บทชุมนุมเทวดา:แม้เทวดาก็ต้องการบุญ

วันที่ 18 เมย. พ.ศ.2562

บทชุมนุมเทวดา:แม้เทวดาก็ต้องการบุญ

บทชุมนุมเทวดา:แม้เทวดาก็ต้องการบุญ


      เมื่อจะเริ่มสวดมนต์ หลังจากอาราธนาพระปริตรจบแล้วพระสงฆ์รูปที่ ๓ ก็จะกล่าวบทชุมนุมเทวดา เป็นการบอกกล่าวเพื่ออัญเชิญเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายให้ตั้งใจฟังการสวดมนต์ เพื่อให้เกิดบุญแก่ตนเอง

      สำหรับท่านที่สวดมนต์คนเดียวที่บ้านในห้องพระ ก็สามารถสวดบทชุมนุมเทวดานี้ได้เช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการเชิญเทวดาทั้งหลายให้มาฟังการสวดมนต์ของเรา

      เป็นการเชิญเทพมารักษาคุ้มครองตัวเราให้อยู่รอดปลอดภัย

      บทชุมนุมเทวดานี้ นิยมใช้ในงานมงคลทั้งหลาย เช่น งานกันเกิด งานแต่งงาน งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น ไม่ใช้สวดในงานอวมงคล เช่น งานศพ หรืองานครบรอบวันตาย

      บทชุมนุมเทวดานี้ ภาษาพระท่านเรียกกันว่า "ขัดสัคเค"

      ซึ่งหมายถึง การกล่าวบทชุมนุมเทวดานั่นเอง

      เป็นบทสวดเพื่ออัญเชิญเทวดาที่สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้น ต่างๆ รวมทั้งยักษ์ คนธรรพ์ และนาค ให้มาประชุมกันเพื่อฟังธรรมหรือฟังการสวดมนต์ เพราะในช่วงเวลาอันพิเศษเช่นนี้ เป็นโอกาสที่เทวดาทั้งหลายจะได้มีโอกาสฟังธรรมและสั่งสมบุญบารมีให้กับตัวเองยิ่งๆ ขึ้นไป

      ไม่ว่าเทวดาหรือมนุษย์ล้วนต้องการบุญ เพื่อต้องการมีชีวิตอยู่ยาวนาน เทวดาทั้งหลายก็ต้องการทำบุญเพื่อจะได้อยู่ในสวรรค์นานๆ ไม่มีใครอยากลงมาเกิดเป็นมนุษย์พบความทุกข์ความลำบากอีก

      บุญจึงเป็นเหมือนลมหายใจของชีวิต

      ถ้าหมดบุญเมื่อใดเราก็ตาย คนตายก็คือคนหมดบุญ บุญจึงเป็นที่พึ่งของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้

      บางครั้ง คนป่วยใกล้จะตาย แต่ญาติพี่น้องทำบุญเพื่อหวังต่ออายุให้ ก็รอดมาได้โดยปาฏิหาริย์ บางครั้งเทวดาก็ปลอมตัวเป็นมนุษย์ลงมาทำบุญ เพราะโลกมนุษย์เป็นที่อยู่ของพระอริยบุคคลทั้งหลาย

      ฉะนั้น ก่อนทำบุญหรือสวดมนต์ในพิธีต่างๆ จึงมีการอัญเชิญเทพยดาทั้งหลายมาเป็นสักขีพยานและร่วนอนุโนทนาบุญกับเราทั้งหลาย

      ที่สำคัญให้รู้ว่าเราทำบุญแล้ว เกิดอะไรขึ้นท่านเทพทั้งหลายต้องคุ้มครองด้วย
เป็นการพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกันและอยู่ร่วมกับเทพอย่างมีความสุข

      แม้กระทั่งก่อนสวดมนต์ใกล้จะจบ ก็มีบทสวดส่งเทวดา เรียกว่า "เทวะตาอุยโยชะนะคาถา" ซึ่งเริ่มต้นด้วยคำว่า "ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา" หรือบางครั้งก็สวดย่อเฉพาะท่อนสุดท้ายว่า "สัพเพ พุทธา พะลัปปัตตา" เป็นต้นไป

      เป็นคาถาสวดเพื่อส่งเทวดากลับวิมาน หลังจากลงมาฟังเสียงสวดมนต์เป็นเวลาพอสมควรแล้ว เป็นธรรมเนียมว่าเมื่อเชิญมาแล้วต้องเชิญกลับไป

      มีความหมายเพื่อเป็นการแผ่เมตตาจิตไปยังสรรพสัตว์ ทั้งหลายให้หายจากทุกข์โศกโรคภัย จากนั้นจะเป็นการแนะนำเทวดาให้มีความศรัทธาในการทำบุญด้วยการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา แล้วอัญเชิญเทวดากลับไปยังวิมานของตนและขออานุภาพของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย จงคุ้มครองรักษาผู้สวดและผู้ฟังทั้งหลายให้มีความสุขปราศจากความทุกข์ใจ มีความสุขความเจริญ
 

บทสวดและคำแปล

สะมันตา จักกะวาเฬสุ อัต๎ราคัจฉันตุ เทวะตา,
สัทธัมมัง มุนิราชัสสะ สุณันตุ สัคคะโมกขะทัง,

      ขอเชิญเทวดาทั้งหลายในจักรวาลโดยรอบ จงมาสู่สถานที่แห่งนี้ขอจงฟังพระสัทธรรมของพระจอมมุนี ผู้ชี้ทางสวรรค์และนิพพาน

สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระดะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน,
ทีเป รัฏเฐจะ คาเม ตะชุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต,
ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา,
ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระ วะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุฯ

      ขอเชิญเทวดาทั้งหลาย ซึ่งสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นกามภพ ในชั้นรูปภพและสถิตอยู่บนยอดเขาและหุบเขา ทั้งที่มีวิมานอยู่ในอากาศ และภุมมเทวดาทั้งหลาย ซึ่งสถิตอยู่ในทวีป ในรัฐ ในหมู่บ้าน บนต้นไม้ ในป่าชัฏ ในเรือน และเรือกสวน ไร่นา ตลอดทั้งเหล่ายักษ์ คนธรรพ์และนาคทั้งหลาย ซึ่งอยู่ในน้ำ บนบก ที่ลุ่มและที่ดอน จงมาประชุมกัน ณ ที่นี้เถิด ท่านสาชุชน ทั้งหลาย ขอจงฟังคำของพระมุนีผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า

ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา


ท่านผู้เจริญทั้งหลาย บัดนี้เป็นเวลาฟังธรรม
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย บัดนี้เป็นเวลาฟังธรรม
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย บัดนี้เป็นเวลาฟังธรรม

      ขณะที่พระสงฆ์สวดบทนี้ ผู้ร่วมทำบุญทั้งหลาย ควรตั้งจิตให้เป็นบุศล งดเว้นจากการพูดคุยและหยุดทำกิจทุกอย่างชั่วขณะ เพื่อน้อมใจอัญเชิญเทพทั้งหลายโดยพร้อมเพรียงกัน

      เพราะถ้าในพิธีมีแต่ความวุ่นวาย ไม่สงบ ไม่เป็นกุศล คนไม่ตั้งใจฟังพระสวดมนต์

      เทวดาก็คงไม่อยากลงมามีส่วนร่วมแต่อย่างใด