คุณยายผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย

วันที่ 31 พค. พ.ศ.2560

คุณยายผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย

 

 

"ข้าวแต่ละเม็ดที่ยายได้มานี่ ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ นะ ต้องไปรบกับกิเลส เขา"

 

พระครูปลัดภูเบศ ฌานาภิญฺโญ

อายุ ๕๐ ปี

เข้าวัด เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๕

การศึกษาทางโลก  วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การศึกษาทางธรรม  นักธรรมเอก

งานพระศาสนา  ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย

 

ตั้งผังงาน

               คุณยายเป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย คำนี้มาอย่างไร

               คุณยายได้ตั้งผังงานการสร้างวัดเอาไว้ว่า "ตามทีม ตามทุน เผยแผ่ธรรม" เวลาตามทีมนักสร้างบารมี ท่านตามที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗  ท่านวางรากฐานของ การทำงานเป็นทีมได้อย่างยอดเยี่ยมท่านบอกว่า "พวกเรามีความคิดเห็นต่างกันได้ โต้เถียงกันได้ แต่อย่าโกรธกันนะ"

               เมื่อก่อนพวกเราแสวงหาว่า เราเกิดมาทำไม มาจากไหน เป้าหมายของชีวิตอยู่ที่ไหน อะไรเป็นแก่นสาร เป็นสาระของชีวิต ไม่มีใครให้คำตอบเราได้ จนกระทั่งมาเจอคุณยาย

               การสร้างบารมี เราเดินไปคนเดียวไม่ได้ ต้องเดินเป็นหมู่คณะ เปรียบหมู่คณะของพวกเราเหมือนเรือใหญ่ ลำหนึ่ง มีหลวงพ่อธัมมชโยเป็นกัปตันเรือ คุณยายเป็นหางเสือ หลวงพ่อทัตตีโวเป็นใบเรือ พวกเราเป็นลูกเรือ เรือแล่นไปในมหาสมุทรใหญ่ ที่มีคนมากมายกำลังลอยคออยู่ เราก็ช่วยกันฉุดช่วยกันดึงขึ้นมาบนเรือ เริ่มต้นจากไม่กี่สิบคน จนเพิ่มมาเรื่อยๆ เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน

              ในยุคแรกๆ คนที่มาช่วยกันสร้างวัด เจอเหมือนกันหมด คือ เรื่องอภิญญาของคุณยายทำให้เราสอนตัวเองตลอดเวลาว่า เรื่องที่นักสร้างบารมีไม่ควรคิด ก็อย่าคิดไม่ควรทำ ก็อย่าทำ เพราะกลัวว่าคุณยายรู้วาระจิต แล้วจะอายท่าน

ความกลัวของคุณยาย

                 ประการที่หนึ่ง สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำยังมีชีวิตอยู่ คุณยายกลัวหลวงพ่อวัดปากน้ำจะตำหนิท่านว่า ไอ้ขี้ไต้เพราะฉะนั้นคุณยายจะเข้มงวดกับตัวเอง จนกระทั่งได้รับคำชมจากหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า "หนึ่งไม่มีสอง"

                ประการที่สอง คือ "กลัวบาป" หิริโอตตัปปะ คือความละอาย และความเกรงกลัวต่อการทำความชั่ว คุณยายมีหิริโอตตัปปะอยู่เต็มหัวใจ นั่นคือคุณยายเป็นเทวดา ตั้งแต่ครองร่างเป็นมนุษย์แล้ว

อย่ากินทิ้งกินขว้าง

               เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๑๗  ก่อนที่คุณยายและหลวงพ่อธัมมชโยจะย้ายมาอยู่ที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมสมัยนั้นอาหารการกินไม่ค่อยสะดวก พอคุณยายย้าย มาปักหลักฐานแน่นอนแล้ว อาหารการกินของเราดีขึ้นมาก ท่านจะสอนเสมอว่า

               "จะกิน มีปัญญากิน กินไปเถอะ แต่อย่ากินทิ้งกินขว้างนะ กินให้หมด ข้าวแต่ละเม็ดที่ยายได้มานี่ไม่ใช่ ได้มาง่ายๆ นะ ต้องไปรบกับกิเลส เขา"

                ข้าวสวยของคุณยายที่หุงถวายพระ ใสเหมือนแก้วไม่มีเศษสกปรกปนเลย เพราะคุณยายเก็บสิ่ง สกปรกออก ทุกเม็ด

                คุณยายอธิษฐานทุกครั้งว่า "คนที่รับประทานข้าวของยาย ขอให้สิ้นกิเลส สิ้นอาสวะ"

บริหารคน บริหารงาน

                คุณยายยังเป็นนักบริหาร เรียกว่า   Put the right man on the right job ชัดเจนที่สุด คือท่านจัดสรรงาน ให้เหมาะสมกับพวกเราแต่ละคน และเป็นแบบอย่างให้พวกเราทำงานโดยไม่เกี่ยงว่างานนี้เป็นงานของใคร

                ยุคนี้เราเกิดมาเอาบุญสร้างบารมีกัน หลวงพ่อกับคุณยายพาเรามา ตรงหน้านี่เป็นทะเลบุญ ใครตักได้ตัก ใครเอาได้มากเท่าไร เอาให้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นงานเก็บขยะเก็บเสื่อ จัดรองเท้า ขัดห้องส้วม หรืองานอะไรก็ตาม เรามองเห็นเป็นบุญทั้งหมด

                เพราะฉะนั้นเรื่องที่ว่าจะสร้างลานธรรมสร้างธรรมกายเจดีย์ เราเป็นเจ้าภาพพระธรรมกายประจำตัว องค์หนึ่งแล้ว เราจะมากราบพระเพียงองค์เดียวของเราที่สร้างนั้นมันไม่ใช่วิสัย ต้องกราบพระทั้งเจดีย์ กราบพระพุทธเจ้าให้หมดธาตุหมดธรรม ซึ่งมีจำนวนมากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้งสี่ เราต้องทำ เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกๆ คน

เตือนอย่างนุ่มนวล

                เวลาคุณยายจะเตือนเรา คุณยายเตือนด้วยความนุ่มนวลที่สุด ครั้งหนึ่งมีการซ่อมกุฏิคุณยาย เมื่อเข้าไป ทำงานตรงนั้น รู้ว่าคุณยายละเอียด อาตมาดูแลเต็มที่อย่างใกล้ชิด แต่ก็มีจนได้ เจอคุณยายท่านพูดขึ้นว่า "นี่ท่านเคยมีคนมาเล่าให้ยายฟังนะว่า มีหมอผ่าตัดคนไข้ พอผ่าตัดเสร็จ แล้วลืมมีดผ่าตัดไว้ในท้องคนไข้ เย็บเสร็จเลย ยายได้ยินแล้วยายขำ บอก เอ้อ หมอขี้ลืมแบบนี้มีด้วยหรือแต่วันนี้ยายเชื่อแล้ว"

                คราวนี้ขนลุกเตรียมจะร่วง รู้แล้วงวดนี้หวยออกที่เรา "เมื่อคืนนี้ยายมาเดินรอบกุฏิ มองขึ้นไป เอ๊ะ มันแสงอะไรบนฝ้าเพดาน ยายเห็นแสงสว่างรอดริ้วฝ้าลงมาสงสัย ช่างเขาขึ้นไปทำงานเสร็จแล้ว เขาลืมปิดไฟหรือเปล่าท่าน ลองไปดูหน่อยสิ ตอนนี้ยายเชื่อแล้วนะว่า หมอนี่เวลาเขาผ่าตัด เขาลืมเครื่องมือไว้ในท้องคนไข้ได้"

                นี่คือวิธีการเตือนของคุณยาย เตือนแล้วจำจนตายแล้วก็รู้สึกชื่นใจด้วย จึงได้จำแล้วเอาไปทำ คุณยายจะไปตรวจวัดแบบนี้ ไปทุกตารางนิ้วในวัด ๑๙๖ไร่ท่านไปหมด

               พอถึงเวลาฉันน้ำชานะ คุณยายมาอีกแล้ว "นี่ท่าน" เอาอีกแล้วทุกคนตัวตั้ง งวดนี้ใคร

                "ยายเจอลวดผูกเหล็กมันไปอยู่ที่สนามหญ้า เออใช้แล้วมันต้องเก็บให้ดีนะ มันสมบัติพระศาสนา ของทุกสิ่ง ทุกอย่างเราใช้บนหัวคนนะ"

                คุณยายพูดแล้วพูดอีกท่านบอกว่า "ดูแลงานก่อสร้างให้ดีอย่าให้รั่วไหลนะ อย่าให้ผิดพลาด เพราะเราใช้สมบัติบนหัวชาวบ้านสลึง สอง สลึง เขาจบขึ้นหัวนะท่าน อธิษฐานแล้ว อธิษฐานอีก ระวังนะ เดี๋ยวจะได้บุญไม่คุ้มบาป"

                ได้ยินแล้วขนลุกเลย นี่คือความละเอียดของคุณ ยายท่านรักเรา ป้องกันไม่ให้พวกเราบาป ตอนนั้นสร้างโบสถ์ ตะปูหล่นมา เราต้องคอยตามเก็บทำให้ช่างดู ตะปู ตัวหนึ่งไม่กี่สลึง แต่เราต้องฝึก เพราะคุณยายฝึกเรามา

ความสงบสยบปัญหา

               วัดพระธรรมกายของเราเริ่มต้นแบบนั้นจริงๆ เงิน ๓,๒๐๐ บาทที่คุณยายให้มาเริ่มต้นมีที่มามีที่ไป แล้วก็มาถึงทุกวันนี้ พวกเราต้องเอาอย่างคุณยาย มองผลประโยชน์ ของพระศาสนาสมบัติพระศาสนา มองงานสร้างบารมีเป็นหลัก แล้วคุณยายใช้วิธีอย่างหนึ่ง คือ ให้ไปนั่งสมาธิ ท่านทำตัวอย่างให้ดู

              บางครั้งจะทำอะไรมันก็ไม่ได้ดั่งใจเหมือนกัน แต่ท่านเงียบ ไม่พูด ไม่เถียงท่านเข้ากุฏิ นั่งภาวนาดูสิว่า ปัญหามันอยู่ตรงไหน จะแก้อย่างไร ใช้ปัญญาทั้งสิ้น ใช้ความสงบสยบปัญหา เอาชนะอุปสรรคทุกอย่าง

              นี่คือคุณยาย เรื่องนี้เราเอาไปใช้ได้นะ ครองบ้านครองเรือน หรือไปดูแลธุรกิจการงาน มีอะไรไม่พอใจ อย่าเพิ่งระเบิด ให้สงบ ให้นิ่งเอาไว้ให้มากๆ เราเป็นลูกหลานคุณยาย ให้คิด พูด และทำให้ได้อย่างคุณยาย และเป็นอย่างคุณยาย เราก็จะไปทันคุณยาย

ปฏิบัติหน้าที่จนวาระสุดท้าย

              ชาวโลกทำงานและปลดเกษียณพักผ่อนเมื่ออายุ ๖๐ ปี แต่คุณยายเริ่มสร้างวัดเมื่ออายุ ๖๑-๖๒ ปี จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แม้อยู่ในห้องไอซียูบนเตียงคนป่วย ท่านยังได้ถวายผ้าไตรจีวรกับหลวงพ่อทัตตชีโวท่านสอนเราและเป็นตัวอย่างให้เราจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย

               โดยส่วนตัวของคุณยายท่านประหยัดกระเหม็ดกระแหม่ แต่กับส่วนรวม กับพระศาสนาแล้ว ใจคุณยายใหญ่ คือจะรื้อสัตว์ขนสัตว์กัน จะให้ทุกคนเข้าถึงธรรมกายให้ได้หมดทั้งโลก หมดทั้งจักรวาล

                คุณยายละสังขารไปแล้ว ก็ให้ทำเหมือนอย่างคุณ ยายมีชีวิตอยู่นั่นแหละ มาสร้างลานธรรม รัตนบัลลังก์ ถ้าเราสร้างให้ตัวเราเอง เราก็ได้บุญชั้นหนึ่งแล้ว เราบูชาคุณกับคุณยาย เราได้ ๒ ชั้น คือคุณยายได้ แล้วเราก็ได้ด้วย

                คุณยายเป็นสมณเทพบุตรอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต คอยอนุโมทนาบุญกับพวกเราทุกๆ คนอยู่แล้ว ถ้าคุณยาย บูชาธรรมหลวงพ่อวัดปากน้ำ เราก็ได้อีกชั้นหนึ่ง เป็น ๓ ชั้นทับทวีขึ้นไปอีก

               ถ้าหากเราไปชวนคนอื่นอีก เราก็ได้ตั้ง ๔ ชั้น ๕ ชั้นไปแล้ว หากเรามองต่อไปอีกว่า ถ้าหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยาย บูชาพระพุทธเจ้านับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วนทับทวีไปหลายทบหลายชั้น เราก็ได้บุญทับทวีตามไปด้วยทับทวีนับอสงไขยไม่ถ้วน

               แล้วเมื่อนั้น...สังคมแห่งคนดีจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน