อย่าตีพระ !

วันที่ 14 กย. พ.ศ.2561

 

อย่าตีพระ !

   ครั้งที่แล้วเขียนเรื่องสร้อยคอทองคำ ที่หายไป ทำให้นึกถึงเรื่องช่างเจียระไน แก้วมณี พระเถระกับนกกระเรียน เป็นเหตุการณ์การเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล. เรื่องมีอยู่ว่า.

    พระเถระชื่อติสสะ ท่านคุ้นเคยกับสกุลช่างเจียระไน ท่านไปรับภัต ฉันที่สกุลทึ่บ้านนี้ประจำ เป็นระยะเวลานานสิบกว่าปีมาแล้ว.

    อยู่มาวันหนึ่ง นายช่างแก้วมณีการกำลังนั่งหั่นเนื้อข้างหน้าพระเถระ ขณะนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงส่งแก้วมณีดวงหนึ่งไป ด้วยรับสั่งว่า "นายช่างจงขัดและเจียระไนแก้วมณีนี้." นายช่างรับแก้วนั้น ด้วยมือทั้งเปื้อนโลหิต วางไว้บนเขียงแล้ว ก็เข้าไปข้างในเพื่อล้างมือ.

   ในเรือนนั้น เลี้ยงนกกะเรียนไว้ นกนั้นสำคัญคิดว่าเป็นเนื้อ เพราะกลิ่นโลหิต จึงกลืนกินแก้วมณีนั้นไป พระเถระก็เห็นอยู่.

   นายช่างกลับมาแล้ว ไม่เห็นแก้วมณีจึงถามภริยา ธิดาและบุตร โดยลำดับว่า "พวกเจ้าเอาแก้วมณีไปหรือ?" ทุกคนตอบว่าไม่ได้เอาไป จึงคิดว่า คงเป็นพระเถระเอาไป แต่ก็ยังไม่แน่ใจปรึกษาถามภรรยา ภรรยาก็ตอบว่า ไม่น่าใช่นะ พระเถระไม่น่าจะเอาไป.

    นายช่างจึงไปถามพระเถระ ท่านก็ตอบว่า ไม่ได้เอาไป แต่นายช่างไม่เชื่อคำพระเถระ บอกพระเถระว่า ที่นี่ไม่มีใครแล้วนอกจากท่าน ท่านไม่ได้เอาไปแล้วใครจะเอาไป เชื่อแบบปักใจว่าพระเถระเอาแก้วมณีไปแน่ๆ แม้ภรรยาจะกล่าวทักท้วง ให้สติอย่างไรก็ไม่เป็นผล

   ว่าแล้วนายช่างก็ทุบตีพระเถระ(ซ้อมให้รับสารภาพ) เอาเชือกพันศีรษะพระเถระ ขันด้วยท่อนไม้. โลหิตไหลออกจากศีรษะหูและจมูกของพระเถระ ตาทั้งสองทะเล้นออก ท่านเจ็บปวดมากล้มลงพื้นดิน.

   นกกะเรียนได้กลิ่นโลหิต ก็เข้าดื่มกินโลหิตของพระเถระ ขวางทางนายช่างที่กำลังทรมานพระเถระอยู่ ด้วยความโกรธจึงเตะนกกระเรียนตัวนั้นตายในเท้าเดียว.

   พระเถระเห็นว่านกกระเรียนตายแล้ว ก็บอกสิ่งที่ท่านเห็นให้นายช่างทราบ แก้วมณีที่หายไป อยู่ในท้องนกกระเรียนตัวที่ตายนั้นเอง (หากนกยังไม่ตายท่านไม่ยอมบอก)

   นายช่างผ่าท้องนกกระเรียนออกก็พบแก้วมณีนั้นอยู่ในท้องจริงๆ จึงสำนึกผิดว่า เข้าใจพระเถระผิดไปไม่พอยังทำร้ายพระเถระอย่างแสนสาหัส จึงก้มลงกราบขอขมาแทบเท้าให้พระเถระอดโทษให้.

   พระเถระกล่าวว่า โทษของท่านไม่มี ของเราก็ไม่มี มีแต่โทษของวัฏฏะเท่านั้น เราอดโทษแก่ท่าน.

   เรื่องนี้เพราะความเข้าใจผิด มีความโกรธเข้าครอบงำใจ ทำให้ทำร้ายพระเถระ ที่ตนเองและครอบครัวดูแลอุปัฏฐากมาตลอดหลายปี

   พระเถระท่านสอนตัวเองว่า ต่อไปจะบิณฑบาตด้วยตนเอง ไม่เข้าไปสู่สกุลให้คุ้นเคย ป้องกันเหตุความเข้าใจผิดอีกในอนาคต.

   ทำให้นึกถึงในปัจจุบัน การทำร้ายพระภิกษุสงฆ์ ด้วยความเข้าใจผิดง่ายมาก โดยเฉพาะยุคข่าวสารโลกออนไลน์ มีรูปภาพตัวหนังสือแบบถึงตัวถึงใจ ให้ได้ดูได้อ่านได้ฟัง จริง 3 เท็จ 7 หรือ จริง 7 เท็จ 3 ก็ตาม ตรงจริงไม่ค่อยสนใจ สนใจแต่เรื่องเท็จที่แต่งเติมเสริมขึ้น ตามจริตของมนุษย์ยุคการสื่อสาร ไม่ได้ตีด้วยไม้ แต่ตีด้วยคำพูดผ่านคีย์บอร์ดสู่โลกออนไลน์ กระจายไปทั่วโลก.

   พระผู้รู้ทันกรรม จะทำตามหลักวิชชาของพระพุทธเจ้า จะนิ่งไม่โต้ตอบ หรือออกมาโต้วาที ใช้หลักธรรมนำ เมตตาได้ก็เมตตา เมตตาไม่ได้ก็วางอุเบกขา.

   ตีพระติสสะเถระ เพราะเข้าใจผิด เป็น อนันตริยกรรม ทำร้ายพระอรหันต์ ตีพระในปัจจุบันถึงแม้ท่านไม่ใช่พระอรหันต์ แต่ก็เป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระธรรมวินัย เป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย อันเป็นที่พึ่งที่เคารพอันสูงสุดของมนุษย์และเทวดา ตีพระเท่ากับตีพระรัตนตรัย แล้ววิบากกรรมจะเป็นอย่างไร ลองไตร่ตรองคิดกันดู นะ พระโยมผู้รู้ธรรมทั้งหลาย...สวัสดี/เจริญพร

มนวีโร ภิกฺขุ
13 กันยายน พุทธศักราช 2561
วัดพระธรรมกายคลองสาม ปทุมธานี