การรับแขก

วันที่ 01 กค. พ.ศ.2560

การรับแขก

 

 

เรื่องรับแขกเป็นของยาก จะต้องทำตัวให้ดี

ถึงเราทำตัวดีแล้ว ก็ต้องระวังรักษาความดีไว้อีก

โดยเฉพาะเรื่องของธรรมะ

แขกที่มาหา บางคนมีแต่เรื่องมาให้แก้ไข

มารับทุกข์ด้วย นำเรื่องครอบครัวมาเล่าให้ฟัง

ส่วนใหญ่เป็นเรื่องดึงใจเราออกจากธรรมะ

ออกจากศูนย์กลางกาย

เราอยู่ทางธรรม

ก็ต้องพูดเรื่องที่ดึงใจเขาเข้าหาธรรมะ

ถ้าเราคุยไม่ดี ไม่มีสติ จะถูกเขาดึงใจเราออกไป

แต่ถ้าคุยดี มีสติ เราจะต้องค่อย ๆ ตะล่อมดึงใจ

เขาเข้ามา พูดง่าย ๆ เหมือนเล่นชักเย่อกัน ใครมีกำลังมากก็นะ

การรับแขก ต้องระวังตัวไว้ให้ดีเพราะแขกมีหลายประเภท

ที่สำคัญจะต้องทำตัวเราให้ดีก่อน

จะต้องดูตัวเองให้เข้าใจ ให้แจ่มแจ้งเสียก่อน

ถ้าเราเข้าใจตัวเราดีแล้ว

เราก็เข้าใจคนอื่นได้

ที่เรียกว่า รู้เขา รู้เรา รู้ทั้งหมดได้

พอรู้อย่างนี้แล้ว

เราก็จะเข้าใจปัญหาที่เขามาพูด มาคุยด้วยได้

ต้องทำใจให้อยู่ในบุญมาก ๆ อยู่ในความเมตตา

แล้วมองดูตัวเอง ระลึกชาติของตัวเองในอดีต

ดูในธรรมะระลึกไปเรื่อย ๆ ว่า

เราสร้างบารมีมามากเท่าไร

แล้วมองดูในปัจจุบันว่า เรามีความพยายามทำ

ตัวเองให้บริสุทธิ์ได้มากแค่ไหน

ดูด้วยว่า เราอยู่ในฐานะอย่างไร

อยู่ในฐานะที่ต้องฉุดเขาขึ้นมาหรือไม่

คนนี้ฉุดได้ ก็ฉุดขึ้นมา

คนนี้ฉุดไม่ได้ ก็ปล่อยไป

ถ้าขืนมัวไปฉุดก็จะเอาตัวเราไม่รอด

เขาจะฉุดเราลงไปเสียเอง

แล้วมองดูในอนาคตว่า

เราต้องการจะเป็นอะไร ไปถึงไหน

มองดูทั้งอดีตปัจจุบัน อนาคตให้ดี ในเวลารับแขก

เราจะได้ไม่เผลอตัว จะได้ไม่เสียเวลาเปล่า ๆ

ถ้าเราทำอย่างนี้แล้วจะทำหน้าที่ได้ดี และใจไม่ตก

ด้วย ที่สำคัญที่สุดต้องนั่งธรรมะมาก ๆ จึงจะทำใจอย่าง

นี้ได้ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็ยาก

โบราณท่านว่า

สวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน

ถ้าทั้งกินทั้งทา โรคก็หายเร็วขึ้น

คนเรามีทุกข์ก็เหมือนกับมีโรค

เราต้องแนะนำเขาไป

คนที่มีปัญหาหนัก ๆ

ก็ต้องพยายามให้เขาทั้งสวดมนต์และนั่งธรรมะ

เขาจะได้มีบุญช่วยตัวเองได้

 

๑๐ ธันวาคม ๒๕๒๓