นิทานก่อนนอนสอนใจ
เรื่อง พระราชาผู้ขาดสติและผลกรรมของตน

ยังมีเมืองเมืองหนึ่ง พระราชวังของพระราชาและพระราชินีนั้น รั้วรอบขอบกำแพงตกแต่งประดับประดาด้วยอัญมณีหลากสีหลายประเภท ยามต้องแสงอาทิตย์ก็ส่องประกายวับแวม รอบๆ วังมีทหารยามยืนเฝ้าอย่างเข้มแข็งตลอดวันตลอดคืน

พระราชาและพระราชินีทรงมีพระโอรสพระองค์หนึ่ง ทรงเป็นพระกุมารทั้งคงามทั้งหน้าตาและพระจริยาวัตร ทรงเป็นดั่งดวงหทัยของพสกนิกร เมื่อพระกุมารมีพระชนมายุครบ 10 ชันษา พระราชา พระราชินีก็ทรงจัดงานเลี้ยงฉลองอีกครั้งอย่างสมพระเกียรติ มีมหรสพแสดงถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน ประชาชนทุกคนถูกเชิญมาร่วมงานครั้งนี้ ต่างก็อิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า

แต่แล้ว ....ในคืนที่เจ็ดนั่นเอง พระกุมารองค์น้อยผู้เป็นดั่งขวัญหทัยของพวกเขาก็ล้มลงสิ้นสติไปในบัดดล ทุกอย่างเข้าสู่ความวุ่นวาย หมอหลวงซึ่งกำลังสนุกอยู่กับบรรดาสาวงามถูกเรียกตัวเข้ามาด่วน พร้อมคำสั่งเด็ดขาดจากพระราชาว่า
"รักษาลูกเราให้หายเดี๋ยวนี้ หาไม่แล้ว เจ้าคอขาด"
"พระเจ้าข้า" หมอหลวงรับคำลนลาน ก่อนจะรีบเร่งเข้าไปดูอาการของพระกุมารและรีบจัดยาถวาย แต่ปรากฏว่า พระอาการไม่ทรงดีขึ้นแต่อย่างใดหมอหลวงเหงื่อแตกซิก รำพึงกับตัวเองในใจว่า "ตายแน่"

"ว่าไง หมอหลวง" สุรเสียงเฉียบขาดของพระราชาดังขึ้นขึ้นเบื้องหลัง หมอหลวงสะดุ้งสุดตัว ค่อยๆ หันใบหน้าขาวซีดของตนมาทางพระองค์อย่างเกรงกลัวและวิงวอนอยู่ในที หากแต่ไม่เป็นผล เพราะเมื่อพระราชารู้ว่าเขาไม่สามารถรักษาพระกุมารได้ พระสุรเสียงเฉียบชาดจึงขึ้นอีกครั้ง
"ทหาร... จับหมอหลวงไปประหารเดี๋ยวนี้"
และหลังจากนั้น ก็มีหมออีกหลายคนถูกตัดสินประหารชีวิต เนื่องจากรักษาพระอาการของพระกุมารไม่ได้ ไม่เพียงเท่านั้น พระองค์ยังทรงสั่งประหารคนในครอบครัวของหมอเหล่านั้นด้วย เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้บรรดาเหล่าเสนาอำมาตย์ต่างเป็นกังวล เพราะนับวัน ก็จะยิ่งมีคนตายเพิ่มมากขึ้นทุกที พวกเขาจึงรวมตัวกันเพื่อเข้าเฝ้าพระราชา แล้วกราบทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าข้า มนุษย์ทุกคนเกิดมาย่อมมีกรรมเป็นของตนเอง ต่างก็มีกรรมที่ต้องชดใช้ ไม่เว้นแม้แต่พระองค์เอง แม้ผู้นั้นจะเป็นคนดีสักเพียงใด เป็นคนใจบุญสุนทานสักแค่ไหน แต่เขาก็ยังมีกรรมเก่าที่จะต้องชดใช้ ไม่ต่างจากองค์พระกุมารเลย พระเจ้าข้า ถึงแม้จะทรงถือกำเนิดในตระกูลสูง ร่ำรวยเพียงใด หากแต่พระกุมารก็ยังคงได้รับผลกรรมเหล่านั้นเช่นกัน และการที่พระองค์ทรงมีคำสั่งประหารบรรดาหมอรวมทั้งครอบครัวของเขานั้น ก็เท่ากับพระองค์ได้สร้างกรรมเพิ่มขึ้นอีกพระเจ้าข้า หม่อมฉันทุกคนขอให้พระองค์ทรงทบทวนการกระทำของพระองค์อีกครั้งเถิด พระเจ้าข้า"
ได้ฟังดังนั้น แทนที่พระราชาจะได้สติคิดทบทวนอย่างที่เหล่าเสนาอำมาตย์กราบทูล พระองค์ยิ่งทรงกริ้วหนักขึ้น ทรงประกาศลั่นว่า
"พวกเจ้าบังอาจสั่งช้า ดีละ ข้าจะปลดพวกเจ้าออกจากตำแหน่ง"
แม้พระราชินีจะทรงคัดค้านก็ไม่เป็นผล ดังนั้นเหล่าเสนามหาอำมาตย์ผู้จงรักภักดีและมีฝีมือทั้งหลายต่างถูกปลดออกจากตำแหน่งมาเป็นเพียงบุคคลธรรมดา ทำให้พระองค์ไม่มีขุนพลคู่ใจคอยเป็นที่ปรึกษาราชการอีกต่อไป

ครั้งนั้น เมืองใกล้เคียงได้ยินข่าวเช่นนั้น ก็ยกพลเข้าประชิดล้อมเมืองไว้ เพียงสามวันก็เข้าโจมตีเมืองของพระราชา ขนเอาอัญมณีประดับกำแพงไปจนหมดสิ้น จับเอาพระราชาและพระราชินีไปเป็นเชลย แล้วเผาบ้านเมืองจนวอดวาย ร่างของพระกุมารก็ถูกกลืนหายไปพร้อมไฟกองใหญ่นั่นเอง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1.อำนาจที่ปราศจากเหตุผล คือ อำนาจของคนพาลอำนาจที่ปราศจากความเมตตา คือ อำนาจที่นำมาซึ่งความความปราชัย
2. อารมณ์โกรธเข้าประตูหน้า สติปัญญาก็โผออกประตูหลัง
3. มนุษย์ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง แม้เกิดในตระกูลสูงส่งเพียงใด ก็มิอาจหลีกเลี่ยงได้ สิ่งที่ต้องทำคือ หมั่นทำความดีเข้าไว้ให้มากและทำใจยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วยใจที่เข้มแข็งเสมอ