อานิสงส์ก่อเจดีย์ทรายถวายเป็นพุทธบูชา

วันที่ 14 พย. พ.ศ.2558

อานิสงส์ก่อเจดีย์ทรายถวายเป็นพุทธบูชา
 

อานิสงส์ก่อเจดีย์ทรายถวายเป็นพุทธบูชา

 

      สิ่งที่จะเป็นที่พึ่งที่ระลึกของมนุษย์นั้น จะต้องหลุดพ้นจากไตรลักษณ์ คือ หลุดพ้นจากความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้าถึงสิ่งที่เป็นบรมสุข คงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง พ้นจากกิเลสอาสวะ พญามารครอบงำไม่ได้ เวลาที่เรามีทุกข์ก็สามารถพึ่งท่านได้ และยังสามารถช่วยให้เราเข้าถึงความสุขที่แท้จริง สามารถบำบัดทุกข์บำรุงสุขได้ทุกเมื่อ นั้นคือสรณะที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอด พระองค์ค้นพบว่าสรณะที่แท้จริงนั้นคือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ที่มีอยู่ในกลางกายของมนุษย์ทุกคน เว้นจาก ๓ สิ่งนี้แล้วไม่ใช่ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ทุสีลยสูตร ว่า

" ยสฺส สทฺธา ตถาคเต        อจลา สุปติฏฺฐตา
 สีลญฺจ ยสฺส  กลฺยาณํ        อริยกนฺตํ ปสํสิตํ
 สงฺเฆ ปสาโท ยสฺสตฺถิ         อุชุภูตญฺจ ทสฺสนํ
 อทลิทฺโทติ ตํ อาหุ              อโมฆํ ตสฺส ชีวิตํ

ผูัใดมีศรัทธาตั้งมั่น ไว่หวั่นไหวในตถาคต เป็นผู้มีศีลอันงามที่
พระอริยเจ้าใคร่แล้ว สรรเสริญแล้ว มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความ
เห็นตรงไปตามความเป็นจริง บัณฑิตทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า เป็นคนไม่ขัดสน
ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยนช์ "

       พวกเราเป็นชาวพุทธก็ต้องทำหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนที่ดี ในการที่จะช่วยกันปกป้องรักษาพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน   ต้องมีศรัทธาเลื่อมใสในพระพระรัตนตรัย  หมั่นประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นประจำ  ทำความดีอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการทำทานรักษาศีล  เจริญสมาธิภาวนา ไม่หวั่นไหวคลอนแคลนในเส้นทางแห่งความดี  อย่างนี้จึงจะเรียกว่า เป็นบัณฑิตนักปราชญ์  ไม่ใช่คนเปล่าประโยชน์  เป็นชีวิตที่มีสาระแก่นสาร 

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เราได้เกิดมาในยุคที่พระพุทธศาสนากำลังเจริญรุ่งเรือง  มีการปฏิบัติให้เข้าถึงพระรัตนตรัย  เราก็ควรขวนขวายในการประพฤติปฏิบัติธรรม  กลั่นกาย  วาจา  ใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์  ให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในให้ได้  แล้วเราก็จะพบสันติสุขที่แท้จริง ดังนั้นจะต้องหมั่นประคองใจของเราให้อยู่ในกลางกาย  อยู่ในบุญกุศลให้ได้ตลอดทั้งวัน  อย่าให้ใจขุ่นมัว วิธีนี้จะทำให้เรามีใจอยู่กับพระรัตนตรัย  ทำอะไรก็อาหาญร่าเริง  เวลาไปทำหน้าที่ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร  ก็มีจิตใจเบิกบานอยู่ในบุญ จะเดินทางไปแห่งหนตำบลใดก็จะสะดวกสบาย และปลอดภัย  เพราะอานุภาพแห่งบุญและพระรัตนตรัยคุ้มครองรักษา
 

    * ดังเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับพระเถระรูปหนึ่ง ชื่อว่า พระปุฬินุปปาทกเถระ  ท่านเป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในพระพุทธศาสนา พอบรลุธรรมเป็นพระอรหันต์  พอบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์  ท่านก็ระลึกชาติหนหลังตรวจดูประวัติการสร้างบารมีของท่าน แล้วเล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังว่า  ภพชาติในอดีต ท่านเคยเกิดเป็นดาบสชื่อว่า เทวละ มีลูกศิษย์๘๔,๐๐๐ คน คอยอุปัฏฐากรับใช้ทุกอย่าง ทีมี่จงกรมที่มีอมนุษย์เนรมิตไว้ให้ อาศัยอยู่ที่ภูเขาหิวพานต์
 

    วันหนึ่ง เทวลดาบสคิดจะสร้างบุญใหญ่ ด้วยการก่อเจดีย์ทราย จึงได้รวบรวมดอกไม้นานาชนิดมาบูชาพระเจดีย์ ทำให้จิตเลื่อมใสในพระเจดีย์ และระลึกถึงพระพุทธคุณ เมื่อจิตใจเบิกบานผ่องใสดีแล้ว ก้กลับเข้าไปสู่าอาศรม ส่วนศิษย์ทั้งหมดไม่ได้ติดตามดาบสไป  ต่างก็ทำภารกิจต่าง ๆ ที่ทำอยู่เป็นปกติ  พอเห็นเทวลดาบสกลับมาจากภายนอก ก็แปลกใจว่าท่านดาบสผู้เป็นอาจารย์ไปไหนมา จึงซักถามสาเหตุการออกไปข้างนอก ท่านจึงเล่าสิ่งที่ตนได้กระทำให้ลูกศิษย์ฟัง 
 

    ลูกศิษย์ทั้งหลายต่างแปลกใจไปตาม ๆ กัน คิดว่าอาจารย์เป็นใหญ่ที่สุด  แล้วทำไมจึงต้องก่อสถูปเจดีย์ขึ้นมากราบไหว้อีก  จึงถามถึงเหตุผลที่อาจารย์ทำอย่างนั้นว่าทำไปเพื่อประโยชน์อะไร  อาจารย์ตอบให้หายสงสัยว่า  "ผู้เป็นใหญ่ที่สุดในโลก  ไม่ใช่เราหรอก  คือ  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายต่างหาก ท่านเป็นผู้มีพระญานอันประเสริฐ มียศใหญ่ เป็นบรมครูของมนุษย์และเทวาทั้งหลาย จะหาใครในโลกและเทวโลกมาเทีบยกับพระองค์ไม่ได้เลย เรานมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐพระองค์นั้น "
 

     ลูกศิษย์ของดาบสก็ถามอีกว่า  " พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐเป็นผู้นำโลก มีศีลมีวัตรเป็นอย่างไร ควรแก่การสักการะบูชาอย่างไร "  ดาบสจึงกล่าวสรรเสริฐคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า " พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้เลิศในโลก ทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๓๒ ประการ พร้อวด้วยอนุพยัญชนะครบถ้วนบริบูรณ์  มีพระทนต์ครบ ๔๐ ถ้วน มีดวงพระเนตรงาม คังตาลูกโค เมื่อเสด็จดำเนินไป ย่อมทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอก พระชานุก็ไม่มีเสียงลั่นเลย เป็นผู้เสด็จไปดี ไปที่ไหนก็เป็นสิริมงคลทุกที่ เวลาเสด็จดำเนินไป ก็ไม่มีพระอาการรีบร้อน ทรงก้าวพระบาทเบื้องขวาก่อน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้ไม่หวาดกลัวต่อสิ่งใด ๆ เปรียบเสมือนพญาราชสีห์ ผู้เป็ยใหญ่ในสัตว์ทั้งหลาย พระองค์ไม่เคยทรงเบียดเบียนสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทรงพ้นจากการถือตัว และการดูหมิ่นเหยียดหยาม  วางตนเสมอในสัตว์ทั้งปวง
 

    เมื่อพระพุทธองค์ทรงเสด็จอุบัติขึ้น ก็ทรงยังโลกนี้ให้สว่างไสว ด้วยแสงแห่งธรรม  ให้สรรพสัตว์ผู้มีบุญได้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดทั่วทั้งไตรภพ  นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธองค์ ที่สามารถฝึกบุรุษ ผู้สมควรฝึกได้เป็นอย่างดี พระสัมมาสัมพุธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐสุด ไม่มีใครเสมอเหมือน มีพระคุณหาประมาณมิได้ แม้พระสัมมาสัมพุธเจ้าด้วยกันเอง ก็ยังไม่อาจพรรณนาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หมด " บรรดาลูกศิษย์ได้ฟังแล้วก็ บังเกิดความเลื่อมใส ในพระคุณของพระพุทธเจ้า พากันทำสักการะบูชาพระเจดีย์ทราย
 

   ในเวลานั้น  พระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นเทพบุตรผู้มีอานุภาพได้จุติจากชึ้นดุสิตมาบังเกิดในครรภ์ของพระมารดา  หมื่นโลกหวั่นไหวสะเทือนเลื่อนลั่นไปหมด ดาบสทั้งหลายจึงซักถามอาจารย์ถึงสาเหตุของแผ่นดินไหว ดาบสอาจารย์ผู้มีฌาณสมาบัติก็ตอบว่า  "พระโพธิสัตว์ผู้จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นบัดนี้ได้เสรด็จลงสู่ครรภ์ของพระมารดาแล้ว  เป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เมื่อลงสู่พระครรภ์ย่อมบังเกิดแผ่นดินไหว "

 จากนั้น  ดาบสอาจารย์ก็แสดงธรรมิกถาสรรเสริญพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่งสมาธิ ยึดเอาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ และท่านก็หมดอายุขัย ไปบังเกิดในเทวโลกในวันนั้นเอง
 

   เหล่าศิษย์ทั้งหลายได้พร้อมใจกัน ทพฌาปนกิจสรีระของดาบสอาจารย์ ด้วยความโศกเศร้าเสียใจ มีใบหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ในขณะที่ศิย์เหล่านั้น กำลังพร่ำพิรัยรำพันอยู่ เทพบุตรเทวลดาบสได้มาปรากฏอยู่ที่เชิงตะกอน แล้วให้โอวาทสั่งสอนศิษย์ว่า 
 

   " ท่านทั้งหลายอย่าได้เศร้าโศกเสียใจไปเลย จงยึดเอาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเถิด ให้หมั่นประพฤติธรรม ปรารภทำความเพียรเสียตั้งแต่วันนี้เถิด เพระาความโสกเศร้าเสียใจนั้น ไม่ได้ช่วยให้เกิดประโยชน์อะไร "
 

   เมื่ออาจารย์ให้โอวาทแล้ว ก็กลับไปเสวยสุขอยู่ในเทวโลกถึง ๑๘ กัป แล้วมาเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอีก ๕๐๐ ครั้ง เป็นพระราชามหากษัตริย์ และเป็นเศรษฐีอีกนับครั้งไม่ถ้วน ท่านท่องเที่ยวอยู่ในมนุษยโลก และเทวโลกสองภูมิเท่านั้น ไม่เคยไปสู่ทุคติเลย ในที่สุดชาติสุดท้าย ก็ได้เข้าถึงความเต็มเปี่ยมของชีวิต
 

    เราจะเห็นได้ว่า อานิสงส์เพียงแค่ก่อเจดีย์ทรายด้วยความเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ยังได้บุญใหกญ่ถึงขนาดนี้ ทำให้ได้สมบัติจักรพรรดิ และได้บรรลุมรรผลนิพพาน ส่วนเราได้สร้างปูชนียวัตถุในพระพุทธศาสนาอย่างมหาธรรมกายเจดีย์ซึ่งเป็นเจดีย์แห่งพระรัตนตรัย เราจะได้บุญมากมายมหาศาลขนาดไหน เป็นบุญที่ใหญ่เกินฟ้าครอบทีเดียว มหาธรรมกายเจดีย์ที่พวกเราร่วมกันสถาปนาขึ้นมาครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่ต่อตัวเราต่อมวลมนุษยชาติและมวลมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งจะอยู่คู่โลกนี้ไปกว่าพันปี เพื่อให้มนุษย์และเทวาได้มาสักการบูชา และจะได้เป็นที่สร้างบุญบารมีของคนรุ่นหลังต่อไป 
 

   เพราะฉะนั้น ให้เราภูมิใจไว้เถิดว่า เราได้มีส่วนอย่างสำคัญ ในกาสร้างมหาธรรมกายเจดีย์นี้ ให้สำเร็จเป็นอัศจรรย์ จนกระทั่งได้ฉลองชัยด้วยความปลื้มอกปลื้มใจ บุญทั้งหมดก็จะเป็นของเรา ไม่ว่าจะเป็นบุญจากการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา หรือการสถาปนาบ้านกัลยาณมิตร สถาปนาธรรมกายเจดีย์ สภาธรรมกายสากล และมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี  บุญนี้เป็นบุญใหญ่ทั้งนั้น  เป็นบุญที่จะทำให้เราเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน อันเป็นสรณะ ที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของพวกเราทั้งหลาย และยังได้แบ่งปันเผื่อแผ่ความสุขให้กับชาวโลกทั้งหลาย ให้ได้เข้าถึงที่พึ่งอันประเสริฐ และสันติสุขที่แท้จริง จะบังเกิดขึ้นแก่โลก เพราะฉะนั้นให้ช่วยกันสถาปนาบ้านกัลยาณมิตร ให้เป็นบ้านแก้วเรือนธรรมของผู้ประพฤติธรรม  นำผู้มีบุญทั้งหลายให้เข้าถึงความสุขที่แท้จริง เข้าถึงพระรัตนตรัยกันทุก ๆ คน 


พระธรรมเทศนาโดย : พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) 
* มก. เล่ม ๓๒ หน้า ๑๓๑

 

อานิสงส์ก่อเจดีย์ทรายถวายเป็นพุทธบูชา