การปรับตัวสู่โลกยุคมโนทัศน์

วันที่ 04 กย. พ.ศ.2558

 

 

การปรับตัวสู่โลกยุคมโนทัศน์


“ โลกยุคมโนทัศน์ ” โดยความหมายคือ โลกปัจจุบันที่การเห็นด้วยใจมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะมีข้อมูลท่วมท้นอยู่รอบตัวเรา จนแทบจมอยู่ในทะเลข้อมูล เราจึงจำเป็นต้องฝึกใจให้นิ่งใสกระจ่างเพื่อให้สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆให้แจ่มชัดตรงตามความเป็นจริง สามารถเลือกนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์ได้
ในอดีตนั้นประเทศที่เจริญแล้วจะมีความแตกต่างจากประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนาในเรื่องของความรู้และเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก เรียกว่าต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่หลังจากที่มีการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบการสื่อสาร การส่งต่อข้อมูลข่าวสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เป็นไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ส่งผลให้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้แทบไม่แตกต่างกัน


ปัจจุบันนี้จะเห็นว่าทุกๆประเทศต่างก็มีมหาวิทยาลัย มีการเรียนการสอนทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ความรู้ก็ไม่ห่างไกลกันมากนัก ทั้งยังสามารถแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในอินเตอร์เน็ตได้เหมือนๆกัน อยากจะรู้อะไรก็ค้นคว้าได้มีแหล่งข้อมูลมากมายมหาศาล ดังนั้นความแตกต่างทางด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเริ่มแคบเข้ามา ทำให้ความสามารถของบริษัทต่างๆ เช่น เวียดนาม จีน อินเดีย ยังได้เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ทำให้ประเทศที่เคยล้าหลัง สามารถดูดซับเทคโนโลยีเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว หรือเมื่อมีกำลังมากขึ้น ก็สามารถซื้อบริษัทที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอยู่แล้วมาต่อยอดใช้ได้เลย โดยไม่ต้องเสียเวลาเริ่มสร้างตั้งแต่ต้น
ช่องว่างทางเทคโนโลยีที่เคยต่างกันมาก จึงเริ่มแคบเข้ามาประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นผู้นำของโลกอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป จึงต้องพยายามค้นคว้าสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นไปอีก แต่ประเทศอื่นที่วิ่งตามหลังมาไม่ได้ทิ้งช่วงห่างราวฟ้ากับดินอีกแล้ว ช่องว่างทางเทคโนโลยีห่างกันแค่ 3 ปี 5 ปี ก็ถือว่ามากแล้ว เมื่อต่างก็วิ่งจี้กันมาติดๆ ทุกคนจึงต้องพยายามค้นคว้าให้เร็วขึ้น วิจัยให้มากขึ้น พัฒนาให้เร็วขึ้น เทคโนโลยีจึงเปลี่ยนเร็วมาก สินค้าบางอย่างผลิตออกสู่ท้องตลาดเพียง 3 ปีถือว่าตกรุ่นแล้วก็มี เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ยิ่งอัพเกรดทุกๆ 6 เดือนทีเดียว ผลที่ตามมาก็คือสินค้าของแต่ละบริษัทจะมีคุณภาพใกล้เคียงกัน แม้จะเป็นสินค้าแบรนด์เนม มีชื่อเสียงแค่ไหนเมื่อเช็คดูแหล่งผลิต พบว่าส่วนใหญ่ผลิตในจีน หรือเวียดนามนี่เอง
นอกจากนี้การออกแบบให้สวยงามดึงดูดใจ ก็มีความสำคัญมากขึ้นไม่น่าเชื่อว่า “ ซัมซุง ” ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าเทคโนโลยีไม่ใช่สินค้าแฟชั่น กลับมีพนักงานที่ทำหน้าที่เป็นดีไซเนอร์นักออกแบบหลายพันคน เพราะเหตุที่สินค้ามีประโยชน์ใช้สอยไม่ต่างกัน จึงต้องเอาชนะคู่แข่งด้วยความล้ำหน้าด้านดีไซน์ ทั้งนี้เป็นผลมาจากความใกล้เคียงกันทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั่นเอง


โลกปัจจุบัน เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย จนกระทั่งมีคนเปรียบว่า คนชั้นกลางยุคปัจจุบันมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายมากกว่าฮ่องเต้ในอดีตเสียอีก เรามาลองคิดดูว่าจริงหรือเปล่า?
ในด้านปัจจัย 4 เรื่องของอาหาร เราจะเห็นได้ว่า ซุปเปอร์มาร์เก็ต มีอาหารจากทั่วภูมิภาคของโลกก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารหว่านคาว ขนมนมเนย ของเลิศรส ของหายาก แม้พืชผักผลไม้สดๆ จากเมืองหนาวก็มีให้เลือกมากมาย ภัตตาคาร ร้านอาหารก็มีทุกท้องถนนเต็มไปหมดอาหารจีน อาหารฝรั่ง อาหารญี่ปุ่น อาหารไทย อาหารเวียดนาม ฮ่องเต้ในอดีตยังไม่มีอาหารให้เลือกเท่าเราเลย


เรื่องเครื่องแต่งกาย ชอบแฟชั่นแบบไหน เนื้อผ้าแบบไหน ใยสังเคราะห์หรือผ้าทอ ผ้าไหม สไตล์ไหนจากมุมไหนของโลก มีให้เลือกมากมาย 
เรื่องที่อยู่อาศัย ในสมัยฮ่องเต้ ถ้าอากาศร้อนคงมีแต่คนพัดให้ แต่ต่อให้มีคนพัดให้ 24 ชั่วโมงอย่างมากก็คงเหมือนกับเปิดพัดลมจะเย็นสบายสู้เปิดแอร์ได้อย่างไร ตะเกียงโคมไฟ ก็ให้แสงสู้ไฟฟ้าไม่ได้แน่นอน
เรื่องการรักษาพยาบาล หรือยารักษาโรค การแพทย์ปัจจุบันเจริญขึ้นมาก ทั้งความรู้ในการรักษาโรค เทคโนโลยีอุปกรณ์การรักษา และยาต่างๆ สมัยก่อนเป็นแผลนิดเดียว ก็อาจจะติดเชื้อลุกลามจนเสียชีวิตได้ไส้ติ่งอักเสบก็ตายได้ แต่ปัจจุบันนี้การแพทย์เจริญก้าวหน้ามากโรงพยาบาลมีอยู่ทุกหนแห่ง หยูกยาอุปกรณ์การแพทย์มีอยู่ทั่วไปถ้าเป็นโรคร้ายแรงก็มีโรงพยาบาลใหญ่ๆรองรับ จึงอาจกล่าวได้ว่ายุคของเราสะดวกสบายกว่ายุคของฮ่องเต้มากนัก
การพักผ่อนหย่อนใจ ก็เช่นกันฮ่องเต้จะเสด็จประภาสแต่ละครั้งเป็นเรื่องใหญ่ ต้องเตรียมการอุตลุดวุ่นวาย ไม่สามารถทำได้บ่อยครั้งด้วยมีข้อจำกัดมากมาย แต่คนชั้นกลางในยุคนี้จะไปเที่ยวที่ไหนก็ได้บ่อยแค่ไหนก็ได้ เช่น ปีนี้ไปอเมริกา ปีหน้าไปยุโรป ปีต่อไปไปญี่ปุ่น บางทีปีหนึ่งไปตั้งหลายครั้งหรือจะท่องเที่ยวภายในประเทศก็ยิ่งทำได้ง่ายดายสิ่งบันเทิงต่างๆ ก็มีให้เลือกชมหลากหลาย ทั้งโรงหนัง โรงละคร ที่สามารถชมการแสดงหรือภาพยนตร์ จากประเทศไหนบนโลกก็ได้ หรือจะดูทีวีอยู่กับบ้าน ก็มีให้เลือกชมเป็นร้อยๆช่อง ทั้งทีวีดาวเทียม เคเบิ้ลทีวี ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความบันเทิงในรูปของ DVD, MP3 ให้เลือกชมเลือกฟังได้ตามใจชอบ จะซื้อหรือจะเช้าก็สามารถทำได้ในราคาเพียงไม่กี่บาท เรียกได้ว่า ฮ่องเต้ในยุคก่อนยังไม่สามารถมีความบันเทิงให้เลือกชมหลากหลายตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนคนในยุคนี้เลย


แต่สิ่งที่ต้องแลกกันไปก็คือ เวลา เพราะทุกคนจะถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าอยู่ทุกขณะ จนใช้ชีวิตเหมือนเป็นหนูถีบจักรที่ต้องวิ่งไปข้างหน้าแข่งกันตลอดเวลาแต่กลับวนเวียนไม่มีที่สิ้นสุดขณะเดียวกันข้อมูลข่าวสาร ซึ่งท่วมท้นอยู่รอบตัวเราก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เรามีช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากมาย สมัยก่อนถ้าอยากจะได้ความรู้ต้องรอหนังสือดีๆ เช่นวารสารวิชาการต่างๆ ซึ่งจะพิมพ์ออกมาทุก 3 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้าง แต่เดี๋ยวนี้อยากจะรู้อะไรลึกแค่ไหนเพียงเข้าอินเตอร์เน็ตไป ค้นข้อมูลด้วย Search engine ก็พบเรื่องที่เราต้องการทันที ทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก บางทีก็ค้นเพลินจนลืมไปว่าตั้งใจจะค้นอะไร บางคนรู้สึกว่าข้อมูลมากจนรับไม่ทัน เป็นเรื่องดีๆน่ารู้ทั้งนั้น แต่มันมากจนรับไม่ไหว เพราะมีเรื่องใหม่ซ้อนเข้ามาตลอดเวลา ข้อมูลข่าวสารจึงท่วมโลกท่วมคนอยู่ในปัจจุบัน


เมื่อเข้าใจกระแสความเป็นไปของโลกโดยภาพรวมแล้ว เราจะทำอย่างไรในโลกยุคปัจจุบัน ขอแนะนำว่า เราควรต้องพัฒนาตนเองให้สามารถก้าวทันความเจริญก้าวหน้านั้น ขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่ลืมพัฒนาเรื่องของใจด้วย วิถีชีวิตของเราแต่ก่อนนั้น เราอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ต่อมากลายเป็นครอบครัวเดี่ยว และตอนนี้ครอบครัวเดี่ยวที่มีแค่พ่อแม่ลูกนั้นก็ยังถูกแยกออกจากกันจนแทบจะเป็นปัจเจกชนต่างคนต่างอยู่เลย ลูกก็ขลุกอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พ่อแม่ก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน ต่างคนต่างอยู่ในแวดวงของเทคโนโลยี ของตัวเองมากขึ้นทุกที เวลาที่จะมาสังสรรค์พูดคุยกันเหลือน้อยลง เมื่อเป็นอย่างนี้จึงทำให้เกิดกระแสของผู้คนที่โหยหาที่พึ่งพิงทางจิตใจ


ยิ่งในประเทศที่มีเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้ามากๆ จะเกิดกระแสที่เรียกว่า Spiritual boom คือผู้คนหันมาสนใจเรื่องจิตใจดังจะเห็นได้จากการที่ชาวยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย พากันสนใจฝึกสมาธิจนเป็นกระแสกันไปทั้งโลก ซึ่งเรื่องของสมาธินั้นเป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาเราอยู่แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมก็ด้วยการปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ จนกระทั่งบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในวันวิสาขบูชา ชาวพุทธเรามีแก้ววิเศษในมือเช่นนี้จึงไม่ควรมองข้ามไป ขอให้ลงมือปฏิบัติธรรมให้ใจได้มีเวลาพัก ให้ใจมีความสงบนิ่ง สามารถเดินหน้าในท่ามกลางโลกแห่งการสื่อสาร โลกแห่งเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนี้ได้อย่างมีความสุขแล้วก็ประสบความสำเร็จในการงานด้วย
คนเราพอใจสบาย อะไรๆก็จะดีตาม งานก็ดี ครอบครัวก็ดี สังคมก็ดี แล้วเราจะตอบตัวเองได้ว่า ที่เราวิ่งวุ่นกันอยู่อย่างนี้ เราวุ่นไปเพื่ออะไร คนในโลกเขาวิ่งวุ่นกันถึงจุดหนึ่งแล้วก็จะมีบางคนเริ่มหยุดคิดว่า วัตถุนิยม บริโภคนิยมเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตเรามากเกินไปหรือเปล่า?


ควรรู้จักการสงบใจ พิจารณาดูว่าสารัตถะของชีวิตอยู่ที่ไหน? บุญบาปคืออะไร แล้วขวนขวายหาโอกาสในการสร้างบุญบารมี ช่วยกันแนะนำสิ่งดีให้กับเพื่อนมนุษย์ ชีวิตจึงจะมีความหมายและมีคุณค่าอย่างแท้จริง

----------------------------------------------------------------------------------

หนังสือ " ทันโลกทันธรรม 3  "

พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ