ยกใจในโลกออนไลน์

วันที่ 12 ตค. พ.ศ.2569

2026_10_12_5br5.png

2026_10_12_1br1.png

2026_10_12_1br2.png

 

 

2 ยกใจในโลกออนไลน์

2026_10_06_1ss3.png

"ธรรมชาติมนุษย์ชอบเปรียบเทียบชีวิตตนเองกับผู้อื่น ยิ่งในโลกยุคออนไลน์
มีข้อมูลของบุคคลต่าง ๆ ในสื่อโซเชียลมีเดียมากมาย 

ดังนั้น คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันจึงมีความทุกข์ ที่เกิดจากการเปรียบเทียบมากขึ้น"

 

2026_10_06_1ss6.png

 

ลดทุกข์เมื่อถูกเปรียบเทียบ

 

2026_10_06_1ss4.png

                 การเปรียบเทียบไม่นำความสุขมาให้เรา แต่ทำไมคนเราถึงอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นนี้มีการเปรียบเทียบทางสังคมในโซเชียลมีเดียมากมาย 

 

                 ลีออน เฟสติงเกอร์ (Leon Festinger) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะ กล่าวไว้ว่าการเปรียบเทียบ คือ กระบวนการพัฒนาอย่างหนึ่งของมนุษย์ซึ่งในตอนต้นนั้นไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดี

 

                 ยกตัวอย่าง ตั้งแต่ตอนที่เราอายุเพียง 4-5 ปี เราก็เริ่มเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นได้แล้วว่า บ้านคนนั้นมีอันนี้ บ้านเราไม่มี แต่การเปรียบเทียบนั้นมี 2 ทางเสมอ คือเปรียบเทียบทางบวกและเปรียบเทียบทางลบ  ซึ่งถ้าเป็นการเปรียบเทียบทางบวก สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นแรงบันดาลใจ

 

                  ส่วนการเปรียบเทียบทางลบนั้น จะทำให้เราเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เสียใจ หงุดหงิด ซึ่งชีวิตเราเลือกเองไม่ได้ ต้นทุนคนเรามีไม่เท่ากัน

 

                  การเปรียบเทียบไม่ใช่เรื่องเสียหาย สามารถสร้างแรงกระตุ้นทำให้เราเกิดการพัฒนา แต่ขึ้นอยู่กับว่าหลังจากเปรียบเทียบแล้ว เราคิดอะไรต่อการเปรียบเทียบ คิดบวกหรือคิดลบ ตรงจุดนี้สำคัญกว่า

 

 

Upward Social Comparison

2026_10_06_1ss4.png

                   Upward Social Comparison คือ การเปรียบเทียบกับผู้ที่เหนือกว่าตนเอง ซึ่งจะแปรเปลี่ยนเป็นแรงจูงใจ

เชิงบวกหรือลบก็ได้

 

                   ถ้าเราเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นแล้วคิดไปในทิศทางสร้างแรงผลักดัน หรือสร้างแรงบันดาลใจเพื่อพัฒนาตนเองต่อไปก็จะเกิดผลดี แต่ถ้าเราคิดไปในทางลบ ก็จะเกิดความรู้สึกอิจฉาเขา รู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยด้อยค่าน้อยใจในโชคชะตา หมดแรงใจที่จะพัฒนาตนเองต่อไป

 

 

Downward Social Comparison

2026_10_06_1ss4.png

                      Downward Social Comparison คือ การเปรียบเทียบตนเองกับผู้ที่ด้อยกว่า ถ้าเราคิดไปในเชิงบวกจะเกิดความรู้สึกว่า “เราเก่งกว่าเขา เราดีกว่าเขา” เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง รู้สึกว่าตนเองจะต้องรักษาระดับความเก่ง ความดี และความสำเร็จไว้ เป็นการเพิ่มเติมกำลังใจให้กับตนเอง และหาทางแบ่งปันช่วยผู้ด้อยกว่า

 

                      แต่ถ้าคิดไปในเชิงลบ ก็อาจจะทำให้เกิดการดูถูกหรือข่มผู้อื่นได้ โดยอาจจะก้าวล่วงผู้อื่นด้วยคำพูดเหยียดหยาม เช่น พูดในทิศทางว่าเราฉลาดกว่าเขา เก่งกว่าเขา มีมากกว่าเขา ทำให้รู้สึกว่าตนเองอยู่เหนือกว่าเขา

 

                     โดยสรุปแล้วการเปรียบเทียบไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าการเปรียบเทียบนั้นเป็นไปในเชิงบวกเพื่อสร้างเป้าหมายที่ทำให้ตนเองพัฒนาขึ้นได้ แต่ถ้าเปรียบเทียบแล้วคิดทางลบไม่ว่าจะเป็นการดูถูกตัวเองหรือผู้อื่นก็ไม่ดีทั้งนั้น

 

 

คนเรามักเปรียบเทียบตนเองกับใครได้บ้าง

2026_10_06_1ss4.png

                     คนส่วนใหญ่มักจะมองคนที่อยู่ใกล้ตัว คนในสังคมเดียวกัน หรือคนในแวดวงเดียวกันก่อน เช่น คนใกล้ชิดเพื่อนร่วมงาน ว่าเขาทำธุรกิจอะไร ใช้รถหรือข้าวของเครื่องใช้ยี่ห้ออะไร

 

                   ในปัจจุบัน โซเชียลมีเดียมีแพลตฟอร์มที่ทำให้คนในสังคมได้แชร์เรื่องราวชีวิตส่วนตัวมากขึ้น เช่น กินอะไรไปเที่ยวที่ไหน ทำงานอะไร ใช้รถยี่ห้ออะไร ตกแต่งบ้านอย่างไร จึงทำให้เกิดการเปรียบเทียบได้ง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก ที่สำคัญผู้หญิงเกิดการเปรียบเทียบมากกว่าผู้ชาย

 

                   ซึ่งการเปรียบเทียบกันในโลกออนไลน์นั้นส่งผลต่อวิถีชีวิตและความสัมพันธ์ในสังคมด้วย

 

                   หลักสำคัญ คือ เวลาที่เราเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น เราต้องสร้างมุมมองในการเปรียบเทียบให้เป็นไปในทางบวกให้ได้ เพราะหากไม่ได้ ความรู้สึกติดลบจะเกิดขึ้นในใจทันที คือ เกิดความน้อยใจในชีวิต ท้อแท้ เบื่อหน่าย โทษโชคชะตาที่ตนเองเกิดมาด้อยกว่าเขา พาลให้รู้สึกผิดหวังในตนเองผสม สุดท้ายอาจจะเกิดอาการเก็บตัว ไม่อยากพบปะผู้คนจนอาจทำให้สูญเสียความมั่นใจในตนเอง และสูญเสียมิตรภาพดี ๆ ไปเลย

 

                    เวลาที่การเปรียบเทียบแบบนี้จะทำให้เราจิตตกจนเกิดอาการซึมเศร้าได้

 

 

 หลักคิดสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ

2026_10_06_1ss4.png

                   การเปรียบเทียบนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อเราอดไม่ได้ที่จะคิดเปรียบเทียบ เราก็ควรมีหลักคิดเพื่อยึดถือปฏิบัติ ไม่ให้เราหลงเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นจนเกิดผลเสียตามมา ดังนี้

 

                    1) การเปรียบเทียบไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย

                    ประการแรกเราควรรู้ก่อนว่า “การเปรียบเทียบไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย” ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามหรือไม่ดีเสมอไป เพราะการเปรียบเทียบมีทั้งทางบวกและลบ ดังนั้น เราควรสร้างมุมมองให้เป็นไปในทิศทางบวกให้ได้

 

                    ที่สำคัญจงจำไว้ว่า สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ความจริง100% มนุษย์มีหลายด้าน เราเห็นข้อมูลคนอื่นเพียงด้านเดียว บางทีเราเห็นเขาโพสต์ภาพถ่ายสวย ๆ ที่ไปเที่ยวมาแต่เบื้องหลังเขาอาจจะทำงานหนักจนสุขภาพย่ำแย่ มีความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่ล้มเหลว เพราะมัวแต่ทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อหาเงินก็เป็นไปได้

 

                     ดังนั้น ให้เราพยายามโฟกัสจุดแข็งของตนเอง อย่ามัวแต่นำจุดด้อยของตนเองไปเปรียบเทียบจุดเด่นของคนอื่นเมื่อเราเข้าใจจุดเด่นของตนเอง ก็จะสามารถพัฒนาตนเองขึ้นไปได้

 

                     เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่เห็นใครดีกว่า ก็ให้นำเขามาเป็นแรงบันดาลใจเพื่อพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นต่อไป จงใช้การเปรียบเทียบให้เป็นพลังขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ

 

                     2) หลีกเลี่ยงสื่อสร้างภาพฝัน

                     หากเรารับเอาสื่อที่มีแต่ภาพในฝันหลอก ๆ ที่สร้างขึ้นเข้ามามาก ๆ ก็อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจความรู้สึกนึกคิดของเราได้ ความนับถือในตัวเองของเราก็จะถูกบั่นทอนลงไปด้วย

 

                     เพราะฉะนั้น เราควรประหยัดเวลาของชีวิต โดยเลิกติดตามดาราบางคน หรือรายการเรียลลิตี้โชว์บางรายการที่ดูแล้วทำให้เกิดความรู้สึกสร้างภาพฝันมากเกินไป เพราะชีวิตดี ๆ ที่เห็นบางทีก็เป็นแค่ภาพที่สร้างขึ้น

 

                    ปัจจุบันเราสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ในด้านต่าง ๆได้อย่างง่ายดายผ่านสื่อออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ การออกกำลังกาย หรือเพจหรือช่องทางเหล่านี้เปิดโอกาสให้เราเรียนรู้โภชนาการและดูแลตัวเองได้ทุกที่ทุกเวลา

 

                    หากเราเลือกเสพสื่ออย่างมีวิจารณญาณ เลือกเส้นทางที่เติมเต็มความรู้และทักษะชีวิตมากกว่าหลงใหลไปกับภาพฝันที่ถูกสร้างขึ้นในโลกออนไลน์ เราจะสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือพัฒนา “ชีวิตจริง” ไม่ใช่เพียงจินตนาการที่เลือนลางบนหน้าจอ

 

                   3) เปรียบเทียบตนเองในปัจจุบันกับอดีต

                   อย่ามัวเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น เพราะการเปรียบเทียบตนเองในปัจจุบันกับปีที่ผ่านมานั้นสำคัญกว่ามาก  ทำให้รู้ว่าเราได้ลงมือทำอะไรจนประสบความสำเร็จแล้วบ้าง และมีข้อบกพร่องอะไรที่เราอยากแก้ไข

 

                    ที่สำคัญอย่าลืมตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ ให้กับชีวิตอยู่เสมอ เพื่อให้รู้ว่าเราควรจะทำอะไรต่อไปบ้าง

 

                  ในกรณีที่เราจมลึกจนไม่สามารถฉุดดึงใจตนเองให้ออกมาจากการหมกมุ่นเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นจนจิตตกหรือเกิดอาการซึมเศร้า อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ ควรเข้ารับการปรึกษาพูดคุยกับจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาเพื่อรับการบำบัด เพราะผู้เชี่ยวชาญจะมีวิธีการในการดึงเราให้ออกมาจากจุดสนใจที่ผิดปกติจนนำไปสู่ปัญหาจิตใจตามมา

 

 

แนวคิดสำหรับการรับมือกับผลกระทบทางลบจากการเปรียบเทียบ

2026_10_06_1ss4.png

                     1) ยอมรับความจริง ทำใจยอมรับว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ 100% ทั้งเขาและเราต่างก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ทุกคนล้วนมีทั้งด้านที่เข้มแข็งและด้านที่ต้องเรียนรู้ ดังนั้น จงหยุดการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น แต่ให้หันมามองตนเองว่า เราจะนำจุดแข็งของตนเองมาพัฒนาต่อไปได้อย่างไร

 

                      2) ยอมรับว่ามนุษย์ล้วนถูกพัฒนาด้วยการเปรียบเทียบ ปรับจูนความคิดของตนเองให้รู้จักเปรียบเทียบในเชิงบวก เพื่อให้เราก้าวไปสู่จุดที่ดีกว่าในชีวิต โดยมีคนที่ดีกว่าเป็นมาตรฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้ความคิดเชิงลบกดใจของเราให้ตกต่ำ

 

 

จุดจบเมื่อลดค่าตนเอง

2026_10_06_1ss4.png

                     สังคมปัจจุบันมีโซเชียลมีเดีย ยิ่งทำให้การเปรียบเทียบเกิดขึ้นได้ง่าย สมัยก่อนคนเรามักจะเปรียบเทียบตนเองกับคนรอบข้างที่เราได้พบปะพูดคุย เช่น ญาติพี่น้องคนในบ้านเดียวกัน เพื่อนบ้านใกล้เคียง เพื่อนในโรงเรียนเดียวกัน หรือเพื่อนที่ทำงาน

 

                     พอเราเห็นใครใส่เสื้อผ้าสวย ๆ หรือมีรูปร่างหน้าตามีความสามารถที่โดดเด่นกว่าก็ทำให้เราคิดเปรียบเทียบขึ้นมา แต่ในปัจจุบัน ขอบเขตของการเปรียบเทียบขยายกว้างขึ้นมาก เพราะคนส่วนใหญ่เข้าถึงโลกโซเชียลมีเดียได้ กดติดตามดารา นักร้อง บล็อกเกอร์ที่เขาถ่ายภาพ ถ่ายคลิปมาโชว์ได้ง่าย ๆ พอมีให้ดูมาก ก็คิดเปรียบเทียบกันไปมาก

 

                   ในโลกโซเชียลมีเดีย เรามีอิสระในการโชว์กันมากขึ้น โชว์ว่ากินอาหารแพง ๆ ขับรถหรู ๆ แต่งตัวสวย ๆสมัยก่อนเรารู้จักใครก็ไม่ได้ไปรู้เห็นลึกซึ้งว่าเขาอยู่กินอย่างไร มาตอนนี้ได้รู้หมดว่าบ้านเขาเป็นอย่างไร เขาขับรถอะไร เขาไปเที่ยวที่ไหน เขากินอยู่หรูหราแค่ไหน เพราะเขาถ่ายภาพมาโชว์กัน

 

                   พอเราเปิดดู แล้วเราไม่ได้อยู่ ไม่ได้กิน ไม่ได้ใช้แบบเขา ก็เกิดการเปรียบเทียบ รู้สึกว่าตนเองไม่มีแบบเขา สู้เขาไม่ได้ รู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้ง่ายมาก

 

                  มนุษย์เรานี้แปลก เห็นใครลำบากกว่าไม่เป็นไรแต่ถ้าเห็นคนอื่นสุขสบายกว่ามักมีปัญหา เกิดความอิจฉาทำให้สังคมเกิดความวุ่นวายขึ้นไปอีก

 

                        ยกตัวอย่าง เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วที่อาตมภาพประสบมา ชาวเขาที่อาศัยอยู่บนภูเขาในพื้นที่ห่างไกลอากาศหนาว ผู้คนก็ยากจน จึงไปชวนคนช่วยกันนำเสื้อผ้าไปบริจาค รวบรวมมาได้ 2 ลังใหญ่ แล้วแจกทุกคนในหมู่บ้านประมาณ 200-300 คน

 

                   ปรากฏว่า ชาวเขาบางคนในหมู่บ้านทะเลาะกันเองเพราะรู้สึกว่าเสื้อที่ตนเองได้รับนั้นดีไม่เท่าคนอื่นคนอื่น กลับกลายเป็นไม่พอใจ แทนที่จะดีใจว่าตนเองโชคดีที่ได้เสื้อมาใส่

 

                   พอได้ไม่เท่ากันอย่างนี้ เกิดปัญหาขึ้นทันที เพราะธรรมชาติของมนุษย์คือการเปรียบเทียบ ขึ้นอยู่ว่าใครจะเปรียบเทียบมากหรือน้อยต่างกันไป

 

                  ดังนั้น ให้เราใช้โซเชียลมีเดียอย่างถูกวิธี อย่ามัวแต่จับจ้องว่าคนอื่นกินอะไร ซื้อรถราคาเท่าไร อยู่บ้านหลังใหญ่แค่ไหน แล้วเรามีเท่าเขาหรือไม่ มันไร้สาระ ให้เราพยายามหาเรื่องที่มีสาระ ดูแล้วเกิดประโยชน์มากกว่า แชร์คำคมหรือประโยคเด็ด ๆ ให้กำลังใจกันยังมีสาระมากกว่า

 

                 โลกแห่งความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่คนเราโพสต์อวดกันทั้งร้อยเปอร์เซนต์ อย่าเอาชีวิตจริงไปเปรียบกับฉากที่ถูกตัดต่อของใครบางคน ความจริงแล้วความสุขของเราอาจมีมากกว่า แม้ไม่ได้โพสต์โชว์ให้ใครเห็น

 

                 เพราะฉะนั้น อย่ามัวเสียเวลาไปโพสต์โชว์ หรือตามดูสิ่งเหล่านี้เลย ให้เราใช้โซเชียลมีเดียในการหาข้อมูล ดูเรื่องราวดี ๆ มีสาระ เพื่อสร้างประโยชน์ให้ตนเองดีกว่า  “ยกตน” หรือ “กดตน” ก็ไม่ดีทั้งนั้น

 

               มนุษย์มีภาวะที่เรียกว่า

                “อติมานะ” คือ “ถือตัว” ถือว่าตนเองแน่กว่าเขาดีกว่าเขา อยู่เหนือเขา

                “อวมานะ” คือ “ดูถูกตนเอง” รู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยด้อยค่า สู้เขาไม่ได้ อยู่ต่ำกว่าเขา

                 ซึ่งไม่ดีทั้งคู่

 

                 เราจะอวดเบ่งว่าตนเองแน่กว่าเขา เก่งกว่าเขานั้นไม่ดีแน่ ในขณะเดียวกันเราจะไปมัวแต่รู้สึกต่ำต้อยด้อยค่าโทษตนเองว่าไม่เก่ง ไม่สวย รวยสู้เขาไม่ได้ ขาดความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจในตนเองตลอดเวลาก็ไม่ดี

 

                 ทางที่ดี คือ “เป็นตัวเองดีที่สุด” เปรียบเทียบตนเองในวันนี้กับเมื่อวานว่าทำได้ดีขึ้นแล้วหรือยัง แล้วพยายามพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ดีกว่าๆ

 

                 ถ้าใครยังกำจัดอารมณ์อยากเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นไม่ได้ เมื่อใดที่รู้สึกว่าตนเองต่ำต้อย แย่ สู้เขาไม่ได้ ให้นึกเอาตัวเราเปรียบเทียบกับฮ่องเต้ในประเทศจีนที่มีอำนาจสิทธิ์ขาด ตัดหัวใครก็ได้ทั้งแผ่นดิน ปกครองประชากรในประเทศมากกว่าประเทศไทยหลายสิบเท่า ดูแลพื้นที่ใหญ่กว่า มีอำนาจราชศักดิ์มหาศาล ชี้ต้นตายชี้ปลายเป็นได้หมด

 

                เชื่อไหมว่า พวกเราเกือบทั้งหมดอยู่สุขสบายกว่าฮ่องเต้จีนในยุคโบราณมากนัก ฮ่องเต้มีนางสนม นางกำนัลขันที่คอยรับใช้ก็จริง ให้เราลองพิจารณาดูว่า อาหารที่เราได้ทาน ฮ่องเต้ไม่เคยได้เสวย ท่านได้เสวยแต่อาหารที่คุ้นเคยคัดสรรมาจากภายในประเทศเท่านั้น อาหารที่มีวัตถุดิบนำมาจากพื้นที่ไกล ๆ ต่างวัฒนธรรมนั้นท่านไม่รู้จัก

 

                ในขณะที่พวกเรามีอาหารจากนานาประเทศให้ทานหลากหลาย แค่เดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตก็สามารถเลือกซื้อได้ทุกอย่างตามใจ ผักผลไม้จากทั่วโลกก็ซื้อหามาได้ง่าย ๆ

 

 

                 ฮ่องเต้จีนไม่เคยมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์ ละครการแสดง กีฬา เช่น อเมริกันฟุตบอล แม้แต่ฟุตบอลโลกหรือการแข่งขันโอลิมปิก พวกเราเพียงแค่เปิดทีวีหรือเข้าอินเทอร์เน็ตก็มีรายการต่าง ๆ ให้ดูนับหมื่นนับแสนอย่าง

 

                เวลาป่วยไข้ไม่สบายเราก็มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่ดีได้มากกว่าคนในยุคก่อน คนสมัยก่อนแค่เดินเตะก้อนหินเป็นแผลอักเสบ เชื้อเข้ากระแสเลือดก็ตายได้แล้วหรือเป็นไส้ติ่งก็ตายได้ ถึงคราวอายุ 30-40 ปี ปวดฟันก็รักษาไม่ได้ จะถอนฟันหรืออุดฟันก็ทำไม่เป็น ลำบากมาก

 

                ในฤดูร้อนอยากจะเดินตากแอร์เย็น ๆ ก็ไปห้างสรรพสินค้า สมัยนี้เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ราคาไม่แพง มีเงินหน่อยก็ซื้อแอร์มาติดที่บ้านได้ ส่วนฮ่องเต้เวลาอากาศร้อน อย่างดีก็แค่มีคนมานั่งพัดให้ ไม่สบายเหมือนอยู่ในห้องแอร์อย่างพวกเรา

 

                    การเดินทางฮ่องเต้อย่างมากก็นั่งรถม้าหรูก็เป็นไม้ นั่งแล้วกระเด้งกระดอนไม่นุ่มสบายไม่รวดเร็ว ไม่สะดวกเหมือนเรานั่งรถยนต์หรือเครื่องบินเลย

 

                  เพราะฉะนั้น อย่าไปนึกน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าตนเองต่ำต้อยด้อยค่าสู้ใครไม่ได้ เราเองยังอยู่สุขสบายยิ่งกว่าฮ่องเต้มากนัก แล้วยังไม่พอใจอีกหรือ ดังนั้น เราไม่ต้องไปอิจฉาใครในโลกนี้อีกแล้ว จากนี้ก็ให้เรานึกเปรียบเทียบกับตนเองในอดีตแล้วพัฒนาตนเองขึ้นไปเรื่อย ๆ

 

                ส่วนใครที่คิดว่าตนเองแน่ ตนเองเก่ง ร่ำรวย มีฐานะการงานดี มีรถหรูใช้ มีบ้านหลังใหญ่ ๆ อยู่ จนเริ่มอยากจะอวดคนอื่นแล้ว ให้ลองนึกอย่างนี้ว่า

 

“ ที่เราว่าแน่ ปิดประตูนรก

เปิดประตูสวรรค์ได้แล้วหรือยัง "

 

                    พอตายแล้วมั่นใจหรือไม่ว่าจะไม่ตกนรก ได้ไปสวรรค์แน่นอน พอคิดได้อย่างนี้แล้ว เราจะพบว่า ยังไม่มั่นใจเลย

 

                    เพราะฉะนั้น เรายังแน่ไม่จริง ยังเก่งไม่จริง อย่าไปคิดอวดเขา เอาเวลาไปใช้ในการทำความดี สร้างบุญ สร้างกุศล ให้ทาน รักษาศีล สวดมนต์ นั่งสมาธิดีกว่า ให้บุญกุศลเกิดขึ้นกับตัว ช่วยเราให้ปิดประตูนรก เปิดประตูสวรรค์อย่างนั้นเป็นประโยชน์มากกว่า

 

 

ถ้าเราเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นมาก ๆ

จะทำให้เกิดภาวะจิตตก

คิดว่าตนเองไม่ดีพอ ไม่สวยพอ ไม่รวยพอ

ไม่ขยันมากพอ ยังพยายามไม่พอ

เพราะฉะนั้น

เราต้องเข้าใจก่อน

ว่าทุกคนเกิดมาไม่เท่าทัน

 

2026_10_06_1ss5.png

 

 

 

 

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00087645053863525 Mins