นิทานก่อนนอนสอนใจ
เรื่อง กบผู้ไม่เคยรู้จักโลกกว้าง กับตะพาบน้ำผู้หวังดี

ณ บริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แต่ก่อนเต็มไปด้วยผู้คนพลุ่งพล่าน แต่บัดนี้กลายสภาพเป็นป่ารกเรื้อ ด้วยเหตุผู้คนล้มหายตายจากเพราะโรคระบาด หมู่บ้านร้างแห่งนี้จึงกลายเป็นที่หวาดกลัวสำหรับคนที่สัญจรผ่านไปมา ในความน่ากลัวนี้ยังแฝงไปด้วยภัยจากสัตว์นานาชนิด ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้ากบน้อย ที่คอยส่งเสียงร้องเพลงในบ่อร้าง ยิ่งเพิ่มความน่ากลัวเข้าไปอีก

วันหนึ่งเจ้าตะพาบน้ำตัวโต เดินเยื้องย่างผ่านหมู่บ้านร้าง พลันได้ยินเสียงกบเจ้าถิ่นร้องเพลงดังขึ้น
"บ่อใหญ่ร้าง สร้างวิมานสุขสันต์ ใครจะหรรษาเท่าข้าไม่มีข้ากระโดดร้องเพลงไปมา แสนสุขหนักหนา เมื่ออยู่ในวิมานแห่งนี้"
เสียงร้องของเจ้ากบทำให้ตะพาบน้ำนึกอิจฉาอยู่ครามครัน ว่าบ่อร้างแห่งนี้มีอะไรดี เจ้ากบน้อยถึงได้มีความสุขเพียงนี้
"เราลองไปดูดีกว่า ว่าบ่อร้างที่อาศัยของเจ้ากบมีอะไรดี"

ว่าแล้วเจ้าตะพาบน้ำจึงเดินต้วมเตี้ยมชะโงกหน้าไปดูสภาพบ่อร้างที่เจ้าตะพาบเห็นมิได้แตกต่างไปจากน้ำคร่ำเหม็นเน่าแต่ประการใด น้ำทั้งดำสกปรก เหม็นเน่า ส่งกลิ่นคละคลุ้ง จนเจ้าตะพาบน้ำต้องเบือนหน้าหนี
"เจ้ากบน้อยอยู่ได้อย่างไรกัน เอาอย่างนี้ดีกว่า เราจะชวนเจ้ากบน้อยออกตระเวนหาแหล่งที่อยู่ใหม่ ที่มันดีกว่านี้" เมื่อคิดได้ดังนั้น ตะพาบน้ำจึงร้องถามเจ้ากบ
"สหายตัวจ้อย เหตุอันใดสหายถึงไม่หาที่อยู่ใหม่ ที่มันอุดมสมบูรณ์กว่านี้เหล่า" ตะพาบน้ำถาม
"เชอะ เจ้าตะพาบงุ่มง่าม เจ้านี้มีตาหามีแววไม่ บ่อร้างที่ข้าอาศัยอยู่นี้สมบูรณ์พูนสุขเพียงใดเจ้าก็เห็น ข้าอยู่ที่นี่มาหลายปี ไม่เคยมีที่ไหนดีกว่าที่นี่อีกแล้ว"
เจ้ากบผู้เย่อหยิ่งไม่ฟังคำหวังดีของตะพาบน้ำ
"แล้วเจ้าเคยออกจากบ่อแห่งนี้หรือไม่ เคยเห็นท้องฟ้าและทะเลกว้างใหญ่ มองไปทางไหนก็เห็นคลื่นและท้องฟ้าสีครามหรือเปล่าล่ะสหาย"
"เจ้านี้ปากไม่ดี แล้วยังพูดในสิ่งที่เป็นไม่ได้เสียจริง ข้าถามจริงๆ เถอะ ในโลกแห่งนี้ยังมีสิ่งที่เจ้าพูดถึงอยู่อีกหรือ" เจ้ากบผู้น่าสงสารถามตะพาบน้ำ
"มีซิสหายข้า หากเจ้าลองขึ้นมาจากบ่อร้างแห่งนี้ แล้วไปกับข้า เจ้าจะพบว่ามันมีจริง" เจ้าตะพาบน้ำผู้หวังดียังเอ่ยปากชักชวนต่อ
"เจ้าคนโกหกหลอกลวง อย่าหวังว่าข้าจะเชื่อเจ้า เจ้าจะหลอกให้ข้าไปจากที่นี่ เพื่อที่เจ้าจะได้ครอบครองบ่อร้างแห่งนี้ใช่ไหมล่ะ ฝันไปเถอะ"

เจ้ากบผู้น่าสงสารจึงกระโดดลงน้ำที่แสนดำเหม็นโดยไม่สนใจเจ้าตะพาบน้ำอีกเลย เจ้าตะพาบน้ำจึงได้แต่ส่ายหน้าเอื้อมระอากับความหยิ่งผย่องของเจ้ากบที่ตลอดชีวิตของมัน คงเคยเห็นแต่บ่อร้าง อยู่ในดงน้ำครำต่อไป ตราบเท่าชีวิตของมัน ส่วนเจ้าตะพาบน้ำยังคงมุ่งหน้าหาแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ต่อไป เพราะมันเชื่อว่า จุดหมายปลายทางกำลังใกล้เข้ามา
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ผู้ที่เย่อหยิ่งไม่ยอมรับฟังเหตุผล และกักขังตัวเองอยู่ในความคิดแคบๆ ย่อมเป็นคนที่ไม่ทันโลกไม่ทันการณ์ คนลักษณะแบบนี้มักเหมารวมเอาเองว่าตัวเองรู้ ตัวเองฉลาด โดยหารู้ไม่ว่า ผู้ที่คิดเช่นนั้นเป็นผู้ที่มีความรู้น้อยที่สุด จนอาจเรียกได้ว่า "โง่" ที่สุดก็ย่อมได้