การฝึกสมาธิเบื้องต้น

วันที่ 12 ตค. พ.ศ.2569

2026_10_12_8br1.png

2026_10_12_7br3.png

2026_10_12_7br4.png

 

 

การฝึกสมาธิเบื้องต้น

2026_10_06_1ss3.png

                      ร่างกายของเราหลังจากทำงานมาทั้งวัน ก่อนนอนเราต้องอาบน้ำก่อนจึงจะสบายตัวฉันใด ใจของเราก็เช่นกัน ตลอดวันเราพบกับเรื่องต่าง ๆ มากมายทั้งดีใจ เสียใจหงุดหงิด กังวล สมหวัง ผิดหวัง สิ่งเหล่านี้เหมือนธุลีที่แปดเปื้อนใจของเราทำให้เกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัวเราจึงควรชำระล้างใจของเราให้ผ่องแผ้วจากธุลีกิเลสเหล่านี้ทุกวัน เราจึงจะหลับได้อย่างเป็นสุข สดชื่น พร้อมที่จะรับมือกับภารกิจต่าง ๆ ในวันใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

                      การทำสมาธิ คือ การทำใจของเราให้สงบ หยุดนิ่งทำให้ธุลีกิเลสในใจตกตะกอน ใจของเราก็จะผ่องใส สบายรู้สึกเป็นสุข เปรียบเหมือนการอาบน้ำชำระใจของเรา

 

                       การทำสมาธิเบื้องต้น สามารถทำได้ง่าย ๆ  ดังนี้

                       1.  เลือกเวลาที่เหมาะสมของตัวเราเอง

                       อาจเป็นตอนค่ำหลังเสร็จภารกิจต่าง ๆ อาบน้ำแล้วรู้สึกสบาย ๆ บางคนอาจชอบตื่นแต่เช้ามืดแล้วนั่งสมาธิตอนเช้าแล้วแต่ความชอบและความสะดวกของแต่ละคน

 

                       2.  หามุมนั่งที่สงบไม่มีคนรบกวน

                       อาจนั่งบนพื้นหรือบนแต่ไม่ควรนั่งบนที่นั่งที่นุ่มเกินไปจนตัวจมต้องเบาะก็ได้เกร็งตัว หาอะไรมาหนุนที่ตรงกันให้สูงขึ้นมาเล็กน้อย จะทำให้นั่งได้สบายขึ้น นานขึ้น

 

                       3.  นั่งขัดสมาธิ เอาเท้าขวาทับเท้าซ้าย

                       มือขวาทับมือซ้าย เลื่อนให้ปลายนิ้วชี้มือขวาจรดนิ้วหัวแม่มือซ้าย วางไว้บนหน้าตักพอสบาย ๆ เหยียดกายของเราให้ตรง แต่ไม่ถึงกับเกร็ง เอาพอสบาย ๆ ท่านที่นั่งท่านี้ไม่ถนัดจริง ๆ อาจจะนั่งพับเพียบหรือนั่งเก้าอี้ก็ได้

 

                       4.  หลับตาของเราเบา ๆ

                       คล้ายเวลานอนหลับ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายอย่างสบาย

 

                       5.  ทำความรู้สึกคล้าย ๆ กับว่าเรานั่งทำสมาธิอยู่เพียงลำพัง ๆ คนเดียว

                       เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทั้งหลายเหมือนหายไปหมด มีใจที่ปลอดโปร่ง โล่งสบาย ให้บอกตัวเองว่า เวลาที่จะนึกจะคิดเรื่องต่าง ๆ ยังมีอีกมากมายเพราะฉะนั้นในช่วงเวลาที่ทำสมาธินี้เราจะยังไม่ไปคิดเรื่องภารกิจการงาน ผู้คนทั้งหลาย ทำใจให้โล่ง ๆ ว่าง ๆ รู้สึกใจของเราเหมือนขยายไปรอบตัวกลมกลืนกับบรรยากาศโดยรอบ

 

                       6.  นึกให้ร่างกายของเราเหมือนเป็นโครงร่างแบบพิเศษ  

                       คือ เป็นตัวกลวง ๆ อวัยวะภายในทั้งตับ ไต ไส้ พุง กระดูกกล้ามเนื้อ คล้ายกับไม่มี เหลือแค่ผิว แล้วก็เป็นผิวที่บาง ๆเหมือนว่าตัวของเราทำขึ้นมาจากลูกโป่งฟองสบู่ที่เราเคยเป่าเล่นในสมัยเด็ก ๆ ข้างในโล่งว่างหมดใส ๆ

 

                       7.  นึกนิมิ เป็นภาพดวงแก้วกลมใส

                       หรือองค์พระปางสมาธิ องค์ใดองค์หนึ่งที่เราคุ้นเคยนึกได้ง่าย โดยนึกเฉพาะองค์ของท่านไม่ต้องนึกฐานพระ เห็นท่านนั่งหันหน้าไปทางเดียวกับเรา แล้วนึกให้องค์พระใสเป็นแก้ว ใสเป็นเพชรขนาดของดวงแก้วหรือองค์พระนั้น เรานึกใหญ่เล็กตามใจชอบอาจนึกขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยหรือผลมะนาวผลส้ม ใครชอบโตหน่อยจะนึกขนาดส้มโอก็ได้ เรานึกขนาดไหนแล้วนึกได้ง่าย พอดีกับเราก็นึกขนาดนั้น และให้เลือกนิมิตดวงแก้วหรือองค์พระอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ต้องนึกสลับไปสลับมา

 

                        8.  นึกให้เห็นนิมิตดวงแก้วหรือองค์พระ ลอยนิ่งอยู่ที่กลางท้อง

                        หยุดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา กำหนดจุดศูนย์กลางกายได้โดยนึกหยิบเส้นด้ายขึ้นมา 2 เส้น นำมาขึงให้ตึง เส้นหนึ่งซึ่งจากสะดือทะลุไปด้านหลัง อีกเส้นหนึ่งซึ่งจากด้านขวาทะลุไปด้านซ้าย เส้นด้ายทั้ง 2 ตัดกันเป็นกากบาท ให้เรานึกเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางของเรา 2 นิ้วซ้อนกัน วางทาบลงบนจุดตัดนี้ นึกเลื่อนจุดตัดให้สูงขึ้นมา  2 นิ้วมือของเราเอง จุด ๆ นี้เองคือ จุดศูนย์กลางกายของเรา เป็นจุดตัดกึ่งกลางลำตัวอยู่สูงจากระดับสะดือ 2 นิ้วมือให้นึกกะประมาณเอา ยังไม่ต้องพะวงว่าจะตรงเป๊ะหรือไม่เวลานึกถึงดวงแก้วหรือองค์พระ ก็นึกให้เห็นลอยนิ่งอยู่ที่กลางท้อง ในระดับที่จุดศูนย์กลางของดวงแก้วหรือองค์พระอยู่ซ้อนกับจุดศูนย์กลางกายของเราพอดี

 

                       9.  มองดูภาพดวงแก้วหรือองค์พระที่กลางท้องอย่างสบาย ๆ

                       ไม่ต้องพยายามไปบีบบังคับสร้างภาพจะให้ชัดแต่ประการใด ให้นึกอย่างเป็นธรรมชาติ คล้ายเวลาเรานึกถึงภาพพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ หรือนึกถึงดอกบัว เป็นต้น

 

                      10.  ประคองสติของเราไม่ให้เผลอไปคิดเรื่องอื่น

                      ให้เฝ้ามองดูภาพดวงแก้วหรือองค์พระที่กลางท้องไปอย่างต่อเนื่องหากเมื่อใดเรารู้ตัวว่าเราเผลอไปคิดเรื่องอื่นแล้วปล่อยเรื่องนั้นไป คือไม่ไปคิดต่อ แล้วน้อมใจของเรากลับมานึกถึงดวงแก้วหรือองค์พระใหม่อีกครั้งหนึ่ง จะเผลอไปพอรู้ตัวก็ให้กี่ครั้งก็ตาม พอรู้ตัวก็น้อมใจเรากลับมานึกถึงดวงแก้วหรือองค์พระใหม่ทุกครั้งไป ทำอย่างนี้ใจของเราจะค่อย ๆ คุ้นกับศูนย์กลางกาย และดวงแก้วหรือองค์พระ ใจจะสงบได้ดีขึ้น เป็นสมาธิตั้งมั่นขึ้น

 

                      11.  ผู้ที่ชอบเผลอไปคิดเรื่องอื่นบ่อย ๆ ให้ภาวนาคำว่า  “สัมมาอะระหัง ๆ ๆ”   

                      ในใจต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จะทําให้ความฟุ้งซ่านลดลง พอใจของเราสงบนิ่งดีแล้ว มีความรู้สึกว่าไม่อยากท่องคำภาวนาอีก อยากนึกถึงดวงแก้วหรือองค์พระอย่างเดียว เราก็หยุดคำภาวนา แล้วเอาใจจรดนิ่งมองดูที่จุดศูนย์กลางของดวงแก้วหรือองค์พระแก้วใสไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยใจสบาย ๆ

 

                      12.  นิมิตดวงแก้วหรือองค์พระนี้เป็นภาพที่เรานึกขึ้น เพื่อให้ใจของเรามีที่ยึดเกาะ จะได้สงบได้เร็ว

                      พอใจหยุดนิ่งถูกส่วนเข้า เราจะเห็นดวงสว่างอีกดวงหนึ่งผุดขึ้นที่ศูนย์กลางกายของเรา เรียกดวงนี้ว่า “ดวงปฐมมรรค” เป็นของจริงไม่ใช่ภาพที่เรานึกขึ้น และเป็นต้นทางสู่การบรรลุธรรมขั้นสูงต่อไป

 

                      13.  ให้นั่งสมาธิไปตามเวลาที่ตั้งใจ เช่น 30 นาที หรือ  1 ชั่วโมง

                      ในระหว่างนั้นหากเมื่อยมาก เราก็อาจเปลี่ยนท่านั่งจากขัดสมาธิเป็นนั่งพับเพียบก็ได้ ทำไปสบาย ๆ ต่อเนื่องอย่างนี้ทุกวัน สมาธิจะก้าวหน้า ใจของเราจะสะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข หน้าตาผ่องใส อารมณ์ประสิทธิภาพในการเรียนการทำงานเพิ่มพูนขึ้นอย่างมากมาย และมีชีวิตที่เป็นสุขทุก ๆ วัน บุญกุศลก็จะเกิดขึ้น คุ้มครองรักษาตัวเราทั้งชาตินี้ ชาติหน้า และทำให้ใกล้สบายต่อหนทางพระนิพพานผู้ที่สามารถเข้าถึงดวงปฐมมรรค และรักษาอยู่คู่ตนได้ ย่อมจะปิดประตูอบาย เปิดประตูสวรรค์ ตายแล้วไปสู่สุคติโลกสวรรค์อย่างแน่นอน

 

 

 

2026_10_06_1ss5.png

 

 

 

 

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00067116816838582 Mins