ปูชนียาจารย์ที่ควรแก่การเคารพบูชา

วันที่ 05 มิย. พ.ศ.2560

ปูชนียาจารย์ที่ควรแก่การเคารพบูชา

 

 

"อย่าโกงตัวเอง

อย่าดูถูกตัวเอง และ อย่าหลงตัวเอง"

พระปลัดสุธรรม สุธัมฺโม

อายุ ๔๘  ปี

เข้าวัด เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๗

การศึกษาทางโลก  นิติศาสตร์บัณฑิต

มหาวิทยาลัยรามคำแหง

การศึกษาทางธรรม  นักธรรมเอก

งานพระศาสนา  ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย

 กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิธรรมกาย

 เลขาธิการสภาธรรมกายสากลแห่งประเทศออสเตรเลีย

ชีวิตที่หักเห

                 อาตมาภาคภูมิใจที่ได้มาพบคุณยาย มาร่วมสร้างบารมีกับหมู่คณะพี่น้องในวงศ์บุญ และสามารถกล่าวได้เต็มปากเต็มคำทีเดียวว่า คุณยายอาจารย์ เป็นบุคคลที่หาได้ยาก เป็นบุคคลผู้มีชีวิตที่ประเสริฐ เป็นปูชนียาจารย์ที่ควรแก่การเคารพบูชา

                 เพราะตลอดชีวิตของอาตมา จนกระทั่งบวชอุทิศชีวิตให้กับพระพุทธศาสนามาถึงทุกวันนี้ ก็ด้วยความเมตตาจากท่านช่วยอบรมพร่ำสอน เป็นต้นแบบที่ดีงามและสร้างแรงบันดาลใจให้อาตมาหันเหชีวิตที่หลงผิด ให้กลับเข้ามาสู่เส้นทางธรรม มุ่งมั่นฝึกฝนตนจนมั่นคงในอุดมการณ์และวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของชีวิตว่า เราเกิดมาเพื่อสั่งสมบุญบารมี เพื่อขัดเกลาสิ่งที่ไม่ดีออกจากตัวปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย แล้วขยายวิชชาธรรมกายไปสู่ชาวโลก

                 ในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. ๒๕๑๗  ขณะนั้นอาตมาอายุ ๒๒ ปี เป็นนักดนตรีฮิปปี้ผมยาว ได้ไปกราบคุณยายที่บ้านธรรมประสิทธิ์ เมื่อทราบวัตถุประสงค์ว่าอาตมาอยากจะมากราบพบท่าน เพื่อศึกษาธรรมปฏิบัติท่านก็บอกว่า "วันนี้เป็นวันพฤหัสบดี ให้ไปปฏิบัติธรรมที่หอสังเวชฯ เพื่อฟังเทปเสียงของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญสอนการปฏิบัติธรรมเบื้องต้น ประมาณ ๑ ชั่วโมง"

                  เมื่อฟังจบแล้ว ก็ย้อนกลับไปหาท่านใหม่ คราวนี้ท่านทักทันทีเลยว่า

                 "นี่คุณ คุณเอาสังขารไปถล่มทลายทำไม น่าจะเรียนหนังสือให้จบ จะได้เป็นที่พึ่งของพ่อแม่ เป็นตัวอย่างที่ดีของน้องๆ"

                 อาตมาตกใจมาก เพราะตั้งแต่พบท่านยังไม่ได้พูดคุยถึงประวัติส่วนตัวกันเลย แต่ทำไมท่านรู้เรื่องของเราหมดอาตมาเป็นลูกคนโต ในจำนวนพี่น้อง ๕ คนและหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ ๑๕ ปีเศษ ไม่ยอมเรียนหนังสือต่อ ละทิ้งกลางคัน ไปคบคนพาล หลงผิดใช้ชีวิตเพลิดเพลินกับแสงสีอบายมุข และสุรายาเมาเป็นอาจิณ

                  แต่ด้วยญาณทัสสนะที่แม่นยำของคุณยายทำให้อาตมาน้ำตาซึม แล้วนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ วันแรกที่ได้พบคุณยาย วันนั้นถือได้ว่าเป็นวันเริ่มต้น ชีวิตใหม่ของอาตมา เปรียบเสมือนเราเดินหลงทางในท่ามกลางความมืดมิดมาตลอด และเริ่มมองเห็นแสงสว่างรำไร เห็นหนทางที่จะเดินออกจากความมืดได้อย่างแน่นอน

เริ่มต้นชีวิตใหม่

                  ในวันอาทิตย์ต่อมา อาตมาจึงไปบ้านธรรมประสิทธิ์และได้พบกับคุณยายอีกครั้งหนึ่งท่านแนะนำให้นั่งสมาธิพร้อมกับญาติโยมหลายท่าน ต่อมาอาตมาก็ไปบ้านธรรมประสิทธิ์อย่างสม่ำเสมอ

                  วันหนึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านได้ชี้ขุมทรัพย์และให้กำลังใจว่า

                  "สุธรรม ชีวิตยังไม่สายนะ ให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ตั้งใจเตรียมตัวสอบเทียบและเรียนให้จบปริญญา ไม่ต้องกังวลและไม่ต้องไปแข่งขันกับใคร ให้แข่งกับตัวเรา เพราะคนเราจะดีหรือเลวไม่ได้อยู่ที่คำชม หรือคำด่าของใคร แต่อยู่ที่การกระทำของเราเอง"

                  คุณยายอาจารย์ก็ให้กำลังใจว่า "เอาบุญเป็นที่พึ่ง อย่าวิตกกังวล แล้วยายจะช่วย"

                 ด้วยความเคารพเชื่อฟังท่านทั้งสอง ขณะนั้นแม้จะเข้าวัดใหม่ อินทรีย์ยังอ่อนเสมือนเด็กทารกน้อยในทางธรรม ซึ่งท่านกำลังประคับประคองอยู่ แต่ก็ตั้งใจทำตามโอวาทของท่าน โดยนั่งธรรมะวันละ ๗-๘  ชั่วโมง คือ เช้า สาย บ่าย ค่ำ และหมั่นไปบ้านธรรมประสิทธิ์ เพื่อไปพบกับท่านทั้งสอง ได้อยู่ใกล้ท่านแล้วเรามีกำลังใจ มีความอบอุ่น และยิ่งปฏิบัติตามโอวาทของท่านและมุ่งมั่นเอาบุญเป็นที่พึ่ง ในที่สุดก็ผ่านอุปสรรคของชีวิตช่วงนี้ไปได้

เดินตามต้นแบบ

                  ต่อมาก็ได้รับคำแนะนำจากท่านให้ไปร่วมบุญที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมในวันอาทิตย์ต้นเดือน และมีโอกาสเข้ารับการอบรมธรรมทายาทรุ่นที่ ๔ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘  ซึ่งเป็นปีที่คุณยายอาจารย์และพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ย้ายจากบ้านธรรมประสิทธิ์มาอยู่ที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม (วัดพระธรรมกาย) ทำให้อาตมามีโอกาสสมาคมกับคนดี มีหมู่คณะเพิ่มขึ้น ได้รับการอบรมจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว เห็นแบบอย่างที่ดีของพระเถระรุ่นบุกเบิก และธรรมทายาทที่ตั้งใจสร้างบารมี ซึ่งหลายท่านต่อมาได้เป็นอุบาสกและบวชเป็นพระภิกษุที่วัดพระธรรมกาย จึงทำให้อาตมามีเป้าหมายชีวิต เห็นภาพของการประพฤติพรหมจรรย์ว่าเป็นสิ่งที่ดี

                 เมื่อเสร็จสิ้นการอบรม ก็มีความรู้สึกว่ารักสถานที่นี้ และอยากอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ คือคุณยายอาจารย์และพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย

                เมื่อรู้จักเพื่อนพี่น้องในวงศ์บุญมากขึ้น ได้มาร่วมบุญในวันอาทิตย์ต้นเดือนช่วยจัดเตรียมงานในวันเสาร์ต้นเดือน ในที่สุดก็ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ให้มาช่วยกันสร้างวัด อาตมาได้ยินคำนี้แล้วมีความรู้สึกดีใจปีติใจ และสมหวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะความฝันนั้นเป็นจริง

              ยายพร่ำสอนคุณยายจะพร่ำสอนอุบาสกทั้งหลายเสมอว่า "อย่าโกงตัวเอง อย่าดูถูกตัวเอง และอย่าหลงตัวเอง" การไม่โกงตัวเอง หมายถึง เมื่อรู้ว่าเราเกิดมาสร้างบารมี ละชีวิตอุทิศให้พระศาสนา ก็ต้องหมั่นฝึกฝนตนเองมุ่งไปสู่เป้าหมายให้ได้ ไม่มีข้ออ้าง ข้อแม้ และ เงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนั่งสมาธิ หรือ การทำความดีอื่นใด

               อย่าดูถูกตัวเอง หมายถึง จะคิดว่าเราเป็นผู้มีบุญน้อย ไม่มีความสามารถ เราคงทำไม่ได้ท่านว่าอย่าให้ความคิดนี้เกิดขึ้นกับตัวเรา เพราะจะได้ชื่อว่าเสียท่าพญามาร

               อย่าหลงตนเอง หมายถึง คิดว่าเรามีบุญเยอะแล้ว แค่นี้ก็คงเพียงพอ หรือเผลอสติกับกามคุณ คำสรรเสริญเยินยอ ซึ่งเป็นโลกธรรม ต้องสามารถเตือนตัวเองสอนตัวเองได้เสมอ ให้ตระหนักถึงมโนปณิธาน อุดมการณ์ และหน้าที่ที่แท้จริงของเรา เราจะได้ไม่หลงผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ

               ขณะที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยกำลังปฏิสันถารกับญาติโยมที่ศาลาดุสิต คุณยายจะมาดูและสอนพวกเราที่เป็นอุบาสกว่า ญาติโยมที่มาวัด มีมากมายหลายอัธยาศัย เช่น บางคนมาวัดก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อสร้างบารมี บางคนก็ตั้งใจมาหาที่พึ่ง เพื่อแก้ความทุกข์ของชีวิต แต่บางคนก็อาจเข้ามาเพื่อผลประโยชน์แอบแฝง บางคนเข้ามาลองภูมิธรรม อวดความรู้ บางคนก็มีจิตวิปริตเป็นโรคประสาททำให้เสียเวลาและรบกวนผู้ที่ตั้งใจมาปฏิบัติธรรม หรือบางคนนำเรื่องร้อนใจนำความเสียหายมาสู่หมู่คณะ คุณยายจะสอนให้เรารู้จักสังเกตและดูคนให้เป็น

               คุณยายจะสอนให้เรามั่นคงในศีล ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ จะได้ไม่หวั่นไหวในท่ามกลางชุมชน ขณะเดียวกัน ก็ย้ำถึงระเบียบวินัยที่ทำให้อุบาสกประพฤติพรหมจรรย์รักษาศีล 

              เมื่อไปทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้แก่พี่ๆ น้องๆ ในชมรมพุทธศาสตร์ในสถาบันต่างๆท่านก็สอนว่า "อย่าไปทอดสะพานให้ใคร หรืออย่าไปเดินข้ามสะพานที่ใครทอดให้ล่ะ"

              คุณยายเป็นห่วงเอาใจใส่กับพระภิกษุอย่างไรท่าน ก็ห่วงใยอุบาสกที่จะเป็นพระภิกษุต่อไปเช่นกัน

ดำรงพระพุทธศาสนา

              เมื่ออาตมาได้อุปสมบทเป็นพระแล้ว เวลาท่านจะชี้ขุมทรัพย์ท่านก็จะพูดว่า "ท่าน อย่าให้ยายบาปนะ ยายจะบอกให้..." และท่านยังบอกเสมอว่า "ให้ช่วยกันดูแลวัดให้ดี รักษากฎระเบียบวินัยของหมู่คณะไว้"

             คุณยายท่านมองการณ์ไกล ได้วางระเบียบแบบแผนไว้เป็นอย่างดีแล้ว พวกเรารุ่นลูกหลานศิษย์ก็จะต้องรักษาไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อดำรงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป