คัมภีร์ใบลาน สืบสานพระธรรม ตอน 8 " ใบลานทอง เเห่งกรุงรัตนโกสินทร์ "

วันที่ 01 สค. พ.ศ.2563

คัมภีร์ใบลาน สืบสานพระธรรม

ตอน 8 " ใบลานทอง เเห่งกรุงรัตนโกสินทร์ "

 

                  "ใบลานทอง" สำคัญมากน้อยเพียงใด มีความอะไรซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ใบลานทอง นั่นคือสิ่งที่ทุกท่านต้องติดตามอ่านทุกตัวอักษร และจะได้ลิ้มรสกับสิ่งที่มีค่าทางจิตใจเกินจิตนาการ แต่ท่านสัมผัสได้จากบทความนี้

                   พระไตรปิฎกฉบับทองใหญ่ เป็นคัมภีร์พระไตรปิฎกใบลานฉบับสมบูรณ์ชุดแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นหลังเสร็จสิ้นการสังคายนาครั้งแรกหลังกรุงศรีอยุธยาล่มสลาย

                  ราชอาณาจักรรัตนโกสินทร์สถาปนาขึ้นเมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี รัชกาลที่ ๑ เฉลิมพระนาม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงย้ายราชธานีจากฝั่งกรุงธนบุรีมาฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา และพระราชทานนามราชธานีแห่งใหม่ว่า ‘กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์’

                        แผ่นดินไทยขณะนั้นเพิ่งผ่านความคุกกรุ่นของสงครามเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า หรือแม้ในรัชสมัยพระองค์เองก็ยังปรากฏมีศึกสงครามอย่างต่อเนื่อง บ้านเมืองถูกข้าศึกทำลายย่อยยับ จิตใจของผู้คนในชาติบอบช้ำจากการสูญเสีย

                         พระองค์จึงทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะปกป้องเอกราชของบ้านเมือง ควบคู่ไปกับการเร่งฟื้นฟูขวัญและกำลังใจของพสกนิกรในชาติ ด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้กลับมายิ่งใหญ่ไพศาลเฉกเช่นอดีตราชธานีให้จงได้ ดั่งปฐมบรมราชโองการที่แสดงพระราชปณิธานของพระองค์ว่า

                          “ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา จะป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี”

Cr: https://i.pinimg.com/originals/c6/27/73/c627730072fb0e7ba74836aa25b7154f.jpg

 

                        ในด้านศาสนสถาน มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง เจริญรอยตามพระราชประเพณีสร้างพระอารามหลวงในเขตพระบรมหาราชวังตามแบบกรุงศรีอยุธยา

                        พร้อมทั้งสร้างหอพระไตรปิฎก พระราชทานนามว่า หอพระมณเฑียรธรรม ไว้เป็นสถานที่เก็บคัมภีร์พระไตรปิฎกของหลวง นับเป็นหอสมุดพระพุทธศาสนาของหลวงหลังแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

หอพระมณเฑียรธรรม

 

                      ในด้านพระธรรม มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สานต่องานรวบรวมคัดลอกคัมภีร์พระไตรปิฎกที่พระเจ้าตากสินมหาราชทรงทรงริเริ่มไว้แต่ครั้งกรุงธนบุรี แต่สิ้นรัชกาลก่อนที่คัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับหอหลวงจะเสร็จสมบูรณ์

                      เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงมาดำเนินการต่อ พระองค์มีพระราชวินิจฉัยว่า ข้อความในพระไตรปิฎกฉบับหลวงยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก เนื่องจากคัดลอกจากต้นฉบับจากหัวเมืองน้อยใหญ่ที่ไม่ครบถ้วน

กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท

 

                     พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทจึงทรงอาราธนาสมเด็จพระอริยวงษาญาณ สมเด็จพระสังฆราช(ศรี)และพระราชาคณะฐานานุกรมเปรียญจำนวนร้อยรูปมาสอบถาม

                     ครั้นทรงสดับว่าพระไตรปิฎกที่มีอยู่ผิดเพี้ยนจริง และฝ่ายคณะสงฆ์ก็ประสงค์จะทำนุบำรุงให้สมบูรณ์ถูกต้อง แต่มีกำลังไม่พอจะกระทำให้สำเร็จได้ จึงทรงอาราธนาให้คณะสงฆ์จัดทำสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้น

                     นับเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๒ บนแผ่นดินราชอาณาจักรไทย โดยมีพระสงฆ์ ๒๑๘ รูป ราชบัณฑิตยาจารย์ ๓๒ ท่าน มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน ทำการสังคายนา ณ วัดนิพพานาราม (วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร) โดยนำคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับหอหลวงมาตรวจสอบ ใช้เวลา ๕ เดือนจึงเสร็จสมบูรณ์

Cr: shorturl.at/htDNW

 

                     ในบันทึกพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ บันทึกไว้ว่าตลอดระยะเวลา ๕ เดือน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและพระอนุชาเสด็จไปพระอารามทุกวัน วันละ ๒ ครั้ง เวลาเช้าทรงประเคนสำรับอาหาร ส่วนเวลาเย็นทรงถวายน้ำอัฐบาล (น้ำผลไม้คั้น) และธูปเทียนทุกวัน

                       แสดงให้เห็นพระอุตสาหะและพระราชจริยาวัตรอันงดงาม ที่พระองค์ทรงทุ่มเทในฐานะที่เป็นองค์ศาสนูปถัมภกเพื่อสนับสนุนให้การกระทำสังคายนาครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ให้จงได้ เพื่อยังคำสอนอันบริสุทธ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้คืนกลับมาสู่แผ่นดินไทย ดังพระราชดำรัสว่า…

                   ครั้นเมื่อการสังคายนาเสร็จสมบูรณ์เมื่อกลางเดือน ๕ ปีระกา พ.ศ. ๒๓๓๒ ทรงสละพระราชทรัพย์จ้างช่างจารจารึกลงในใบลานด้วยอักษรขอม จารึกเนื้อหาพระวินัย พระสูตร พระปรมัตถ์ และสัททาวิเสส

                   ปิดทองแท่งทับทั้งใบปกหน้าหลังและกรอบทั้งสิ้น ห่อด้วยผ้ายก เชือกรัดถักด้วยไหมแพรเบญจพรรณ มีฉลากงาแกะเขียนอักษรด้วยหมึก และฉลากทอเป็นตัวอักษร บอกชื่อพระคัมภีร์จำนวน ๓๕๔ คัมภีร์ รวมเป็นหนังสือใบลาน ๓,๖๘๖ ผูกด้วยกัน

                    คัมภีร์ใบลานฉบับทองใหญ่ ไม้ประกับทองทึบ ฉลากทอ Cr: คัมภีร์ใบลานฉบับหลวงในสมัยรัตนโกสินทร์

                    เรียกคัมภีร์พระไตรปิฎกฉบับหลวงนี้ว่า ‘ฉบับทองทึบ’ และเรียกฉบับหอหลวงว่า ‘ฉบับสังคายนา’ หรือที่นิยมเรียกว่า ‘ฉบับครูเดิม’

                       ต่อมาพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลอื่นก็มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระไตรปิฎกฉบับทองทึบขึ้นอีก จึงเรียกฉบับเดิมที่สร้างสมัยรัชกาลที่ ๑ ว่า ฉบับทองใหญ่ ประดิษฐานในตู้ประดับมุก รักษาไว้ที่หอพระมณเฑียรธรรม วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

                       ต่อมายังทรงสร้างพระไตรปิฎกขึ้นอีก ๒ ชุด เพื่อใช้ในการสอบพระปริยัติธรรมในกรมราชบัณฑิต เรียกว่า ‘ฉบับรองทรง’ และ ‘ฉบับทองชุบ’

                      นอกจากนี้เพื่อให้พระภิกษุสามเณรทั่วแว่นแคว้นมีพระไตรปิฎกฉบับถูกต้องสมบูรณ์ไว้เล่าเรียนศึกษา พระองค์จึงทรงสร้างพระไตรปิฎกพระราชทานทุกพระอารามหลวง และพระราชทานอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์สามารถยืมพระไตรปิฎกฉบับหลวงไปคัดลอกเองได้

(บน) คัมภีร์ใบลานฉบับรองทรง , (ล่าง) คัมภีร์ใบลานฉบับทองชุบ

 

                       พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงให้ความสำคัญทั้งงานสืบสานราชประเพณีด้านสถาปัตยกรรมทางศาสนา งานรวบรวมคัมภีร์พระไตรปิฎกต่อจากบูรพกษัตริย์ จารจารึกจัดเก็บอย่างประณีตงดงามทรงคุณค่า และงานสนันสนุนส่งเสริมพระภิกษุสามเณรให้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย

                       ส่งผลให้พระพุทธศาสนากลับมารุ่งเรืองทัดเทียมอาณาจักรไทยโบราณในกาลก่อน ยังขวัญและกำลังใจให้เกิดแก่อาณาประชาราษฎร์ และทำให้พระพุทธศาสนายังงอกงามไพบูลย์บนผืนแผ่นดินไทยมาจนปัจจุบัน

 

เรียบเรียงจาก บทความวารสารอยู่ในบุญเรื่อง

พระมหากษัตริย์ไทยกับพระไตรปิฎก ตอนปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ฉบับเมษายน ๒๕๕๘

 

อ้างอิง

ก่องแก้ว วีระประจักษ์ และวิรัตน์ อุนนาทรวรางกูร.

คัมภีร์ใบลานฉบับหลวงในสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพ : กรมศิลปากร, ๒๕๔๖.

ดินาร์ บุญธรรม. พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา.

กรุงเทพฯ : สายธุรกิจโรงพิมพ์, ๒๕๕๕.

แน่งน้อย ศักดิ์ศรี, หม่อมราชวงศ์. สถาปัตยกรรมพระบรมหาราชวัง.

กรุงเทพฯ : สำนักราชเลขาธิการ, ๒๕๓๑.

 Total Execution Time: 0.0031914353370667 Mins