ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้

วันที่ 15 มิย. พ.ศ.2560

ไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้

 

 

                      ที่กุฏิใหม่เป็นอาคารปูน จะสร้างคล้ายเรือนปั้นหยา ๒ หลัง แต่ต่างกันที่มีระเบียงเป็น ตัวเชื่อมอาคาร รอบๆ กุฏิจะปลูกต้นไม้ที่ให้ร่มเงา เช่น ต้นสัตบรรณ ลั่นทม ทองหลาง กร่างและไม้หอม เช่น แก้ว บุญนาค ประยงค์ชมนาด เมื่อถึงคราวออกดอก ไม้หอมเหล่านี้ ก็จะส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณกุฏิ

                      ที่เรือนแรกจะมีโรงจอดรถ ถัดจากโรงจอดรถก็จะเป็นสนามหญ้าที่ถูกตกแต่งเนินดิน มีแผ่นหิน ที่เหลี่ยมวางรองเป็นขั้นบันไดเรียงรายต่อกันไปที่คลองเล็กๆ ที่มีท่าไว้สำหรับให้อาหารปลา

                      วันไหนอากาศดี แดดร่มลมตก พี่อารีพันธุ์จะพาคุณยายมาที่ท่าเลี้ยงปลานี้ และวันนี้...ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้เป็นผู้ตระเตรียมเก้าอี้ ผ้ารองตัก ถุงมือ และอาหารเลี้ยงปลาสำหรับคุณยาย ซึ่งมีทั้งขนมปังและอาหารปลา ที่ทำมาจากเศษเนื้อปลาอัดเป็นเม็ดเล็กๆ

                      เมื่อคุณยายมาถึงที่ท่าเลี้ยงปลา ข้าพเจ้าได้เอาถุงมือยางใส่ให้คุณยาย และปูผ้ารองตักให้ท่าน จากนั้นก็จะใช้นิ้วมือดีดลงไปในน้ำ ดีดน้ำเรียกปลามากินอาหารสักครู่ปลาทั้งหลายก็มา ลอยตัวอยู่ที่ท่าน้ำนี้ มีทั้งปลานิลแดง, ปลาหมอเศษปลาดุก ปลาสวาย ปลาตะเพียน

                      คุณยายโยนขนมปังให้กับปลาที่มาลอยตัวให้เห็น และท่านก็บอกให้น้าเล็ก พี่อารีพันธุ์และข้าพเจ้าช่วยกันโยนอาหารไปให้ปลาด้วย

                      ปลาเยอะมาก ข้าพเจ้ารู้สึกสนุกจังเลย..สักครู่คุณยายก็หันมาบอกข้าพเจ้าว่า

                     "โยนไปไกลๆ ไอ้หลานน้อย ตรงโน้นยังไม่ได้กิน"

                     ข้าพเจ้าก็รีบโยนไปตามที่คุณยายบอก ทั้งที่ใจยังคิดไปว่าตรงโน้นไม่มีปลาหรอกยาย มันมาตรงนี้หมดแล้ว

                    แต่ภาพที่ปรากฏให้เห็นในขณะนั้นมัน สวนทางกับความคิดของข้าพเจ้า อาหารที่ข้าพเจ้าโยนไปนั้นเป็นเหมือนของขวัญอันโอชะ ของปลาตะเพียนน้อย และปลานิลแดง ที่ไม่สามารถฝ่าฝูงปลาดุก และปลาสวายเข้ามาได้ ข้าพเจ้าได้แต่คิดอยู่ในใจว่า

                     "ทำไมหนอคุณยายท่านมองไกล และมองได้ทะลุปรุโปร่งเช่นนั้น"

                    ในท่ามกลางฝูงปลาดุก และปลาสวายยังมีปลาหมอเทศผู้เชื่องช้า ดำผุด ดำโผล่ คอย หาจังหวะที่จะแย่งอาหารให้ได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถแย่งได้สักที

                     เมื่อคุณยายท่านเห็นปลาหมอเทศแย่ง อาหารไม่ทันท่านก็คอยรอจังหวะที่จะโยน เฉพาะเจาะจงให้กับปลาหมอเทศให้ได้อาหารเช่นกัน และแล้วปลาหมอเทศก็ได้รับอาหารที่ คุณยายโยนให้ถึง ๓ ครั้ง

                    สักครู่หนึ่ง..พี่อารีพันธุ์สังเกตเห็นว่าคุณยายท่านมีเหงื่อออกมาบ้างแล้ว จึงพาคุณยายกลับเข้ากุฏิ เพื่อให้ท่านได้พักผ่อน

                   ส่วนข้าพเจ้าก็เก็บอุปกรณ์ต่างๆ ที่นำมาใช้ให้เรียบร้อยทำให้ท่าเลี้ยงปลานี้สะอาดว่างเปล่าเหมือนเดิม

                    ขณะที่กำลังเก็บข้าวของอยู่นั้น...ก็คิดในใจว่า คุณยายนอกจากจะมองไกลแล้วสายตาของท่าน ยังละเอียดถี่ถ้วนอีกด้วย

                   วันต่อมา..หลังจากเสร็จภารกิจภายในกุฏิแล้ว ข้าพเจ้าก็ออกมาเดินเล่นนอกกุฏิ มายืนอยู่ที่ท่าน้ำที่ให้อาหารปลา ก้มดูผืนน้ำให้เห็นเงาหน้าของตัวเอง นอกจากจะได้เห็นหน้าของตัวเองแล้ว ยังมีหน้าปลาหมอเทศโผล่มา ให้เห็นอีกด้วย

                   ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าจะเป็นตัวเดียวกับเมื่อวานหรือเปล่า จึงก้มดูให้แน่ใจ เห็นปานดำปรากฏชัดอยู่ที่หัวของมัน ก็นึกในใจว่า ใช่ตัวเดียวกันจริงๆ

                    วันต่อมา..เวลาเดิมข้าพเจ้าก็มายืนแกว่งแขนที่ท่าน้ำเลี้ยงปลา มองทิวสนที่ไหวไปตาม กระแสลมอ่อนๆ มองนกที่กำลังบินกลับรังได้ยินเสียงปลาตอดน้ำเล่นดังจ๋อมๆ

                    ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจกับเสียงนั้นเลย ยังคงแกว่งแขนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งข้าพเจ้ารู้สึก ได้ว่าเสียงนั้นดังขึ้นและถี่ขึ้น จึงก้มหน้ามองไปที่ผืนน้ำนั้น แล้วก็ต้องร้องอุทานขึ้นในใจว่า "เฮ้ย..ปลาหมอเทศตัวเดิมนี่นา มาอีกแล้วเหรอ"

                     ข้าพเจ้ารีบวิ่งจากท่าน้ำเลี้ยงปลา เพื่อไปนำอาหารมาให้มัน ตอนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่า อยากจะนำอาหารมาให้มันเร็วที่สุดเท่าที่ขาทั้งสองของข้าพเจ้าจะทำได้ ขณะที่ให้อาหารปลานั้น ข้าพเจ้านึกถึงภาพของคุณยายที่พยายามโยนอาหารให้กับเจ้าปลาตัวนี้

                     แม้วันนี้...ไม่มีคุณยายมาที่ท่าน้ำเลี้ยงปลานี้อีกแล้ว แต่ภาพนั้นยังคงปรากฏชัดให้เห็น เป็นภาพลักษณ์ของคุณยาย ที่ท่านได้แสดงให้เห็นว่า กระแสแห่งความเมตตาอันบริสุทธิ์นั้น ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นได้

 

 

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร