ตอนที่ 16 ชมเมือง Petropolis, Imperial city

วันที่ 15 ตค. พ.ศ.2569

 

2026_10_15_16br2.png

 

ตอนที่ 16 ชมเมือง Petropolis, Imperial city

2026_10_15_1br2.gif

                 กับสิ่งที่ไกลเหมือนฝัน  Petropolis ตอนแรกคิดว่าชื่อ Metropolis ไม่น่าจะไกล  แต่ในความจริงไกล เดินทางด้วยรถ 2 ซม.แถมขึ้นเขาอีก  นึกถึงตอนไปหมู่บ้านกุ๊กกู เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว  แถบป่าคําตอนใต้เยอรมัน  (ชื่อเต็มว่า Titisee-Neustadt ทิติเซ่ เป็นเมืองตากอากาศเล็กๆ  ผ่านป่า 2 ข้างทาง พอพ้นป่า เจอหมู่บ้านผลิตนาฬิกาแขวน  ทีมีนกออกมาร้องทุกชม.) ทำนองนั้น แต่นี่ไม่ขนาดนั้น

 

                ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าจะมีโอกาสมาที่นี่ ชื่อก็ไม่คุ้นเคย  ไม่รู้จักมาก่อน ตอนแรกว่า จะให้คนอื่นมา เห็นพระน้องชอบเดินทาง  อยากไปดูโน่นนี่ สุดท้ายกลับต้องมากับคามูส 2 คน,  เมื่อเสร็จงานสอนสมาธิ เลยมีสมาชิกมานั่งรถเพิ่มอีก 1 คือ Kadu

 

                ช่วงแรกที่เข้ามาในเขตเมือง ก็ยังไม่ค่อยเห็นความแปลก  แตกต่างกับเมืองอื่นๆ เท่าไหร่  ไม่ว่าจะปั๊มน้ำมัน, ซุปเปอร์มาร์เก็ต, จนรถเข้ามาในเขตในอาคารเก่า  เริ่มปรากฏก็รู้สึกว่าบรรยากาศคล้ายๆ ยุโรปในหลายเมืองที่เคยไปมา  ยิ่งมาแถวสวน ที่มีการจัดงานเห็นป้ายเขียนว่า Crystal Palace ฝั่ง  ถนนตรงข้ามมีรถมาจอดรอให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่  รถขับหาสถานที่ไปเรื่อยๆ เห็นโบสถ์ยอดแหลม เด่นเป็นสง่า  ลงจากรถ เดินหาสถานที่ และที่จอดรถ เห็นอาคารฝั่งตรงข้าม  

 

                 เป็นอาคารสูงน่าจะเป็นโรงแรมที่พัก, ด้านหลังไกลๆ  ก็ยังเห็นยอดโบสถ์, พื้นถนนในเมืองหลายช่วง มีการปูหินเป็นก้อน  ต่อกันแบบในอดีต สะท้อนถึงความเก่าแก่ของเมือง  

 

                    Katia น่าจะเคยมาที่นี่มาก่อน เมื่อเสร็จงาน ก็ขับรถไปจอดที่หน้า  มหาวิทยาลัยเอกชนคาทอลิกของเมืองนี้ The Catholic University  of Petrópolis (Portuguese: Universidade Católica de  Petropolis, UCP) ด้านหน้าอาคารมีการจัดสวนแบบลาดเอียง  มีนาฬิกาแบบเข็มขนาดใหญ่ ถ้าหันหลังให้อาคารด้านหน้า  มหาวิทยาลัยหลังนี้ มองไปเป็นแนวตรงแกนกลาง  ปลายสุดเป็นที่ตั้งของโบสถ์ประจำเมือง ที่ตั้งเด่น ตลอดแนวสายตา  จะไม่มีต้นไม้ หรืออาคารอะไรขวาง, มีเพียงคูน้ำทอดน่าสายตา  ไปหาโบสถ์, มีสะพานเดินข้ามระหว่างคลองเป็นระยะ,  สวนสาธารณะและที่จอดรถในแนวกลางนี้

 

                    ด้านขวาของอาคารมหาวิทยาลัยจะมีบ้านหลังคาลาด ตั้งอยู่บนเนิน  เป็นบ้านเก่าของอดีตนักประดิษฐ์เครื่องบินชาวบราซิล ชื่อเต็ม  Alberto Santos-Dumont (20 July 1873 - 23 July 1932  อายุ 59 ปี เกิดและตายเดือนเดียวกัน  วันเกิดและเดือนเกิดเดียวกันเลย)  ชื่อย่อว่า “Santos-Dumont” มีเครื่องบินเครื่องแรกๆ ตั้งอยู่ใน  สวนใจกลางเมืองด้วย ของที่ระลึกก็มีรูปเครื่องบินหน้าตาแบบเดียว  กัน, เกิดในช่วงใกล้เคียงกับ Wright brothers ชาวอเมริกัน ได้แก่  ออวิลล์ ไรต์ (19 สิงหาคม ค.ศ. 1871 - 30 มกราคม ค.ศ. 1948,

 

2026_10_15_16br4.png

                  อายุ 77 ปี) และ วิลเบอร์ ไรต์ (16 เมษายน ค.ศ. 1867 - 30  พฤษภาคม ค.ศ. 1912, อายุ 45 ปี) ตายก่อนผู้พี่, ตายช้ากว่าผู้น้อง  เสียดายเกิดผิดประเทศ เลยดังเฉพาะประเทศนี้

 

                     พอรู้ว่าการเข้าชม บ้านอดีตนักประดิษฐ์ และบ้านดัดแปลง  มาจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ๆแถวนี้ล้วนเสียเงิน, เลยไม่ค่อยอยาก  เข้าไปดูเท่าไหร่, พวกเราพากันเดินไปตามถนนด้านหนึ่ง มีบ้านสวยๆสไตล์ยุโรป คล้ายมาชมหมู่บ้านจัดสรร,

 

                       เจออาคารหลังใหญ่สีเหลือง มีสวนและบริเวณกว้างหน่อย  เดินเข้าถ่ายรูป ที่โถงทางเข้า มีให้ลงทะเบียนผู้เข้าชม  ดูแล้วทีมงานไม่อยากเข้าไปดู จึงหยิบโบว์ชัวร์ติดมือมาอ่าน  ที่แท้เป็น The Summer residence of the presidents of Brazil  (คล้ายกับ Camp David ที่พักผ่อนของ the President of the  United States.)

 

                         คิดว่า คงจะสร้างบรรยากาศของเมืองแบบยุโรป  ตามความคุ้นเคยของเจ้าอาณานิคม ที่จากบ้านเมืองมานาน  เดินตรงไปเรื่อยๆ จวนจะถึงโบสถ์ ทำไมคนนำทางเดินไปอีกด้านหนึ่ง  เลยเรียกมาชมโบสถ์ก่อน, มีคนขอถ่ายรูปเป็นระยะ  ออกจากโบสถ์เดินเลาะกำแพงโบสถ์ ไปเจอถนนตัดอีกเส้น  เดินข้ามถนนไป เดินไปอีกหน่อย เจอประตูรั้ว ด้านในเป็นทางเปิดโล่ง  ทอดไปหาอาคารด้านใน, มีจุดขายบัตรอยู่ด้านซ้าย  จึงรู้ว่า เราจะมาชมวัง ที่ปัจจุบันนำมาทำเป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว

 

                         Katia เข้าไปซื้อตั๋ว คนที่เหลือกำลังคุยกันว่า  “ถ้าบัตรแพงเอาเงินไปซื้ออาหารดีกว่า” สักพักเธอกลับมาพร้อมตั๋ว 4 ใบ  พระเข้าฟรี ใจดีจังคล้ายที่ญี่ปุ่นเลย แล้วพากันไปที่หน้าอาคาร  ยื่นตั๋วผ่านการสแกนและฉีกบัตรเล็กน้อย  ใครมีกระเป๋าเดินตรงไปฝากของก่อนได้  ที่เหลือรับแจกรองเท้าขนาดยักษ์  เอาเท้าที่มีรองเท้า สอดเข้าไปเลยกลายเป็น Big foot ทันที  เพื่อป้องกันความเสียหายของพื้นไม้ในวังเก่า ห้ามถ่ายรูป  แม้จะใช้มือถือ, ระเบียบเยอะกว่า วังญี่ปุ่นเขาห้ามใช้แฟลชเท่านั้น  แต่มีการเปลี่ยนรองเท้าเหมือนกัน ไม่ใช่ใส่ซ้อนแบบนี้

 

                       ก็ทํานองเดียวกับของโชว์ในวังทั่วๆ ไป เคยไปดูแวร์ซาย  ที่ฝรั่งเศสเมื่อหลายปีมาแล้ว ที่อื่นดูเล็กและธรรมดาไปหมด,  มีภาพวาดสีน้ำมันตามห้อง และผนังทางเดินที่หาดูยาก,  ภาพที่เจ้าหญิงองค์หนึ่งลงนาม กฎหมายเลิกทาส

 

                     เล่ากันว่า พวกทาสเป็นไทแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอย่างไร  สุดท้ายกลับมาเป็นทาสในเรือนเหมือนเดิมเพราะการคิดไม่ครบวงจร  นั่นเอง,

 

                          เปลทองคำสำหรับเด็ก เครื่องประดับ สงสัยกลัวถ่ายรูปไป  ทำเลียนแบบ, เดินไปจนปลายทางเดิน มีห้องขายของที่ระลึก  ถูกใจห้องนี้มาก ของดูดีน่าสนใจ ราคาไม่แพง พอๆ กับด้านนอก  เลยอุดหนุนสัก 2 รายการ, ถอดรองเท้า ถือเดินขึ้นไป  ชั้นสอง เดินชมทุกห้องแล้วเดินลงมา คืนรองเท้าแล้วออกไปได้  เดินไปอีกอาคารหนึ่ง จัดแสดงรถม้า แบบซิลเดอเรลล่า  หัวรถไฟแบบเก่า, ออกจากอาคารก็เริ่มเย็นแล้ว

 

                       เดินหาห้องน้ำเข้าด้านนอก, ก่อนเดินกลับ  แม้จะเปลี่ยนแปลงประเทศ ประกาศเอกราชไม่ขึ้นเป็นอาณานิคม  ของโปรตุเกส แต่ก็ยังมีระบบกษัตริย์ของบราซิลปกครองอีกช่วงหนึ่ง  จักรพรรดิแห่งบราซิล (1822-1889, 67 ปี)

 

                     ทีมงานมีแวะหาขนมรองท้องระหว่างทาง  ของที่ระลึกไม่ค่อยน่าสนใจ, เดินไปหาที่จอดรถได้เกือบครึ่งทาง  Kadu นึกขึ้นได้ว่า ลืมกระติกน้ำไว้ที่ร้านขนม ต้องรีบกลับไปเอา  เมื่อมาที่รถครบ ก็ออกเดินทางกลับ, เห็นเส้นทางตอนมาแล้ว  ถ้าตึกอาจขับยาก ที่นี่แปลกดี เป็นทางวันเวย์ขึ้นเขาและลงเขา  คิดว่าจะกลับเลย ยังก่อน Katia พาแวะชม โรงแรมขนาดใหญ่   สไตล์ Normandy France, มีสระน้ำใหญ่ด้านหน้ามีประภาคารจำลอง  คอยส่องไฟ จอดรถด้านหน้า เสียเงินให้คนเฝ้า สักหน่อย,  เดินไปด้านข้าง, เข้าอาคารต้องผ่านเครื่องตรวจ, ลงไปด้านล่าง  มีลานโบว์ลิ่ง, เข้าห้องนํ้าเสร็จเดินออก,

 

2026_10_15_16br3.png

 

                 อาคารนี้เดิมใช้เป็นที่เล่นกาสิโน, ปัจจุบันเป็นที่ประชุมและจัดคอนเสิร์ต,  

 

                     คราวนี้กลับจริง เกือบ 6 โมงเย็น มืดแล้ว หมอกลงอีก  โอ้เหมือนฝันจริงๆคราวนี้ ขับรถแบบตามๆ คันหน้าไปเปิดไฟกระพริบอีกต่างหาก, ลุ้นดีเหลือเกิน

 

                       หลับไปตอนไหนก็ไม่ทราบ, ตื่นมาก็ถึงทางราบ กำลังใกล้ถึง  เมืองรีโอฯ แล้ว เป็นการเดินทาง ผจญภัยที่น่าตื่นเต้นดีจัง

 

                          มาดูรูปที่ถ่ายไว้ในมือถือ วันต่อมา นึกขึ้นได้ว่า Imperial Museum  หลายวันก่อนเคยหาข้อมูล พอเห็นว่าอยู่ไกลนอกเมือง  เดินทางเป็นชั่วโมง ก็ไม่คิดจะไป

 

                          สุดท้ายก็ได้ไปเห็นมากับตาจริงๆ, สถานที่จริง  ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป หาดูในกูเกิ้ลก็พอมีรูป ชัดกว่าด้วย เรียกว่า  “ไกลกว่าฝัน” ก็ได้งานนี้

 

 

2026_10_15_1br2.gif

 

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0011255343755086 Mins