เหนือคำบรรยาย โดย กัลฯ ดวง บงกชเกตุสกุล

วันที่ 21 มิย. พ.ศ.2560

เหนือคำบรรยาย

โดย กัลฯ ดวง บงกชเกตุสกุล

 

 

"คุณจำเอาไว้ง่ายๆ นะ

ทำอะไรที่ใจเข้ากลาง (ศูนย์กลางกาย) ก็คือบุญ

ทำอะไรที่เอาใจออกนอกกลาง ก็เป็นบาป"

 

กัลดวง บงกชเกตุสกุล

อายุ ๔๗  ปี

เข้าวัด เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๒

การศึกษาทางโลก ปริญญาโท คอมพิวเตอร์

 Kenedy Western University, U.S.A.

อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว บริษัท ไมโคร ซัน ซิสเท็ม จำกัด

งานสร้างบารมีทำหน้าที่กัลยาณมิตร และผู้นำบุญภาคนครหลวง ๕

 

                      ธรรมะที่คุณยายได้มอบไว้ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๔ – ๒๕๒๕ เป็นสิ่งอันทรงคุณค่ายิ่งสำหรับผม ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมได้มีโอกาสเตรียมอาหารเช้ามาถวายพระที่วัดพระธรรมกาย ตลอดระยะเวลาสองปี ไม่เคยเว้นเลยแม้แต่วันเดียว จะง่วงเหงาหาวนอน หรือเหน็ดเหนื่อยจากงานเพียงใดก็ตาม ผมก็ยังคงนำอาหารมาทำบุญทุกเช้า

                       ตอนเย็น ผมจะไปซื้อกับข้าวแล้วเตรียมเครื่องปรุงต่างๆ ให้พร้อมตั้งแต่หัวค่ำ พอตื่นนอนตอนเช้า ๐๔.๓๐ น. ก็ลุกขึ้นมาปรุงอาหารด้วยตัวเอง เสร็จแล้วอาบน้ำแต่งตัวขับรถ มาถึงวัดประมาณ ๖ โมงเศษๆ เพื่อจะได้เตรียมอุ่นอาหารบางอย่างก่อนถวายพระที่ศาลาดุสิต

                        ระหว่างพระฉันอาหาร พวกเรา (อุบาสก อุบาสิกา และเจ้าภาพที่มาถวายภัตตาหาร) จะสวดมนต์ทำวัตรเช้า พอสวดมนต์เสร็จ ก็เป็นเวลาที่พระฉันเสร็จพอดี หลังจากรับพรพระแล้ว พวกเราจะมาทานอาหารกันที่ครัวหน้า (อาคารยามา)นั่งกันเป็นแถวยาวหันหน้าเข้าหากัน

                         คุณยายจะเดินออกมาตรวจที่ครัวทุกวันท่านจะทักทายสาธุชนที่มาทำบุญ ด้วยการยกมือไหว้ก่อนอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนและงดงาม พร้อมกับพูดว่า "เอาเลย คุณ...ตามสบายนะ ขอให้ได้บุญเยอะๆ นะ"

                         บางวันพอคุณยายเดินมาถึงพวกเราที่กำลังนั่งรับประทานอาหารท่านได้ยินเสียงช้อนขูดจานเพื่อกวาดเม็ดข้าวต้มเสียงดังท่านจะสอนว่า "ให้ทำเสียงเงียบๆ เรากินข้าวไม่ได้ถืออาวุธไปรบกับใคร" แล้วท่านยังพูดอีกว่า "กินให้อิ่มๆ นะ กินให้หมด อย่ากินทิ้งกินขว้าง"

                        พอพวกเราทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนออกจากวัดเพื่อไปทำงานตามปกติ หากยังพอมีเวลา เราจะเอาบุญกวาดใบไม้บริเวณหน้าศาลาดุสิต อาคารยามา ศาลาจาตุมหาราชิกา และที่หน้าโบสถ์ แล้วแต่ว่าเวลาจะอำนวย

                       ครั้งหนึ่ง ผมเดินถือไม้กวาดออกมา เพื่อกวาดใบไม้บริเวณริมสระข้างศาลาดุสิต พบคุณยายกำลังนั่งถอนวัชพืชอยู่ที่สนามหญ้า ผมจึงเข้าไปกราบท่าน

                       "คุณยายทำอะไรครับ" ผมถามคุณยายซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาถอนวัชพืช

                       "ยายถอนพวกวัชพืชที่มันขึ้นแซมทิ้งไป" คุณยายตอบพลาง ถอนหญ้าไปพลาง

                       "คุณยายไม่เหนื่อยหรือครับ แล้วเมื่อไรมันจะหมดครับ" ผมถามคุณยายแบบเด็กๆ คุณยายตอบว่า "เราค่อยถอนค่อยเก็บไป มันก็ต้องหมดเข้าสักวัน" ผมถามคุณยายต่อไปว่า "คุณยายครับ มีคนเขามาถามปัญหาหลวงพ่อทุกวัน หลวงพ่อก็ตอบทุกวัน เป็นหลวงพ่อนี่มีงานมากเหมือนกันนะครับ ต้องตอบปัญหาซ้ำ ๆ ซากๆ แล้วปกติเราจะทำความดี และทำบุญได้เวลาใดบ้างครับ" คุณยายหยุดถอนหญ้า หันหน้ามองผมและเมตตาสอนผมว่า

                         "คุณรู้ไหม เรื่องนี้ง่ายนิดเดียว ยายน่ะไม่รู้หนังสือสักกะตัวเดียว แต่ยายทำบุญและรักษาศีลได้ตลอดเวลาเลยคุณจำเอาไว้ง่ายๆ นะทำอะไรที่ใจเข้ากลาง (ศูนย์กลางกาย) ก็คือบุญทำอะไรที่เอาใจออกนอกกลางก็เป็นบาป

                          ดูอย่างยายสิ ยายถอนหญ้าไป ยายก็ระลึกชาติไปพร้อมกันได้ ยายไปดูว่าชาติก่อนยายไปทำอะไรมาบ้าง ยายก็เข้ากลางไปเรื่อยๆ ยิ่งเข้ากลางไปเรื่อยๆ เราก็ยิ่งมีศีลบริสุทธิ์ขึ้น ใจก็ละเอียดขึ้น และบุญก็ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ คุณจำไว้นะ จะทำอะไรก็แล้วแต่ ให้ใจอยู่ที่กลางตลอดเวลานะคุณเอาอาหารมาถวายพระทุกวัน ให้ใจอยู่ที่กลาง คุณจะได้บุญมากนะ คุณรู้ไหม ยายเอาอาหารที่คนเขามาให้ยายทาน ไปถวายพระพุทธเจ้าทุกวัน เจ้าของเขาก็จะได้บุญมากด้วย"

                         คำสอนของคุณยายประโยคเดียว แต่ประทับใจผมมากกะทัดรัดและลุ่มลึก ผมรู้สึกเคารพรักคุณยายและหลวงพ่อมากในชีวิตผมนึกถึงแต่หลวงพ่อทั้งสองและคุณยายมาโดยตลอด

                         ผมไม่เคยมองว่าคุณยายเป็นแม่ชี ผมระลึกเสมอว่าคุณยายเป็นพระมาตลอด มิได้เป็นเพียงพระของผมเท่านั้นแต่คุณยายยังเป็นพระของทุกคนที่อยู่ใกล้ และรู้จักคุณยาย เรื่องนี้คนที่อยู่ใกล้ชิดคุณยายก็คงรู้สึกเช่นเดียวกับผมอย่างแน่แท้ แม้แต่ล็อคเก็ตคุณยาย ผมก็เรียกว่า ล็อคเก็ตพระยายเพราะผมรู้สึกว่าคุณยายเป็นพระ และผมสังเกตว่าพระภิกษุท่านก็นับถือคุณยายเช่นกัน

                        ยังมีอีกหลายเรื่องที่เมื่อคุณยายเอ่ยขึ้นมาทำให้ผมต้องทึ่ง และหยุดสักถามเรื่องอื่นๆ ที่จะเกี่ยวโยงต่อไปทันทีเพราะ "คำตอบของยาย คือทุกสิ่ง"

                       ผมคงไม่อาจสรุป และบรรยายประสบการณ์ของผมที่มีต่อคุณยายได้มากกว่านี้ คงพูดได้แต่เพียงว่า "ธรรมะของคุณยาย เหนือคำบรรยายจริงๆ"