เรื่องมารยาหญิง

วันที่ 28 ตค. พ.ศ.2562

รูปประกอบบทความไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

เรื่องมารยาหญิง

                ชายหญิงคู่นี้เป็นครูในโรงเรียนที่ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าสถานศึกษาทั้งคู่  ยังไม่ถึงขั้นผิดศีลชนิดครบองค์กรรมบถ ฝ่ายชายเป็นครูสอนวิชาช่างไม้ ยังเป็นหนุ่มโสด แต่มีอายุค่อนข้างมาก ฝ่ายหญิงย้ายมาจาก
จังหวัดเพชรบูรณ์ มีสามีแล้ว มีลูกชายเล็กๆ คนหนึ่ง

 

ตอนสายวันหนึ่ง ครูหัวหน้าหมวดวิชาหัตถศึกษา ( สมัยนั้น)  ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของครูฝ่ายชายเข้ามารายงานข้าพเจ้า
"อาจารย์คะ ครูเกษรา (ชื่อสมมุติ) กับครูพิชิต (ใกล้เคียงชื่อจริง) สองคนนี่หนูว่าเค้า สนิท สนมกันผิดปกติไปหน่อยค่ะอาจารย์ ผู้หญิงไม่ยอมทำงานที่ห้องพักของตน แต่กลับไปนั่งทำงานในห้องช่างไม้เป็นประจำ อาจารย์ว่าผิดสังเกตมั้ยคะ"


"คุณสังเกตเห็นเหมือนกันหรือ พี่ว่าจะบอกคุณอยู่พอดี ฝ่ายชายเป็นลูกน้องคุณนี่ ไม่ลองถามดูหน่อยล่ะ พี่ชักเบื่อเรื่องพรรค์นี้จัง  นี่หลายรายเต็มที" ข้าพเจ้าตอบ
"หนูถามฝ่ายชายแล้ว เค้าบอกไม่มีอะไร เค้าก็เบื่อที่ฝ่ายหญิง   มายุ่งกะเค้าทุกวันนี้ หนูไม่รู้จะบอกฝ่ายหญิงยังไง เค้าไม่ใช่ลูกน้องหนู  แล้วเราก็อายุพอๆ กัน คงจะเตือนกันยากน่ะค่ะ"


ข้าพเจ้าจึงรับปากจะถามฝ่ายหญิงดู ได้รับคำตอบว่า
"เราสองคนไม่มีอะไรกันหรอกค่ะอาจารย์" เธอปฏิเสธ  พร้อมหัวเราะอย่างขบขัน และพูดต่อ
"หนูนับถือพี่พิชิตเหมือนพี่ชายจริงๆ ค่ะอาจารย์"
"แล้วทำไมต้องเจาะจงนับถือเฉพาะครูพิชิตล่ะ คนอื่นที่นิสัยดีๆ ก็มีอีกหลายคนที่น่านับถือกว่าน่ะ"


ถูกคำถามรุกตั้งตัวไม่ทัน ครูเกษราถึงกับนิ่งหน้าซีดอย่างสังเกตได้ชัด ข้าพเจ้าจ้องหน้าคาดคั้นเอาคำตอบ เธอก้มหน้าลงหลบสายตา กล่าวอ้อมแอ้มแผ่วเบาว่า
"หนูบอกความจริงให้อาจารย์ทราบแล้ว อาจารย์อย่าตำหนิหนูนะคะ"
"บอกไปเถอะ พี่ไม่ว่าอะไรง่ายๆ หรอก มีอะไรหรือ"
"ตอนหนูอยู่ต่างจังหวัดน่ะค่ะ หนูมีคนรักเดิมอยู่คนหนึ่ง แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ชอบเพราะจนมาก ท่านขอร้องให้หนูแต่งงานกับสามีของหนู คนรักของหนูเค้าเห็นว่าเค้าไม่มีอะไรเท่าเทียมสามีของหนูเลย  เค้าก็ขอให้หนูลืมเค้า แล้วเค้าก็หนีจากหนูไป พอหนูย้ายมาที่นี่เห็นพี่พิชิตเข้าเป็นครั้งแรก หนูตกใจพูดไม่ออกเลยค่ะ เหมือนกันมาก  เห็นแล้วแทบช็อกน่ะค่ะ หนูเลยรู้สึกผูกพัน แต่ก็ไม่ได้คิดนอกเหนือไปจากนั้นนะคะ เพราะสามีของหนูเป็นคนดีมาก ไม่มีที่ตำหนิเลย  หนูจะคิดเป็นอย่างอื่นได้ยังไงคะ"


"พี่รู้ ได้พบกันไม่กี่ครั้ง พี่ยังว่าผู้ชายอย่างพ่อบ้านหนูเป็นคนหาได้ยากมาก จะมีบกพร่องอยู่ก็ตรงที่งานของเค้าต้องเดินทางออกต่างจังหวัดบ่อย หนูอาจเงียบเหงาไปบ้าง แต่ก็มีลูกอยู่ด้วยนี่นะ"
"ไม่เหงาหรอกค่ะ บ้านของหนูอยู่ไม่ไกลจากบ้านคุณพ่อคุณแม่ของสามี พี่สาวของเค้าก็เป็นสาวโสด ทุกคนเอ็นดูรักใคร่หนูกับลูกมาก  เวลาสามีไม่อยู่ หนูกับลูกจะไปอยู่ที่บ้านคุณปู่คุณย่าเป็นประจำ"

 

ข้าพเจ้าพูดให้ สติตักเตือนอีกเล็กน้อย อนุญาตให้เคารพนับถือกันได้ แต่ไม่ควรจะอยู่ใกล้ชิด จะถูกครหานินทา เกษรารับคำ
 

เกษราทำตามคำขอร้องของข้าพเจ้า ไม่ไปนั่งประจำอยู่ในห้องทำงานของครูพิชิต เพียงแต่ซื้ออาหารไปรับประทานด้วยกันในตอนกลางวัน และชอบซื้อหรือทำอาหารอร่อยๆ แปลกๆ เป็นพิเศษมาฝากฝ่ายชาย โดยอ้างเหตุบอกใครๆ ว่า
" สงสารพี่พิชิตเค้า ไม่มีแม่บ้าน เอะอะก็ซื้อกับข้าวสำเร็จที่ตลาดกิน ไม่อร่อยไม่สะอาดแล้วก็ซ้ำซาก เราพอมีฝีมือเรื่องอาหารอยู่มั่งเลยทำมาให้ลองกิน แหมเอามาฝากทีไรกินเกลี้ยงทุกที"


เพื่อนครูจึงมักแอบนินทาลับหลังว่า "จะไม่เกลี้ยงยังไง ของฟรีแล้วก็ของดีๆ ทั้งนั้น"
เวลาผ่านไป ไม่มีใครสนใจนัก เพราะเกษราจะพูดจาอ่อนหวานกับใครๆ อยู่ทั่วไป จึงทำให้เพื่อนครูทุกคนรักใคร่ ไม่มีใครคอยจับผิด   นอกจากนั้นเมื่อสามีของเกษรากลับมาจากต่างจังหวัด ระยะที่พักอยู่ที่บ้านจะพาลูกชายมารับมาส่งภรรยาอยู่เป็นประจำ เกษราเองก็พาสามีมารู้จักกับครูพิชิต พูดคุยกันเหมือนญาติ สนิท ทำให้ข้าพเจ้าค่อยสบายใจไปด้วย


อย่างไรก็ดี เวลานั้นข้าพเจ้าได้ไปศึกษาธรรมปฏิบัติกับคุณยายอาจารย์มหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และพระเดชพระคุณหลวงพ่อ (เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย) แล้ว แม้ยังปฏิบัติธรรมไม่ได้ผลอะไรเลย  แต่ก็ได้ยินได้ฟังข้อธรรมคำสั่งสอนที่ลุ่มลึกต่างๆ ทำให้มีความปรารถนาดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เวลามีการประชุมทุกครั้งก่อนเลิก ข้าพเจ้าจะต้องกล่าวอบรมตักเตือนพวกเขาเสมอ ใครที่พอมีปัญญามีบุญเก่ามามาก  ฟังแล้วก็จะชื่นอกชื่นใจ ด้วยธรรมโอสถที่ข้าพเจ้านำจากคุณยายและพระเดชพระคุณหลวงพ่อมาฝาก ใครที่บาปหนาปัญญาทรามก็จะกล่าว ประชดประชันลับหลัง เช่น ไปสอนคนในบ้านซะก่อนไป๊ สอนให้คนในบ้านทำให้ได้ซะก่อน แล้วค่อยมาสอนพวกเรา แล้วก็จะหัวเราะเย้ยหยันกันไปตามวิสัยของคนอันธพาลและลักษณะของเดนครูที่ถูกโรงเรียนเดิมไล่ส่งมา


แรกๆ เมื่อข้าพเจ้าทราบปฏิกิริยาเหล่านี้ เคยนึกเสียใจว่า ทำดีด้วยกลับไม่เห็นความหวังดี แต่ต่อมาข้าพเจ้าก็ปลอบใจตนเองได้ว่า  พระพุทธองค์ยังทรงกล่าวว่าคนมี ๔ จำพวก เหมือนดอกบัวสี่เหล่า   ไอ้พวกถูกผีเจาะปากมาให้พูดพวกนี้มันพวกปทปรมะ บัวเต่าปลากิน  ไม่มีทางโผล่พ้นผิวน้ำ ปล่อยไปตามเรื่อง อยากไปอยู่นรกขุมไหนก็ช่างมัน
 

เราก็พูดให้พวกคนที่มีกิเลสเบาบางฟังก็แล้วกัน  อีกประการที่ข้าพเจ้าใช้อุบายคิดสอนตนเองก็คือ เรากิน
เงินเดือนของทางราชการ เค้าจ้างให้เรามาคอยดูแลการทำงานของครูทั้งหลายที่อยู่ในปกครอง เราต้องอบรมสั่งสอนให้เต็มกำลังของเรา  จึงเรียกว่าทำงานให้เขาครบถ้วนตามหน้าที่ที่รับมอบมา ไม่ใช่โกงราชการกิน
เอาเงินเดือนมากๆ แต่งานไม่ทำ เมื่อเราทำหน้าที่ของเราเต็มที่ดีที่สุดแล้ว  ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ไม่หวังผล ให้พอใจเพียงว่าทำงานสมเงินเดือนหรือเกินเงินเดือนแล้วก็แล้วกัน อย่าหวังว่าผลจะออกมายังงั้นยังงี้ด้วยอุบายปลอบใจดังนี้ ข้าพเจ้าจึงพออดพอทนอยู่ในโรงเรียนที่มีครูด้อยคุณภาพมากๆ เหล่านั้น

 

ระยะนั้นครูเกษรามาขอบอกบุญต่อเพื่อนๆ อ้างว่าญาติผู้ใหญ่มีศักดิ์เป็นป้าให้เธอช่วยเช่าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ จะนำไปเป็นพระประธานในศาลาวัดแห่งหนึ่ง ให้เงินเธอมาหนึ่งหมื่นห้าพันบาท เธอไปดูจากร้านหล่อพระหลายแห่ง ถ้าเพิ่มเงินอีกเพียงไม่กี่พันบาท จะได้พระพุทธรูปองค์งามกว่ากันมาก ข้าพเจ้าอนุญาต และบอกว่าควรนำพระพุทธรูปที่เช่านั้นมาตั้งฉลองที่โรงเรียนด้วย ข้าพเจ้าจะกล่าวนำถวายวัดให้ เพื่อนครูและนักเรียนที่ร่วมกันทำบุญจะได้ชื่นอกชื่นใจ ใครไม่ได้ทำก็จะพลอยอนุโมทนา ด้วยกัน


ในการเดินทางไปดูพระพุทธรูป เธอมาขออนุญาตให้ครูพิชิตไปเป็นเพื่อนด้วย เพราะเป็นครูช่าง และเธอเป็นครูผู้หญิงขับรถคนเดียวตระเวนไปที่โน่นที่นี่อาจไม่ปลอดภัย ข้าพเจ้าให้เกษราตกลงกับครูพิชิตเองทั้งคู่ไปดำเนินงานบุญเรื่องดังกล่าวจนเสร็จสิ้นเรียบร้อยทุกขั้นตอน
 

ข้าพเจ้าก็ทำพิธีต่างๆ ให้ตามที่เห็นสมควร  หลังจากนั้นราว ๒สัปดาห์ ครูเกษราก็ลาป่วยหลายวัน  ข้าพเจ้าไม่ สงสัยสิ่งใด เพราะคิดว่าเธอคงตรากตรำขับรถตระเวนเป็นสัปดาห์ตากแดดบ้างฝนบ้าง ก็อาจเป็นไข้หวัดใหญ่ที่กำลังระบาดแพร่หลายอยู่ มา ผิดสังเกตตอนที่เกษรามาทำงาน เคยพูดจาเล่นหัวกับเพื่อนฝูงมีอารมณ์ร่าเริงสนุก สนาน กลับเก็บตัวเงียบ เวลาใครพูดด้วยก็ตื่นตระหนกตกใจง่าย ใบหน้าซีดเซียวเหมือนคนมีความผิดติดตัว คอยหลบๆ ซ่อนๆ

 

ท้ายที่สุดวันหนึ่งเธอมาขอพูดคุยกับข้าพเจ้า  ฟังคำพูดของเกษราแล้ว ข้าพเจ้าจับความไม่ได้ว่าเธอต้องการ
ให้ข้าพเจ้าช่วยเหลือเรื่องอะไร พูดจาวกวน ซ้ำไปซ้ำมา เรียกภาษาชาวบ้าน คือเหมือน "คนบ้า" แต่เรียกภาษาราชการคือ "มีอาการทางประสาท" จับได้อยู่ประโยคเดียวคือ

"อาจารย์คะ หนูกับพี่พิชิตไม่มีอะไรกันนะคะ แต่พี่พิชิตเป็นคนใจร้าย เป็นคนใจร้าย !"
เธอจะพูดซ้ำว่า "พิชิตใจร้าย" หลายๆ ครั้ง แล้วก็ร้องไห้

 

พอถูกซักว่าใจร้ายยังไง ก็จะบอกว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไรกันจริงๆ นั่งคุยเป็นชั่วโมง ไม่ยอมจากข้าพเจ้าไปไหน ข้าพเจ้าต้องแอบบอกให้เพื่อนครูผู้อื่นมาชวนออกไปจากห้องที่ทำงานของข้าพเจ้า  แต่เธอก็จะยอมไปนั่งอยู่แค่ห้องผู้ช่วยของข้าพเจ้าเท่านั้น ไม่พูดอะไรกับใคร บอกแต่ว่า


"ขออยู่ใกล้ๆ ท่านผู้อำนวยการฯ เพราะรู้สึกสบายใจดี" เธอไม่ยอม สอนนักเรียน ไม่ยอมทำอะไรทั้งสิ้น
พอมีแขกมาพบข้าพเจ้าส่วนใหญ่เป็นผู้ปกครองนักเรียนบ้าง  เป็นผู้นำเงินมาบริจาคเป็นทุนนักเรียนยากจนบ้าง เธอก็จะส่งเสียงร้องไห้  สะอึกสะอื้น พอแขกไปแล้วเธอก็จะโวยวายต่อว่าข้าพเจ้า
"อาจารย์เล่าเรื่องของหนูให้คนโน้นคนนี้ฟังทำไม ฮือๆ เล่าทำไม  อาจารย์ไม่รักหนูแล้ว ฮือ.."


ข้าพเจ้าก็จะชี้แจงว่าข้าพเจ้าพูดกับแขกเรื่องอะไร ไม่ได้พูดเรื่องของเธอ เพราะข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเธอมีเรื่องอะไร
"เอ้า พี่สาบานเลย เอ้า ไม่ได้พูดเรื่องของหนูจริงๆ"
ว่าแล้วก็ต้องสาบานให้เธอฟัง เธอจึงเลิกทำอาการร้องไห้  โวยวาย ไปนั่งนิ่งเงียบทำตาคว่ำตาขวางอยู่ในห้องผู้ช่วยฯ ต่อ ข้าพเจ้าให้คนงานไปเชิญครูพิชิตมาพบ ความจริงจึงได้กระจ่างออกมา
"อาจารย์ครับ ผมขอพูดกับอาจารย์อย่างลูกผู้ชาย แล้วแต่อาจารย์จะตัดสินใจอย่างไร ผมยอมรับผิดทุกอย่าง ระยะเวลาที่เกษราชวนผมไปดูพระพุทธรูปตามที่ต่างๆ เธอให้ความ สนิท สนมต่อผมมาก   ผมก็นึกเหมือนเธอเป็นน้องสาวคนหนึ่ง เหมือนที่ผมรู้สึกกับครูเด็กๆในโรงเรียนของเราทุกคนแหละครับ ก็อาจารย์พูดกับพวกเราอยู่เสมอว่า  เรากินข้าวหม้อเดียวกัน (หมายถึงอาหารกลางวัน ถ้าใครไม่เอามาจากบ้านก็ต้องรับประทานอาหารของโรงเรียน) ควรรักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง"


"ผมก็รู้สึกต่อเกษราเหมือนน้องสาวของผมจริงๆ หลังจากเรื่องพระพุทธรูปเสร็จสิ้นไปแล้ว ผมก็คิดว่าเรื่องไปไหนด้วยกันก็คงจบลง  แต่ว่ามันไม่จบครับ ตอนเย็นเมื่อโรงเรียนเลิกแล้ว เค้าก็หาเรื่องชวนผมแทบทุกวัน ไปซื้อโน่น ไปเป็นเพื่อนที่นี่ แล้วถือโอกาสไปส่งผมที่บ้านพัก ส่งแล้วก็ไม่ยอมกลับง่ายๆ ไล่ให้กลับก็ร้องไห้ว่าผมรังเกียจ เค้าเหงามาก  สามีไม่อยู่ อยากมีเพื่อนคุยบ้าง ผมก็ต้องให้เค้าคุยไปจนดึกๆ จึงกลับไป  น้องๆ ของผมรำคาญเค้าทุกคน"


"เค้าไม่ห่วงลูกมั่งเลยรึ" ข้าพเจ้าถามขัดขึ้น
"เค้าว่าป้าของเด็กขอเอาไปเลี้ยงไว้บ้านคุณปู่คุณย่าครับ  ไม่ต้องห่วง ป้ารักเด็กมาก"
"แล้วไง เล่าต่อไป" ข้าพเจ้าเตือน

 


"วันเกิดเหตุนั่น เค้าบอกว่ารู้สึกไม่ สบาย ให้ผมไปส่งที่บ้านของเค้าหน่อย แล้วจะให้รีบกลับก่อนรถเมล์หมด หรือมิฉะนั้นจะเรียกแท็กซี่ให้  ผมก็หลงกลตามไปส่งที่บ้านเค้า ในบ้านพักของเค้าไม่มีคนอยู่เลยครับ
เค้าก็ทำเป็นไม่ สบายเวียนศีรษะเดินไม่ได้จะเซล้ม ให้ผมประคองไปส่งที่ห้องนอน พอถึงห้องนอน เค้าเปลี่ยนเป็นคนละคน ไม่มีอาการป่วยเลย  กลับกอดผมไว้แน่นสารภาพว่ารักผมมานานแล้วตั้งแต่เห็นครั้งแรก เพราะ
ผมมีรูปร่างหน้าตา การพูดจา นิสัยอะไร เหมือนคนรักเก่า ผมห้ามไม่ให้ทำอย่างนั้น ห้ามเท่าไรไม่มีฟัง เธอปิดห้องนอนไม่ให้ผมออก อ้อนวอนขอร้องผม ผมรู้สึก สติสัมปชัญญะหายไปหมด เผลอ สติตามแต่เธอจะจูง
ไปทางไหน ผมเดินตามเธอต้อยๆ ไปที่เตียงนอน"


"เล่าต่อไปซิ" ข้าพเจ้าบอกพิชิต
"ในวินาทีก่อนที่ผมจะทำอะไรลงไป ผมได้ยินเสียงเรียกของอาจารย์ เสียงดังชัดเจนเลยครับ ติดหูอยู่จนทุกวันนี้ อาจารย์เรียกผมว่า
"พิชิต พิชิต หยุดนะ คุณกำลังจะผิดศีลข้อสาม พิชิต พิชิต  หยุดนะ"
"เป็นเสียงอาจารย์ชัดเลยครับ ผมตกใจมากไม่ทันดูว่าอาจารย์อยู่ตรงไหน คว้าเสื้อผ้าได้ก็รีบวิ่งออกมาจากห้อง ขณะกำลังหยิบรองเท้าจะวิ่งออกนอกบริเวณบ้าน ผมได้ยินเสียงเกษราร้องเสียงดังกรี้ด กรี้ด
ติดต่อกันหลายครั้ง แต่ผมกลัวอาจารย์มาก แล้วมี สติคืนมา ผมก็กลัวเกษรามากอีกด้วย เลยวิ่งเผ่นออกมาทั้งที่หิ้วรองเท้ายังงั้นละครับ" เล่าจบลงก็ถอนหายใจยาวราวระบายความอึดอัดที่คับแน่นในอกออกได้หมด


"อ้อ พี่พอเดาเรื่องออก ทีนี้พอมาโรงเรียน เกษรามาหาคุณ  เหมือนที่เค้าเคยทำ คุณก็กลัวลนลานคอยหนีหน้าเค้าซีเนี่ย เพื่อนเลยบ้าไปเลย" ข้าพเจ้าเดา อีกฝ่ายยิ้มแห้งๆ ตอบว่า
"ครับ ผมก็หนีไปอยู่ห้องคนอื่น เค้าคงเสียใจ เลยครอง สติไม่อยู่"
"ความจริงเค้าเสีย สติตั้งแต่คุณวิ่งหนีออกมาจากห้องนอนนั่นแล้ว อารมณ์ทางเพศของเค้าขึ้นถึงขีดสุด เพราะหลอกคุณจนครบขั้นตอนแล้ว เหลือรายการสุดท้ายก็มองเห็นอยู่ว่าสำเร็จแน่ เค้าเลยปล่อยออกมาเต็มที่ไม่มียับยั้ง พอไม่ได้รับการ สนองตอบจากคุณกะทันหันอย่างนั้น สติเค้าต้องขาดผึงทันที ไม่งั้นเค้าจะไม่ร้องกรี้ด กรี้ด  อย่างที่คุณได้ยินนั่นหรอก" ข้าพเจ้าวิจารณ์ให้อีกฝ่ายฟัง


"นี่เค้าแกล้งลาป่วยเป็นอาทิตย์ คุณก็ไม่ไปเยี่ยม มาโรงเรียน  คุณก็หลบหน้า มันยุ่งกันใหญ่"
"วันนั้นอาจารย์ไปเรียกผมได้ยังไงครับ" พิชิตถามเพราะอด สงสัยไม่ได้
"พี่ไม่ได้ไปส่งเสียงเรียกคุณหรอก ที่พี่ทำอยู่นี่คือตั้งใจแผ่เมตตาจิตให้พวกเราอยู่เสมอให้อยู่ในศีลธรรม พี่ชอบอธิษฐานว่าใครได้พบเห็นพูดคุย รู้จักข้าพเจ้าแล้ว ให้คนเหล่านั้นอยู่ในศีลธรรมให้หมดทุกคนน่ะ เสียงที่คุณได้ยินนั้น คือเสียงของกายในกายของคุณนั่นแหละ อาจจะเป็นกายมนุษย์ละเอียดก็ได้ เค้าเตือนคุณ ถ้าภาษาวิชาการอาจเรียกว่าเป็นเสียงของจิตใต้สำนึก หรือ มโนธรรมในตัวคุณนั่นเอง

 

พี่ขอแสดงความดีใจด้วย ที่คุณเอาชนะความชั่วได้ ไม่ว่าอะไรคุณเลย นี่ถ้าคุณพลาดพลั้งไป ไม่เสียใจแค่คุณ สองคนเท่านั้น แต่จะเสียใจต่อเนื่องกันหลายคนนัก ไหนจะสามีเค้า ญาติทางสามี ญาติทางฝ่ายหญิง ไหนจะ
พี่และเพื่อนๆ ที่โรงเรียน โอ๊ย..ไม่อยากนึกถึงเลย หวาดเสียวจริงๆ"


ข้าพเจ้าทำอาการให้ดูน่าหวาดหวั่นใจ ชี้แจงให้เห็นโทษต่างๆหากเขาพลาดท่าเสียทีลงไป ทำให้ครูพิชิตรู้สึกดีใจภูมิใจที่เขาบังคับใจให้รอดพ้นบาปหนักอันนั้นมาได้ ก่อนให้กลับไปทำงานตามหน้าที่ข้าพเจ้าขอคำยืนยันจากครูพิชิตว่า
"คุณพิชิต พี่เชื่อว่าเรื่องที่คุณเล่าเป็นความจริง แต่ถ้าหากสามีของเกษรามาพบพี่ คุณกล้ายืนยันเรื่องนี้มั้ย ว่าเรายังไม่ถึงขั้นประพฤติผิดอะไรกับเมียเค้า พูดกันอย่างลูกผู้ชายน่ะ"
"ได้ครับ ต่อหน้าอาจารย์ด้วยนะครับ" ครูพิชิตรับคำอย่างหนักแน่น  ข้าพเจ้าทราบรายละเอียดชัดเจนดังนั้นแล้ว ก็เรียกเกษรามาพบพูดคุยปลอบใจอีกครั้ง แต่เธอพูดไม่รู้เรื่องเสียแล้ว ดวงตาขวางเหม่อลอย  ร้องไห้ปนหัวเราะ เป็นอาการของคนบ้าชัดๆ

 

ข้าพเจ้าจึงโทรศัพท์ไปยังบ้านบิดามารดาของสามีเกษรา พอดีสามีของเธอกลับมาจากต่างจังหวัด
ทราบว่าภรรยาป่วยแต่ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง เพียงแต่พี่สาวบอกว่าใครเข้าไปหาจะถูกด่าอย่างหยาบคายจนตกใจกันไปหมด เพราะเกษราไม่เคยเป็นคนอย่างนี้ มีแต่กิริยาวาจาอ่อนหวานน่ารักอยู่อย่าง สม่ำเสมอ
ทุกคนจึงลงมติกันว่า เกษราเป็นบ้าแต่ไม่ทราบสาเหตุ

 

ข้าพเจ้าตัดสินใจให้สามีของเกษรามาพบเป็นการส่วนตัวพูดคุยให้เขาเห็นใจภรรยาเรื่องที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพัง และเล่ารายละเอียดของเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดสามีของเกษราเป็นคนดีมากจริงๆ เขารับผิดและเห็นใจเธอทุกอย่าง ไม่มีความโกรธความผิดหวังใดๆ
 

ครูพิชิตขออนุญาตข้าพเจ้าเข้าพบกับสามีเกษรา ต่อหน้าข้าพเจ้า เขาได้กราบขอขมาโทษ ซึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจเห็นใจและให้อภัย พร้อมทั้งขอบคุณมากมาย เขากล่าวว่า
"ถ้าเป็นผู้ชายอื่น คงจะหักห้ามใจไม่ได้ขนาดนี้ ผมต่างหากที่ควรเป็นฝ่ายขอบคุณครูพิชิต"

 

กำลังรู้สึกโล่งใจอยู่นั้นเอง เกษราก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาในอาการของคนวิกลจริต เธอปราดเข้ามาทุบตีครูพิชิต พร้อมกับร้องไม่เป็น  สำเนียงมนุษย์สามีเข้าช่วยห้ามปรามปลอบใจ แต่เธออยู่ในอาการไม่รู้สึกตัวเสียแล้ว ข้าพเจ้าจึงให้คำแนะนำว่าควรพาไปโรงพยาบาลสำหรับคนวิกลจริตทางฝั่งธนบุรีทันที ทางโรงพยาบาลตรวจอาการแล้วรับเป็นคนไข้ภายใน และขอร้องไม่ให้เพื่อนฝูงไปเยี่ยม นายแพทย์แจ้งว่าอาการ
ลักษณะนี้ ต้องใช้เวลารักษาประมาณ ๑ เดือน

 

เมื่อหายดีแล้วไม่ควรให้พบเห็นผู้ที่เป็นสาเหตุอีก เพราะอาการอาจกำเริบได้ใหม่  ผลสุดท้ายข้าพเจ้าต้องจัดการย้ายครูพิชิตโดยด่วน กลายเป็นต้องย้ายครูดีหนีครูบ้า แล้วอย่างนี้ ภาพครูในโรงเรียนที่ข้าพเจ้าบริหาร
งานอยู่จะเป็นอย่างไร ท่านผู้อ่านก็คงจะนึกออก และคงจะหมดความสงสัยว่า เหตุใดข้าพเจ้าจึงเบื่อผู้คนมากมายนัก หลบได้หลบ  หลีกได้หลีก ออกจากงานเพื่อดูแลบิดาผู้ชราภาพสิ้นท่านไปแล้วก็ใคร่อยู่ สงบตามลำพังให้สบายใจ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาไปตามลำพัง ไม่ต้องยุ่งกับใครๆ คงมีความสุขที่เกิดจากทั้งกายวิเวกและจิตวิเวก

 


ไม่พ้นจนได้ ด้วยต้องการตอบแทนพระคุณของพระเดชพระคุณหลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย คือรับใช้งานตามที่ท่านสั่ง  นึกไม่ถึงว่าต้องทำงานเดิม คือท่านให้ช่วยสั่งสอนผู้คนให้ละความชั่วประกอบคุณงามความดีและแนะนำธรรมปฏิบัติ คือหัดให้เขาทำจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส  ข้าพเจ้าจึงตกอยู่ใน ภาพหนีไม่พ้น เพียงแต่ผู้คนที่มาพบ  ข้าพเจ้าในเวลานี้เป็นคนมีปัญหาที่มีปัญญา คือคิดจะแก้ปัญหา แก้ความทุกข์ยากของตน จึงยินดีรับธรรมโอสถไปรักษาตัว ไม่เหมือนเดนครูของข้าพเจ้า เขาไม่รู้ตัวว่ามีปัญหา นอกจากไม่ยอมแก้ไขแล้ว ยังทำปัญหาเพิ่มให้ข้าพเจ้า ดังที่เล่าๆ ให้ฟังพอเป็นตัวอย่างดังที่กล่าวแล้ว

 

รายครูพิชิตกับครูเกษรา ที่ข้าพเจ้าเล่าจบลงไป บางท่านอาจนึกเถียงว่า อะไรกัน เค้ายังไม่ได้ผิดศีลสักหน่อย การทำบาปครบองค์กรรมบถในศีลข้อที่สามนี้ ต้องประกอบด้วยองค์ ๔ คือ
๑. เป็นวัตถุที่ไม่ควรเกี่ยวข้อง
๒. มีจิตคิดจะเสพในวัตถุนั้น
๓. มีความพยายามเสพ
๔. มีความพอใจในการประกอบมรรคซึ่งกันและกัน


ก็นี่เค้า สองคนยังไม่ได้ลงมือประกอบมรรค (คือร่วมสังวาส )  ซึ่งกันและกัน ทำไมต้องได้รับกรรมเดือดร้อนขนาดเป็นบ้ากันทีเดียวหรือ
 

ข้าพเจ้าใคร่ขอชี้แจงเพิ่มเติม ความจริงมันเป็นการทำบาปทำกรรมชั่วตั้งแต่คิดด้วยใจแล้ว คือเป็นมโนทุจริตสำหรับฝ่ายหญิง  กระทำมโนทุจริตนานมาก ตามที่สารภาพกับฝ่ายชายว่ารักมาตั้งแต่แรกเห็นนั่น ก็คิดนอกใจสามีแล้ว กุลสตรีที่ดีเมื่อมีสามีแล้วจะต้องไม่คิดรักชายอื่นอีกเลย แม้ด้วยใจก็คิดไม่ได้ นี่ครูเกษราคิดและต้องไม่ใช่คิดครั้งเดียว  กระแสจิตที่วนเวียนคิดเรื่องรักครูพิชิตนี่ จะต้องเกิดวนเวียนซ้ำซากนับวิถีจิตไม่ได้ว่ากี่แสนกี่ล้านครั้ง ใจเกาะแน่นอยู่ในอกุศลจิต ยังมีการวางแผนให้ฝ่ายชายหลงกลด้วยอุบายมารยาหญิง ใจก็ยิ่งใช้ความพยายามแรงกล้า องค์กรรมบถ ๓ ข้อแรกฝ่ายหญิงกระทำเป็นประจำ  กรรมที่ตนมีมโนทุจริตนี้รุนแรงอยู่แล้ว ยังทำกับคนดีมีคุณธรรม คือสามีเป็นคนดีมากจริงๆ ใครก็ตามทำผิดทำชั่วให้เกิดเสียหายแก่คนดีมีคุณธรรมมักต้องรับโทษทันตาเห็น อย่างเช่นเป็นบ้าเหมือนเรื่องนี้  เรื่องกรรมชั่วทั้งหลาย ไม่คิด ไม่พูด ไม่ทำเสียเลยเป็นดีที่สุด

จากหนังสือ จากความทรงจำเล่ม2

อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล


ชื่อเรื่องเดิม บ้าเพราะรัก

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0073242505391439 Mins