเป็นพนักงานออฟฟิศ เราก็ไม่จำเป็นต้องหางานใหม่ที่ทำแต่ในออฟฟิศ อาจจะหางานออนไลน์ เปิดคอร์สสอนออนไลน์อะไรก็ได้ถ้าเรามีความสามารถมากพอ ยังมีโอกาสอีกมากมายรอเราอยู่ เพียงรู้จักเสาะแสวงหาเท่านั้น

 

                    แม้การตกงานจะเป็นวิกฤต แต่ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ ขอเพียงเราตั้งสติให้ดี ใช้สติอยู่เหนือปัญหาเมื่อจิตใจสงบ เราก็จะพบทางออกได้ง่าย โอกาสมีรอเราอยู่แล้ว เหลือเพียงเราเดินเข้าไปแสวงหาเท่านั้น

 

 

ทำงานอย่างไรไม่ให้ตกงาน

2026_10_06_1ss4.png

                   ทุกประเทศทั่วโลก มักยังขาดแรงงาน หรือคนทำงาน แม้ในประเทศที่มีอัตราว่างงานสูงก็ตาม

                   

                   ยกตัวอย่าง ประเทศสเปนมีอัตราคนว่างงานเกือบ  20% ช่วงที่เยาวชนจบใหม่ มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเท่าตัวเช่น เด็กเรียนจบใหม่ 5 แสนคน ว่างงาน 2-3 แสนคน  เท่ากับจำนวนประชากรครึ่งหนึ่งของผู้จบใหม่เลยก็ว่าได้ที่หางานทําไม่ได้

 

                   ถึงกระนั้นบริษัทต่าง ๆ ก็ยังขาดคนทำงานหมายความว่า คนตกงานมีมาก แต่คนที่สามารถทำงานให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพนั้นมีน้อย

 

 

รู้ตัวก่อนตกงาน

2026_10_06_1ss4.png

                    คนที่อยากได้งานทำมีมาก แต่คนที่ทำงานได้ดีน้อย แล้วคนแบบไหนที่หัวหน้างานต้องการ เถ้าแก่อยากได้ตัว เจ้าของกิจการอยากรับเข้าทำงาน

 

                     คนส่วนใหญ่มักจะมองที่ปลายเหตุคิดว่าตนเองเรียนจบมาอยากได้งานในบริษัทดี ๆ แต่บางทียังมองข้ามความรู้ความสามารถ ความตั้งใจ และความพร้อมของตนเองไป

 

                     บางคนมีความสามารถมากเกินร้อย แต่พอถึงเวลางานกลับทำเป็นเล่น เรื่อย ๆ เฉื่อย ๆ ทำไม่เต็มที่ พอถึงคราวถูกประเมินงานก็ไม่ผ่านบ้าง หรือบางคนผ่านงานแต่พอได้เข้าไปทำงานจริง ๆ ก็ใช้ความสามารถแค่ 70-80%เท่านั้น ยิ่งอยู่นานวันฝีมือยิ่งลด ความสามารถยิ่งหดไปเหมือนคนที่ร่างกายแข็งแรง มีกล้ามเนื้อแข็งแรงแต่ไม่ออกกำลังกาย นานวันกล้ามเนื้อก็ค่อย ๆ อ่อนแรงลีบลงไปเรือย ๆ

 

                     ในขณะที่บางคนมีความสามารถ 80-90% แต่พยายามทำงานอย่างเต็มที่ ทำให้ดีที่สุด เรียกได้ว่าใช้ความรู้ความสามารถเกินร้อย นานวันความสามารถก็จะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนคนที่มีกล้ามเนื้อธรรมดา แต่พอหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อก็แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ

 

                     การทำงานต้องตั้งใจ ใส่ใจ ทำให้ดีที่สุด ทำให้สุดฝีมือ ทำให้เกินความคาดหวังอย่างเป็นกิจวัตร ทำอย่างนี้ให้เป็นนิสัยรับรองว่าไม่มีวันตกงาน ต่อให้บริษัทหรือกิจการที่ทำอยู่นั้นล้มเลิกไป ก็จะมีคนมาคว้าตัว แย่งตัวให้ไปร่วมงานด้วย ได้โอกาสที่แมวมองจะมาดึงตัวไปทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้น มีเงินเดือนเพิ่มขึ้น ไม่มีวันตกงาน ถ้ามีจังหวะให้ออกจากงาน ก็อาจมีความสามารถมากพอจะจัดๆตั้งกิจการใหม่ ๆ ได้เอง มีโอกาสเจริญก้าวหน้ามากมาย

 

                      ถ้าเราใช้ศักยภาพตนเองได้อย่างเต็มที่ในการทำงาน ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ทำให้สุดฝีมือ

                      ยกตัวอย่าง งานพิมพ์ดีด ถ้าเราพิมพ์ภาษาถูกต้องใช้วรรคตอนถูกต้อง ไม่มีผิดเลย เพียงเท่านี้เราก็เป็นที่ต้องการของบริษัทต่าง ๆ แล้ว 

 

                      แม้กระทั่งงานแม่บ้าน ถ้าทำความสะอาดได้ครบหมดทุกจุด ไม่อู้งาน บริษัทใด ๆ ก็ต้องการตัว จากงานทำความสะอาดธรรมดา ๆ ก็ได้เป็นหัวหน้าคุมคนงาน มีโอกาสเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้จะไม่ได้เรียนจบสูง ๆ ก็ตาม

 

                       หรือพี่เลี้ยงเด็กที่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุดจนเจ้าของบ้านไว้วางใจ เพียงเท่านี้เจ้านายก็แทบจะทุ่มเทดูแลไม่ให้หนีไปไหน มีเทศกาลอะไรก็ให้ของขวัญ ให้ค่าขนมค่ารถ ดูแลอย่างดีเพราะกลัวจะไม่กลับมาทำงานให้เขาต่อ

 

                      คนที่ตั้งใจทำงานจริง ๆ นั้นหายาก ไม่ว่าจะเป็นงานระดับใด หากเราตั้งใจทำงานอย่างดีแล้ว ก็จะกลายเป็นคนที่มีคุณค่าทันที

 

                     ที่สำคัญเมื่อเราตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่แล้ว ตัวเราเองก็มีคุณค่าขึ้น เกิดความมั่นใจในตนเอง เพราะเราเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง เมื่อทำอย่างนี้จนกลายเป็นนิสัยพอต้องเรียนรู้งานใหม่ ๆ เราก็จะเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วๆ

 

                       เพราะใจที่จดจ่อกับงาน มองเห็นรายละเอียดที่คนอื่นมองไม่เห็น พอเรามีทักษะไม่ว่าจะทำอะไรก็จะดีและสำเร็จหมด พองานดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็มีโอกาสก้าวหน้าได้อย่างคาดไม่ถึงทีเดียว

 

 ตกงานแล้วต้องรู้ตัว

2026_10_06_1ss4.png

                   พอตกงาน สิ่งแรกที่ต้องทำคือสำรวจตนเองว่าที่ผ่านมาเราดีพอหรือไม่ ทำผิดพลาดอะไรบ้าง เราทุ่มเทให้กับการทำงานมากเพียงพอแล้วหรือยัง หรือเกิดเหตุการณ์อะไรบ้างที่ทำให้เราต้องออกมายืนอยู่จุดนี้

 

                  พอเราว่างงานก็เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ถือจังหวะนี้เป็นการตั้งหลักในชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยเริ่มจากลดรายจ่าย เพราะเราจะใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ เหมือนตอนที่ยังมีเงินเดือนเต็มจำนวนไม่ได้แล้ว รายจ่ายส่วนใดที่ตัดออกได้บ้าง ก็ให้ทำ โดยต้องตั้งใจลดรายจ่ายอย่างจริงจัง ตัดส่วนที่ไม่จำเป็นในชีวิตออกไปให้ได้ โดยเฉพาะเหล้า บุหรี่งานสังสรรค์ เที่ยวกลางคืน ค่าสมัครสมาชิกคลับต่าง ๆตลอดจนฟิตเนสที่ต้องจ่ายรายเดือน เปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าในหมู่บ้าน หรือสวนสาธารณะใกล้บ้าน เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตให้เหมาะสม ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ตนเองให้ประหยัดมากขึ้น

 

                  พอรายจ่ายน้อย เหมือนไม้ใหญ่กินน้ำน้อย เราจะเกิดความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจมากขึ้นทันที แต่ถ้าเรายังใช้จ่ายแบบเดิม ๆ เงินเก็บที่มีอยู่ลดลงอย่างรวดเร็ว เราก็จะรู้สึกใจหวิว จะออกไปสัมภาษณ์งานที่ใด ความไม่มั่นใจก็แสดงออกมาให้ผู้สัมภาษณ์เห็น เกิดความไม่น่าเชื่อถือ

 

                   แต่ถ้าเราจัดการควบคุมรายจ่ายให้ลดลงได้ เราจะรู้สึกว่า 2 เท้าที่เรายืนอยู่นั้นมั่นคงขึ้น ความเชื่อมั่นในตนเองจะเริ่มกลับมา และหมั่นออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพกายใจควบคู่กันไป พอร่างกายแข็งแรง ความเครียดคลายลง สุขภาพจิตดี ใจสบาย เกิดความสุขหน้าตาก็จะส่องประกายความสดใสขึ้นทันที ใครเห็นก็อยากรู้จัก อยากคุยด้วย ไปสมัครงานเขาก็อยากรับเข้าทำงาน

 

                   ระหว่างที่เรากำลังมองหางานใหม่ แล้วออกไปสมัครงาน ก็เพิ่มเติมทักษะตนเองไปด้วย ขวนขวายหาความรู้ให้เพิ่มพูนพัฒนายิ่งขึ้นไป ที่สำคัญควรหาเวลานั่งสมาธิด้วย พอใจเรานิ่ง พลังข้างในจะเกิด ถ้าเป็นผู้ชายทำงานหนักมาตลอดชีวิต พอมีเวลาในช่วงนี้ก็หาโอกาสบวชอาจจะบวชเข้าพรรษา 3 เดือน ก็ได้ หรือจะบวชนอกพรรษาสัก 1-2 เดือน ก็ได้

 

 

                     ถือว่าเป็นจังหวะที่ดีในชีวิต ทำให้เรามีโอกาสได้ศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนา ได้ฝึกสมาธิอย่างจริงจังร่างกายจิตใจจะสดชื่น มีพลังออกมาเจอสังคม ก้าวออกไปหางานทำได้ด้วยความกล้าหาญ ด้วยความเชื่อมั่นในตนเองแล้วมีโอกาสได้งานที่ดีเพิ่มขึ้น

 

 

ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ

ขอเพียงเราตั้งสติให้ดี

ใช้สติอยู่เหนือปัญหา

เมื่อจิตใจสงบ

เราก็จะพบทางออกได้ง่าย

 

 

2026_10_06_1ss5.png

 

 

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00083703597386678 Mins