การตรงต่อเวลากับการรักษาศีลข้อ ๔

วันที่ 23 พค. พ.ศ.2559

การตรงต่อเวลากับการรักษาศีลข้อ ๔
 

การตรงต่อเวลากับการรักษาศีลข้อ ๔

ศีลข้อ ๔ มีองค์ของศีลอยู่ ๔ ประการ คือ

๑. เรื่องไม่จริง 
๒. มีจิตคิดจะพูดให้ผิดไปจากความจริง 
๓. พยายามที่จะพูดให้ผิดไปจากความจริง
๔. คนฟังเข้าใจความที่พูดนั้น

 

    จากความสกปรกความไม่มีระเบียบ ความไม่สุภาพเป็นเหตุให้ยากที่จะบริหารเวลาได้ เวลาของมนุษย์แท้ที่จริงมีคนละ ๔ เวลา ถ้าคนที่ฝึกตัวมาดีแล้วจะต้องตรงเวลาทั้ง ๔ นั้น คนส่วนมากแยกไม่ออกว่า ๔ เวลาหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ต้องแยกให้ดู ต่อไปข้างหน้าจะไม่ได้พลาด


เวลาของมนุษย์ มี ๔ เวลาดังนี้

๑. เวลาเพื่อกำจัดทุกข์ในสรีระ
๒. เวลาเพื่อสังคมหรือการอยู่ร่วมกัน 
๓. เวลาเพื่อเศรษฐกิจหรือเวลาเพื่อการทำงานเลี้ยงชีพ
๔. เวลาเพื่อการปราบกิเลส หรือดัดสันดานตัวเอง


รายละเอียดของแต่ละเวลาเพื่อทำการต่างๆมีดังนี้

๑.  เวลาเพื่อกำจัดทุกข์ในสรีระ
     การกิน นอน ตื่น ขับถ่าย อาบน้ำ ชำระล้างร่างกายให้เป็นเวลาทำให้สุขภาพดี ถ้ากินไม่เป็นเวลา นอนไม่เป็นเวลา ขับถ่ายไม่เป็นเวลา อาบน้ำอาบท่า พักผ่อนไม่เป็นเวลา สุขภาพเสียหาย โรคภัยเกิดแน่นอน ที่สำคัญกลายเป็นนิสัยเสียเอาแต่ใจตัวเองเพิ่มขึ้น ถ้าปล่อยให้ลูกหลานเล่นเกมส์ หรือ แชท ไม่มีเวลากำหนดแน่นอน เท่ากับแม่ฆ่าลูกฆ่าหลาน อย่างเลือดเย็นตั้งแต่เล็ก แล้วย้อนกลับมาฆ่าพ่อฆ่าแม่ในอนาคต ไม่ได้ฆ่าทำร้ายร่างกายตรงๆ แต่จะทำให้ช้ำใจจนกระทั่งเสียใจ ช้ำใจตาย

๒. เวลาเพื่อสังคมหรือการอยู่ร่วมกัน 
      การให้เวลากับพ่อกับแม่ พี่น้อง ภรรยาสามี ลูกของตัวเอง เพื่อนร่วมงานต้องจัดสรรเวลาให้ดี บ้านไหนใน ๑ วัน พ่อแม่ลูกไม่เคยกินข้าวพร้อมหน้ากันแม้แต่มื้อเดียว สัญญาณอันตรายกำลังเกิด อย่างน้อยวันหนึ่งกินข้าวพร้อมหน้ากันสัก ๑ มื้อก็ยังดี จะได้พูดคุยกันเป็นความอบอุ่นทางใจ ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ จะงานยุ่งขนาดไหนก็ตาม เวลาที่จะพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัวต้องมี ถ้าไม่เช่นนั้น พอเดือดร้อนลูกจะวิ่งไปหาลุงป้าน้าอาบ้าง ไปหาเพื่อนบ้าง ไปหาใครต่อใครให้แก้ปัญหาให้ พ่อแม่ไม่เคยรู้เลยเพราะลูกไม่เคยบอก นับเป็นความผิดพลาด

      เวลาเขามีงานส่งการ์ดเชิญมา ไม่เคยไปร่วมงานใครเลย งานบวชอ้างติดเรียน งานแต่งงานอ้างติดสอบ ลูกเขาเกิดอ้างติดประชุม ใครป่วยไข้เข้าโรงพยาบาลอ้างติดไปต่างจังหวัด งานศพติดไปต่างประเทศ วันหลังพอเขาเดือดร้อนอะไรขึ้นมา อย่าหวังว่าใครจะช่วย เพราะเราไม่รู้จักการแบ่งเวลาให้กับพวกพ้องเพื่อนฝูงในสังคม

๓. เวลาเพื่อเศรษฐกิจหรือเวลาเพื่อการทำงานเลี้ยงชีพ
    เวลาที่ใช้ในการประกอบอาชีพการงาน เพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีพ ถ้าใครประกอบอาชีพรับราชการ บริษัท ห้างร้าน รัฐวิสาหกิจ รับจ้าง เวลาจะกำหนดไว้ตายตัว เรียกว่าพวกมนุษย์เงินเดือน อีกประเภทหนึ่งคือพวกประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน เงินทอง มีการตั้งเป้าหมาย มีการลงทุน มีการซื้อขาย มีการวางแผน มีการติดต่อประสานงาน ฯลฯ เรียกตัวเองว่าประกอบอาชีพอิสระ คืออิสระจากการมีเจ้านาย แต่ต้องรับผิดชอบตนเอง รวมไปถึงบุคลากรในองค์กรของตน

๔. เวลาเพื่อการปราบกิเลส 
     การที่เรียกใครว่า "คนดี" อย่าคาดหวังว่าจะเป็นคนดี ๑๐๐เปอร์เซ็นต์ คนเรามีทั้งนิสัยดีและนิสัยไม่ดีผสมกันอยู่ทั้งนั้น ใครมีนิสัยดีมากกว่าไม่ดีเขาเรียกว่า "คนดี" ใครมีนิสัยไม่ดีมากกว่านิสัยดีเขาเรียกว่า "คนไม่ดี" เช่นเดียวกัน คนไม่ดีไม่ใช่จะไม่มีดีอะไรเลย มันเป็นส่วนผสมปนๆกัน ต่างกรรมต่างวาระ ตอนแสดงออกมา

      ดังนั้นจึงต้องมีเวลาเพื่อปราบกิเลส ปราบสันดานไม่ดีของตัวเองลองพิจารณาดูว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราดูหนัง ดูละคร ดูบอล ดูไลน์ ดูเฟซบุ๊ค ยังดูได้คราวละเป็นชั่วโมงๆ สละเวลาเพื่อตัวเองในการปราบกิเลสวันละ ๑๐-๑๕ นาทีไม่ยากอย่างที่คิดหรอก


ปราบกิเลสทำอย่างไร
      ก่อนนอนสวดมนต์ให้ได้จบหนึ่งก่อน บทไหนก้ได้ จะว่า "นโม" ต่อด้วย "อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ" ตามด้วย "พาหุง" หรือ "ชะยาสะนากะตา" พระคาถาชินบัญชร บทใดก็ได้ที่ตนถนัด เพราะสวดมนต์เปรียบเสมือนยาทา สวดไปได้สักพักใจก็เริ่มสงบลงสวดเสร็จแล้วต่อด้วยการนั่งสมาธิอีกซัก ๑๐-๑๕ นาที เสมือนยากิน อดทนนั่งให้ได้ เพราะจะทำให้เกิดความสงบภายใน ค่อย ๆ เริ่มคืนละ ๑๐ นาทีก่อน พอถึงเวลาร่างกายจะคุ้นชินตั้งโปรแกรมอัตโนมัติ ไม่เอาเรื่องอื่นมาอยู่ในใจ ใจจะนิ่งของมันเอง

ใจนิ่งแล้วดีอย่างไร
      วันนี้ไปทำงานมาทั้งวัน    ไม่มีใครหรอกที่ทำงานทั้งวันแล้วไม่พลาด ถ้าพลาดแล้วรู้ตัวก่อนพลาดเป็นสิ่งวิเศษ จะได้แก้ไขทัน แต่ที่สำคัญพลาดแล้วยังไม่รู้ตัว ยังหลงว่าตัวเองทำถูก อย่างนี้น่ากลัว แล้วควรจะทำอย่างไร นี่แหละก่อนนอนสวดมนต์สักจบสองจบ พอสวดยาวสักหน่อยใจเริ่มเป็นกลาง พอใจเป็นกลางเท่านั้นแหละ ที่เราทำงานมาทั้งวันผิดถูกอะไรก็ตาม มันจะโผล่หรือผุดขึ้นมาเอง

ผิดถูกโผล่หรือผุดขึ้นมาได้อย่างไร
       "ธรรมดาเมื่อน้ำขุ่นมัวไม่ใส บุคคลย่อมไม่แลเห็นหอยกาบ หอยโข่ง กรวด ทราบ และฝูงปลาฉันใด เมื่อใจมันขุ่น บุคคลย่อมไม่เห็นประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ฉันนั้น"

      ความใสความขุ่นของน้ำมันมีฤทธิ์ต่างกันฉันใด คนที่สวดมนต์กับไม่สวดมนต์ ใจมันขุ่นมันใสไม่เท่ากัน การรู้ การเห็น การให้สติตัวเองจึงไม่เหมือนกันอยู่ตรงนี้ คนหนึ่งกินเหล้าจนกระทั่งหลับไป อีกคนหนึ่งสวดมนต์จนกระทั่งหลับไป มันคลละเรื่องกันเลย เพราะฉะนั้น ใครที่สวดมนต์  ใครที่นั่งสมาธิก่อนนอนเป็นประจำ พอใจนิ่งจะเห็นว่า วันนี้ไปทำผิดทำพลาดอะไรไว้ มันผุดขึ้นมาให้เห็นเหมือนดั่งเห็นหอยโข่ง หอยกาบ เม็ดกรวด เม็ดทราบชัด ๆ มันจะโผล่ขึ้นมาว่า เมื่อตอนกลางวัน ที่คิดว่าถูกมันผิดนี่นา

แล้วจะทำอย่างไรดี
      ถ้าโทรได้โทรเลย โทรไปขอโทษเจ้านาย พรรคพวกเพื่อนฝูง ลูกน้อง ลูกค้า สามี ภรรยา ลูป ที่เราไปพูดจาล่วงเกินเขาถ้าเราผิดแล้วรีบขอโทษเรื่องก็จะจบ เพราะเรื่องไม่ทันข้ามคืน ย่อมให้อภัยกันได้ แต่ถ้าปล่อยเรื่องค้างไว้ข้ามคืน จะกินใจกันลึกลงไป หายโกรธยาก แค่คำขอโทษที่พูดอย่างจริงใจว่าเข้าใจผิดแค่นี้บัญชีบาปปิด พรุ่งนี้เช้าเจอหน้ากันยังคุยกัน คบกันได้ต่อ แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้ บัญชีบาปอันนี้จะกลายเป็นบัญชีแค้น ประเภทที่ว่า "ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย"

     ขณะเดียวกันถ้าทำอะไรดีๆ มาตลอดวัน ประสบความสำเร็จ ได้รับการยกย่องชมเชยมา สวดมนต์หลายๆ บทก็จะยิ่งดี เพราะจะเห็นชัดขึ้นว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น มิใช่ฝีมือเราทำเพียงลำพัง ยังมีผู้บังคับบัญชาเข้ามาช่วย เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง ลูกค้า สามี ภรรยา ญาติสนิทมิตรวหายต่างเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งทางตรงทางอ้อมถึงได้สำเร็จขนาดนี้ ควรโทรศัพท์ไปขอบคุณเขาสักคำ ถ้าโทรไปไม่ติด โทรไปแล้วไม่อยู่ ก็ฝากข้อความฝากขอบคุณเขาผ่านไปยังเพื่อนฝูง สามี ภรรยาเขาให้รับคำขอบคุณจากเราที่มีส่วนช่วยให้งานเราประสบความสำเร็จ หรือไม่สามารถติดต่อผ่านบุคคลได้ ทางสังคมออนไลน์มากมายหลายช่องทางที่จะฝากคำขอบคุณแทนใจได้อย่างดี พร้อมมีภาพประกอบให้เขาปลิ้มๆ ว่าเราประทับใจ ซึ้งใจ รู้คุณค่าที่เขาช่วยเหลือเรา ถ้าทำได้อย่างนี้

๑) ไม่เป็นคนเนรคุณคน
๒) คนที่ช่วยเราเขาปลื้มใจ
๓) วันหลังมีอะไรได้ช่วยกันใหม่
๔) ปิดบัญชีบาป เปิดบัญชีบุญ

     ถ้าไม่อย่างนั้น งานสำเร็จแล้วก็ไม่เคยนึกถึง เก่งอยู่คนเดียว ต่อไปภายหน้าเราจะตกอับเพราะขาดคนช่วย อยู่ตรงนี้อย่าพลาด ถ้าไม่พลาดกลายเป็นว่าบัญชีบุญเปิด บัญชีบาปได้ปิดสนิทแล้วทุกคินไป ไม่มีหนี้อะไรค้างอยู่ในใจอีกต่อไป

      เมื่อเวลาของคนเรามี ๔ เวลา ส่วนมากเรารู้จักแค่เวลาเดียว คือ เวลาทำงาน อย่างนี้ถือว่าดูเบาไปหน่อย ครั้งหน้าจะได้ไม่พลาดอีก คนที่ไม่ดูเวลา ไม่ตรงเวลา คือคนที่จัดระเบียบเวลาไม่ลงตัวนั่นเอง เมื่อจัดระเบียบเวลาไม่ลงตัว คืนคนไม่ตรงเวลา เวลาคลาดเคลื่อน ต่อนี้ไปหมดความมั่นใจ กลัวจะถูกทวงงาน ไม่กล้าสู้หน้าเจ้านาย ผิดพลาดอะไรไม่กล้ารับ เพราะไม่มีความมั่นใจอะไรใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งมันฟ้องว่าเราเป็นคนเอาแต่ใจ เมื่อถูกทวงงานไม่มีงานจะให้เจ้านาย ทำงานไม่ตรงเวลาเรื่องอะไรก็ตามจะต้องมีข้อแก้ตัว แม้กับลูก กับภรรยา กับสามี กับเพื่อนฝูงก็มีแต่ข้อแก้ตัวที่ไม่ตรงเวลา

ข้อแก้ตัวคืออะไร
      คือการโกหกนั่นเอง อย่างมากเป็นความจริงแค่ ๗ ส่วน ความเท็จเสีย ๓ ส่วน ผิดมากพยายามเหมือเป็นผิดน้อย ผิดน้อยแสดงว่าไม่ผิด อยู่ที่ใครโกหก ใครมีข้อแก้ตัวมากเท่าใดก็แสดงว่าเป็นคนโกหกมากเท่านั้น จำไว้เลยว่าโกหกคนอื่น ๑ ครั้ง จะต้องโหหกตัวเองอย่างน้อย ๓ ครั้ง สัดส่วน ๑:๓ เพราะสาเหตุ

       ๑) เตรียมเรื่อง  ไม่เตรียมจะเอาอะไรไปโกหก เตรียมตั้งหลายเรื่อง เลือกเอามาเรื่องหนึ่ง
       ๒) โกหกตามแผน บางคนเตรียมเร็ว คิดแล้วได้เลย ทำตามแผน
       ๓) ต้องตามจำ  เดี๋ยวถูกจับโกหกได้  ถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องสำคัญต้องตามจำกันเป็นปี    เห็นเขามาแต่ไกลต้องรีบเตือนตัวเองว่า วันนั้นโกหกไว้ว่าอย่างไร ถ้าเผลอเมื่อไรเดี๋ยวเขาจับได้ว่าเราโกหก ยิ่งถ้าโกหกภรรยาแล้วเราระแวงขุ่นใจอยู่ อาจต้องจำเรื่องที่โกหกนั้นไว้ตลอดชีวิต เพราะจะถูกถามเรื่องนี้ไปจนตาย ตอบผิดเมื่อไรบ้านแตกเมื่อนั้น

   เมื่อเป็นอย่างนี้บ่อยๆ ในเรื่องจึงมีแต่เรื่องโกหกที่ต้องตามจำ วันหลังพูดจริงๆ ยังไม่วายสงสัยว่าที่พูดไปโกหกหรือเปล่า ถ้าถึงจุดนี้แล้วโรคอัลไซเมอร์ หรือภาวะสมองเสื่อมเริ่มถามหาแน่นอน จึงต้องบริหารเวลาให้ดี เพื่อมิให้บั่นปลายชีวิตโรคอัลไซเมอร์มาเยี่ยมเยือนตามกฏแห่งกรรม

     เมื่อเราทำอะไรไม่ตรงเวลา เราก็ต้องโกหก สับสนไปหมด หลับตาลืมตาใจไม่เป็นสมาธิ ความมั่นใจหดหายไป ความเครียดความฟุ้งซ่านเริ่มมาเยือน ทำอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ กลับมาถึงบ้านก้เบื่อบ้าน เบื่องาน เลิกงานไม่รู้จะไปไหนเริ่มไปกับเพื่อน จุดจบแต่ละวันจะอยู่ที่ไหนได้ นอกจากร้านคาราโอเกะบ้าง วงเหล้าบ้าง วงการพนันบ้าง สารพัดแหล่งบังเทิงเริงรมย์ 

    ส่วนแม่บ้าน ถ้าเหงาพ่อบ้านไม่กลับบ้านตรงเวลาแล้วทำอย่างไร  ก็ชวนเพื่อนมาที่บ้านหรือออกไปตามแหล่งบันเทิง แหล่งนัดพบ บ้างก็เม้าส์แตกแหละกระจาย ตั้งวงเบียร์ วงไพ่ พากันไปช้อปปิ้ง เสริมสวย ลูกจะไปกับเพื่อนก็ปล่อยไปตามประสา ตลลงกลายเป็น "บ้านนี้หนีปัญหา" อยากจะแก้ไข ถึงคิดอยากจะแก้ก็ไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหน

      ใครที่พ่อบ้านไม่ค่อยจะกลับบ้าน แม่บ้านจมอยู่ในวงไพ่ ต่างคนต่างเกิดอาการเบื่อคู่ครองลูกเบื่อการเรียน นึกอะไรไม่ออกว่าจะแก้ไขได้อย่างไร ง่ายมาก ไปเริ่มทำบ้านให้สะอาดก่อนเป็นลำดับแรก แล้วจะเห็นหนทางไปตามลำดับ 

โทษของการไม่ตรงเวลา 
     การไม่ตรงเวลา  คือ  ความล้มเหลวในการบริหารเวลาเพื่อป้องกันกำจัดทุกข์ ๔ ของตนเอง  ซึ่งใครจะประพฤติปฏิบัติกำจัดทุกข์แทนก็ไม่ได้

๑) การกำจัดทุกข์จากสรีระ
๒) การกำจัดทุกข์จากสังคม
๓) การกำจัดทุกข์จากอาชีพ
๔) การกำจัดทุกข์จากกิเลส

ความล้มเหลวในการบริหารเวลา เกิดจาก
       ๑. การเห็นปัญหาและวิธีการกำจัดทุกข์ ๔ ของชีวิตไม่ครบ-ไม่ชัด
     ๒. การจัดลำดับความสำคัญ ความเร่งด่วน และการใช้เวลาในการปฏิบัติภารกิจกำจัดทุกข์แต่ละชนิดยังไม่เหมาะสม
       ๓. การขาดสติสัมปชัญญะ ขณะปฏิบัติภารกิจกำจัดทุกข์นั้น ๆ ความบกพร่องในการบริหารงาน บริหารเวลา เพื่อการกำจัดทุกข์ ๔ ของชีวิตแต่ละประการ ล้วนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ใหญ่นานาชนิดแก่ชาวโลกตลอดมา เช่น

- การไม่ตรงเวลา  ในเรื่องการกิน - นอน - ตื่น - ขับถ่าย - อาบน้ำชำระร่างกาย - แปรงฟัน ฯลฯ เป็นการเพิ่มสรีรทุกข์

- การผิดนัด กับสมาชิกในครอบครัว เพื่อนบ้าน การไม่ให้การศึกษาบุตรในวัยเรียน การไม่ดูแลพ่อแม่ผู้ชรา ฯลฯ เป็นการเพิ่มทุกข์จากสังคม

- การทำงานไม่เสร็จตามกำหนด การส่งสินค้าล่าช้ากว่ากำหนด การชำระเงินล่าช้า การไปทำงานสาย การเลิกงานก่อนเวลา ฯลฯ เป็นการเพิ่มทุกข์จากการเลี้ยงชีพ

- การถือฤกษ์ยาม การไม่สวดมนต์ไหว้พระ เจริญสมาธิ แผ่เมตตาก่อนนอน การไม่ไปวัด ไม่รักษาอุโบสถศีลในวันพระ ฯลฯ เป็นการเพิ่มทุกข์จากกิเลส

 

    การไม่ปฏิบัติภารกิจ เพื่อป้องกันกำจัดทุกข์ ๔ ของชีวิตให้ครบถ้วนถูกต้อง สมบูรณ์ ตรงตามเวลา จัดเป็นกรรมชั่วเบื้องต้น เพราะเป็นเหตุให้ขาดความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเองและส่วนรวม สำคัญที่สุดคือ เป็นเหตุให้พูดเท็จและนิสัยเสียต่าง ๆ เช่น 

ถ้าเป็นคนตรงต่อเวลา นอกจากจะรักษาศีลข้อ ๔ ได้อย่างดีแล้ว จะเป็นคนจริง

      ที่ทำงานถ้ามีปัญหา ยังนึกอะไรไม่ออก เริ่มทำความสะอาดสำนักงาน จัดระบบระเบียบสำนักงานใหม่รื้อแยกเอกสารที่จำเป็นต้องเริ่มต้นที่ความสะอาด มิฉะนั้นจะทำอะไรไม่ได้ คือการมองเข้ามาดูตัวเอง เพื่อมองดูความประพฤติที่หละหลวมในชีวิตประจำวัน แล้วเริ่มแก้ไขเป็นเปลาะๆ ไป ปัญหาจะหมดไปอย่างไม่น่าเชื่อ

        เวลาสร้างวัดเหนื่อยกันสายตัวแทบขาด อาบเหงื่อต่างน้ำกันทุกวัน กว่าวัดจะเป็นวัดได้อย่างทุกวันนี้ ดังนั้น ใครที่หวังจะรวย หวังจะรุ่งเรืองโดยไม่ทำงานอะไรเลย ไม่คิดจะโชกเหงื่อ คิดแต่จะเอาโชคช่วย จะโชกด้วยน้ำตาแทน คนโบราณเตือนว่า ถ้าใครไม่ยอมเหนื่อยไม่ยอมเสียเหงื่อ เหงื่อมันจะใน กลายเป็นน้ำตา

 

 

สรุป

  • การเป็นคนไม่ตรงต่อเวลา ทำให้ขาดความมั่นใจ ไม่กล้าสู้หน้า ไม่กล้ารับผิดชอบ ไม่กล้ารับปาก กลายเป็นคนวิ่งหนีปัญหา ทำให้พูดออกไปแบบขอไปที เมื่อถูกซักถามขอเหตุผล ทำให้ต้องพูดโกหก
  • เมื่อเกิดความไม่มั่นใจ ไม่กล้าสู้หน้า ไม่กล้ารับผิด หรือทำให้เกิดโทสะจึงตอบโต้ด้วยการพูดคำหยาบ ผิดศีลข้อที่๔
  • เมื่อมีการพูดโกหก พูดคำหยาบ บ่อยๆ จนเป็นนิสัย ทำให้เกิดความชินชา ไม่รู้สึกผิด มีจิตใจหยาบกระด้างมักโกรธ เอาแต่ใจตัวเอง
  • เมื่อจิตใจมักโกรธ เอาแต่ใจตัวเอง ทำให้เป็นคนขาดเหตุผล ชอบโทษผู้อื่น ไม่เคยสำนึกว่าต้นเหตุทั้งหมดเกิดจากความมักง่ายของตัวเราเอง เกิดปัญหาครอบครัว ปัญหาที่ทำงาน / โรงเรียน ท้ายสุดเป็นปัญหาชีวิต
  • เมื่อคนใกล้ตัว เช่นบุตรหลาน คนในครอบครัว เพื่อน หรือลูกน้องที่ทำงาน ต้องสัมผัสกับการพูดโกหก พูดคำหยาบพูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อบ่อยๆ ทำให้เกิดการซึมซับว่าสิ่งหยาบคายไร้ระเบียบเหล่านี้ถูกต้อง เป็นเรื่องปกติ ถ่ายทอดนิสัยไม่ดีสืบต่อกันไป

 

    

................................................................................................................
จากหนังสือ ความดีสากล
โดย พระราชภาวนาจารย์   วิ.(เผด็จ ทตฺตชีโว)