ปรนิมมิตวสวัตดี

วันที่ 23 พค. พ.ศ.2560

ปรนิมมิตวสวัตดี

 

 

                โดยสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น ได้นำมาตั้งเป็นชื่ออาคารต่าง ๆ ภายในวัด ตั้งแต่อาคารจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี รวมทั้งอาคารปรนิมมิตวสวัตดี ซึ่งเป็นชื่อของสวรรค์ชั้นที่ ๖ ไม่ค่อยจะมีใครรู้จักและเรียกชื่อนี้เหมือนอาคารอื่น ๆ อาจเป็นเพราะเป็นชื่อที่เรียกยาก และป้ายชื่อถูกบดบังด้วยหมู่แมกไม้ แต่ทุกคนจะรู้จักและเรียกชื่ออาคารนี้จนติดปากว่า "กุฏิคุณยาย"

                กุฏิคุณยายจะตั้งอยู่เป็นหลังแรกในเขตสังฆาวาส อยู่ใกล้ โรงทานหรือครัว เดินไปมาได้สะดวก ถ้าดูตามพื้นที่ในเขตแผ่นดินผืนแรกของวัด กุฏิคุณยายผู้เป็นศูนย์รวมใจของทุกคนใน เขตบุญสถานแห่งนี้ จะตั้งอยู่ประมาณจุดกึ่งกลางของพื้นที่พอดี ห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่เล็ก และพรรณไม้หอมนานาชนิด เช่น แก้ว พิกุล ลำดวน การเวก ฯลฯ ไม่มีรั้วหรือขอบเขตอาณา บริเวณ มีแต่เพียงแผ่นป้ายที่วางกั้นไว้ ตรงทางเดินเข้ากุฏิว่า"ห้ามเข้าภายในบริเวณกุฏิ"

                 ลักษณะของกุฏิจะเป็นกุฏิชั้นเดียว รูปทรงเรียบง่าย มีใต้ถุนเตี้ย ๆ มีบันได ๒ ขั้น เป็นบันไดลอยที่ไม่มีเสาค้ำถึงพื้น สร้างด้วยความมั่นคงแข็งแรง ที่มุมบนผนังตรงประตูเข้ากุฏิ จะมีแผ่นป้ายเขียนติดไว้ว่า

 

ถนัด และโมลี คอมันตร์

สร้างอุทิศให้

พระยาพิพากษาสัตยาธิปตัย

พ.ศ. ๒๕๑๘

 

                 ช่วงที่ข้าพเจ้าเริ่มไปช่วยงานพี่อารีพันธุ์ คุณยายจะพัก อยู่ที่กุฏิเฉพาะช่วงกลางคืนส่วนช่วงกลางวันท่านจะมาพักอยู่ที่ ห้องข้างล่างที่อยู่ตรงข้ามกุฏิ ซึ่งมักจะเรียกกันว่า "ห้องเลขา" ข้าพเจ้าจะมาช่วยรับบุญในช่วงผลัดกลางวันทำหน้าที่อุปัฏฐาก รับใช้ท่านอยู่ที่ห้องเลขา นี้

                 ระหว่างที่พักอยู่ที่ห้องเลขา คุณยายท่านมักชอบเดิน ไปดูความเรียบร้อยที่กุฏิอยู่เสมอ ๆ ข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสเดินตาม ท่านเข้าไปในเขตบริเวณกุฏิด้วย ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเคยแต่เดิน ผ่านกุฏิคุณยาย ความรู้สึกที่มีต่อคำว่า "กุฏิคุณยาย" เมื่อได้ยิน หรือในทุกครั้งที่เดินผ่าน จะรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่พักอาศัย เป็นที่นั่งสมาธิเจริญภาวนาของบุคคล ผู้เป็นครูบาอาจารย์ ผู้มีธรรมะสูง ไม่ว่าจะเป็นดวงแก้ว ล็อคเกต หรืออะไรทั้งหลาย ที่เอาขึ้นไปไว้บนกุฏิคุณยายแล้ว จะถือว่าเป็นสิริมงคลและเป็นของศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ดังจะเห็นได้จากอานุภาพ ทั้งหลายที่บุคคลเหล่านั้นได้ประสบ และนำมาเล่าสู่กันฟัง

                ด้านหลังของกุฏิ จะมีมุมตั้งเก้าอี้ให้คุณยายนั่งพัก เป็นเก้าอี้หวายตัวเก่า ๆ ที่เมื่อนั่งลงไปก็จะมองเห็นวิวทิวทัศน์ทางฝังน้ำพอดี

               เวลาคุณยายขึ้นไปดูความเรียบร้อยบนกุฏิ เมื่อส่งคุณยาย ขึ้นบนกุฏิแล้ว ข้าพเจ้ามักจะมายืนรอท่านอยู่ข้างล่าง ไม่ได้เข้าไปข้างในด้วย บางครั้งก็ได้ยินเสียงท่านพูดคุยด้วยดังผ่านออกมา บางครั้งเห็นขึ้นไปแล้วเงียบไปนาน ข้าพเจ้าก็จะส่งเสียงถาม ท่าน "คุณยายทำอะไรอยู่คะ" บางครั้งคุณยายก็เรียกให้ขึ้นไป ช่วยหาสิ่งของ ข้าพเจ้าก็ได้แต่บ่ายเบี่ยงและชักชวนท่านลงมา คิดเอาเองว่า เรายังเป็นเด็ก เพิ่งมาใหม่ และบนกุฏิคุณยายเป็นสถานที่สำคัญ คงยังไม่ถึงเวลาที่เราควรจะขึ้นไป คุณยายท่าน เดินออกมาพร้อมด้วยคำพูดบางประโยค เหมือนกับรู้และหยั่ง เข้าไปในใจของข้าพเจ้าได้อย่างทะลุปรุโปร่งทำให้ข้าพเจ้าปีติใจ และยิ่งเพิ่มความเคารพรัก และเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านมากยิ่งขึ้น

              จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าพเจ้าก็มีโอกาสขึ้นไปบนกุฏิ จำได้ ว่าวันนั้นพี่อารีพันธุ์ไม่ค่อยสบายปวดท้องจนลุกไม่ไหว ตามปกติพี่อารีพันธุ์จะเป็นผู้รับบุญอุปัฏฐากคุณยายช่วงกลางคืน วันนั้นจึงให้ข้าพเจ้าไปช่วยรับบุญช่วงกลางคืนด้วย พี่อารีพันธุ์ นัดเวลาให้ข้าพเจ้าขึ้นไปบนกุฏิตอน ๓ ทุ่ม

              พอถึงเวลา ๓ ทุ่ม ข้าพเจ้าก็ขึ้นไปบนกุฏิ อดตื่นเต้นจน หัวใจขยายพองโตไม่ได้ ข้าพเจ้าพยายามเอาใจจรดศูนย์ไว้ตลอด ตั้งแต่ก้าวขึ้นบันไดกุฏิ ที่ระเบียงหน้ากุฏิมีไฟดวงเล็ก ๆ เปิดไว้ พอให้มองเห็นทาง แต่พอเปิดประตูเข้าไปในกุฏิ ไม่มีไฟดวงไหน เปิดไว้เลย มีแต่แสงสลัว ๆ จากไฟตามถนนที่ส่องลอดเข้ามา ตามช่องหน้าต่าง ที่เปิดแง้มไว้นิด ๆ บรรยากาศดูเงียบสงบ ข้าพเจ้าจึงต้องเดินและทำอะไรด้วยความระมัดระวังเป็นที่สุด เพราะเกรงว่าจะส่งเสียงดังรบกวนคุณยาย คุณยายท่านนอนหลับตาอยู่บนเตียงแล้ว

              ห้องนอนของคุณยายเป็นห้องเล็ก ๆ มีเตียงตั้งอยู่ ข้างผนังห้องมีชั้นวางของเล็ก ๆ เหลือพื้นที่อีกเล็กน้อยทางด้านข้าง และปลายเตียงสำหรับพอให้เป็นทางเดิน

              สำหรับผู้สูงอายุแล้ว การใช้เตียงจะสะดวกแก่การนอน และลุกนั่งมากกว่าการนอนกับพื้น เตียงของคุณยายเป็นเตียง แบบเรียบง่าย เกลี้ยง ๆ เป็นแผ่นกระดานไม้อัดหนา ๆ แผ่นใหญ่ แผ่นเดียว ประกอบวางอยู่บนโครงเหล็ก เตนเลสส์มี ๔ ขา ความสูงของเตียงอยู่ในระดับที่เมื่อคุณยายนั่งและวางเท้าลงเท้าจะเหยียบพื้นพอดี

              ที่นอนของคุณยายเป็นที่นอนบาง ๆ มีแผ่นรองนอน สีขาว ปูทับอีกที ที่หัวเตียงข้างหมอนคุณยายจะมีพัดที่ทำจากไม้ไผ่จักสาน และไฟฉายวางอยู่ ไม่มีเครื่องปรับอากาศ หรือเครื่องทำความเย็นใด ๆ

              ข้าพเจ้าเลือกหามุมนอนที่พอจะได้ยินเสียงเวลาท่านปลุกขึ้นมา เป็นบรรยากาศที่แปลกใหม่สำหรับข้าพเจ้า บรรยากาศช่างเงียบ สงัด สงบ ชวนให้ข้าพเจ้าสำรวมระวัง และเอาใจจรดศูนย์ไว้ตลอดเวลา ข้าพเจ้ารู้สึกว่านอนหลับ แต่ขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงทุกครั้งที่คุณยายลุกขึ้นมา โดยไม่ต้องมีใครปลุกเรียก

              ในช่วงกลางคืน ปกติคุณยายท่านจะลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำหลายครั้ง เวลาที่คุณยายลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ด้วยความที่ท่าน เป็นผู้ที่เกรงใจผู้อื่นอยู่เสมอท่านจะลุกของท่านเอง โดยไม่ลุกเรียกใคร เป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องหูไว พอได้ยินเสียงคุณ ยายขยับพลิกตัวจะลุกขึ้น เราต้องรีบลุกขึ้นมาก่อนที่ท่านจะลุกเดินไปเอง

               ครั้งแรกของการมารับบุญช่วงกลางคืน ข้าพเจ้าไม่ได้นำอุปกรณ์สำคัญในการทำหน้าที่คือไฟฉายมา เนื่องจากคุณยาย ไม่ชอบให้เปิดไฟโดยไม่จำเป็น ไฟฉายจึงเป็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้อยู่ เสมอในช่วงเวลากลางคืน พี่อารีพันธุ์ซึ่งนอนป่วยอยู่ที่พื้นข้าง ๆ เตียงคุณยาย จะมีไฟฉายอยู่ที่ข้างตัวเช่นเดียวกัน เวลาที่คุณยายลุก พี่อารีพันธุ์จะช่วยเปิดไฟฉาย วางแนบพื้นส่องทางเดินให้คุณยาย

              คุณยายท่านยังแข็งแรง ลุกเหินเดินเองได้สะดวก ข้าพเจ้า จึงได้แต่เดินตามท่านทุกฝีก้าวในระยะที่พร้อมจะคว้าจับท่านได้ ทุกเมื่อด้วยความมีสติและระมัดระวัง คอยดูพื้นที่ทางเดินให้ท่าน ไม่ให้ไปสะดุดหรือชนอะไร

               ในตอนกลางคืน คุณยายจะสวมหมวกอีกแบบหนึ่งซึ่งไม่คุ้นตา เป็นหมวกไหมพรม ถักเป็นตาข่ายใหญ่ ๆ บาง ๆสวมไว้ เพื่อไม่ให้ศีรษะเย็นเกินไป เป็นภาพแปลกใหม่สำหรับข้าพเจ้า ใบหน้าท่านดูสงบนิ่ง น่าเกรงขาม ในความรู้สึกของข้าพเจ้า ดูเหมือนว่าท่านกำลังอยู่กับงานละเอียดตลอดเวลาท่านจะทำ อะไรทุกอย่างด้วยความแน่วแน่ มีสติระมัดระวัง ไม่มีเสียงดัง บรรยากาศรอบ ๆ ดูเงียบสนิท

               ข้าพเจ้าพยายามเอาใจจรดศูนย์ไว้ตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะกลัวว่าท่านจะรู้ว่าข้าพเจ้าคิดอะไร แต่เพราะเกรงว่าจะทำอะไร ให้เป็นที่รำคาญหรือไม่ถูกใจท่าน การที่เอาใจจรดศูนย์อยู่ตลอด เวลาทำให้ข้าพเจ้ามีสติ เกิดความสำรวมระวัง และรู้จักช่างสังเกตทำให้เกิดความมั่นใจ รู้จังหวะและขั้นตอนในสิ่งที่ควร จะทำสิ่งที่ควรจะพูด

               จากเตียงนอนของคุณยาย เดินมาไม่กี่ก้าวก็ถึงห้องน้ำ ข้าพเจ้าจะเปิดสวิทซ์ไฟที่หน้าห้องน้ำให้ท่านท่านจะตักน้ำราดส้วมและทำอะไรด้วยตัวเองทุกอย่าง ข้าพเจ้าอยากจะช่วยตักน้ำราด ส้วมให้ท่าน แต่ท่านก็ทำเองทุกครั้งไป และทุกครั้งที่เสร็จ จากการเข้าห้องน้ำ คุณยายท่านจะเดินไปที่ซิงค์น้ำที่อยู่ข้าง ๆ หยิบแก้ว เตนเลลสส์ใบเล็ก ๆ มีหูจับ ดูจาก ภาพแก้วใบนี้คงผ่าน การใช้งานมาเป็นเวลานานแล้ว คุณยายจะรองน้ำจากก๊อกกลั้วปาก ๒๓ ครั้งแล้วบ้วนน้ำลง ก่อนที่จะเดินไปที่เตียงนอน

              เมื่อท่านเอนหลังลงนอนแล้ว ไม่ว่าจะหลับแล้วหรือยังไม่ หลับท่านจะนอนนิ่ง ๆ ไม่มีการพลิกขยับตัวไปมา มีแต่มือขวา เท่านั้นที่พอจะสังเกตเห็นการเคลื่อนไหว เวลาที่ท่านยังนอนไม่หลับท่านมักจะวางมือข้างขวาไว้ตรงท้อง ข้าพเจ้าประมาณว่า น่าจะเป็นแถวศูนย์กลางกาย บางครั้งจะเห็นนิ้วของท่านขยับ วนไปวนมาบริเวณนั้น เหมือนกำลังนอนนึกตรึกอะไรอยู่ บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าเห็นท่านทำปากขมุบขมิบเหมือนกำลังพูดอะไรอยู่ข้าพเจ้าพยายามมองดูที่ปาก และเงี่ยหูฟังว่าคุณยายพูดอะไร แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ยินเสียงนั้นเลย

               คุณยายพูดอะไรอยู่ และพูดอยู่กับใครหนอ

              การมารับบุญช่วงกลางคืนในวันแรกของข้าพเจ้าผ่านไปด้วยดี คุณยายลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำประมาณ ๓- ๔ ครั้ง ในเวลาต่อมาข้าพเจ้าก็มีโอกาสมารับบุญในตอนกลางคืนอีก จากนาน ๆ ครั้งก็เป็นบ่อยครั้งขึ้น บางครั้งข้าพเจ้าได้มารับบุญก่อนช่วงที่ คุณยายจะนอน จึงทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นและสัมผัส ถึงความเมตตา อันยิ่งใหญ่ของคุณยายที่ท่านมีให้กับทุก ๆ คน...เป็นความเมตตา อันยิ่งใหญ่สุดที่จะประมาณ

              ก่อนที่จะปิดไฟนอน คุณยายท่านจะมีการบ้านแทบทุกคืน การบ้านของท่าน คือ การช่วยเหลือลูกหลานทั้งหลายที่มาขอพึ่งขอพร ขอบุญบารมีกับท่าน ในช่วงก่อนนอน พี่อารีพันธุ์จะนำ รูปภาพ หรือข้อความทั้งหลายที่มีคนมาขอบุญบารมีมาอ่านให้ คุณยายฟัง ถ้ามีรูปภาพก็จะอ่านรายละเอียดแล้วเอารูปภาพให้ท่านดู

              คุณยายท่านจะฟังว่า คนนั้นคนนี้มาขอให้ยายช่วยอะไร ด้วยความตั้งใจและใส่ใจ ตั้งแต่คนแรกจนถึงคนสุดท้าย ดังจะสังเกตเห็นได้จาก ถ้าตอนไหนท่าน สงสัยในรายละเอียด ก็จะถามพี่อารีพันธุ์อีกครั้ง ก่อนที่ท่านจะเข้าที่ดิ่งธรรมะช่วยอย่างเอาจริงเอาจัง บางครั้งก็นิ่งเงียบไปสักพัก แล้วท่านก็จะซักถามในรายละเอียดขึ้นมาอีก จึงทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจในความเมตตาของคุณยายที่มีให้ต่อทุกคนมาก

              ใครมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจมาขอบุญบารมีกับคุณยาย ท่านจะให้ความเมตตาช่วยเหลืออย่างจริงจัง จริงใจ โดยถ้วนทั่วเสมอกันหมด โดยไม่เลือกว่าคน ๆ นั้นจะเป็นใคร คนเก่าหรือคนใหม่ รู้จักหรือไม่รู้จัก ฯลฯ ใครที่มาถึงคุณยายแล้วท่าน จะช่วยอย่างเต็มที่ทุกคน ข้าพเจ้าไม่สงสัยเลยว่า ใคร ๆ ต่างก็มาหาคุณยาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไกลแสนไกล ก็มากราบมาหา คุณยายเพื่อให้ท่านช่วย

              ต่อมา...ข้าพเจ้าเริ่มจะได้ยินเสียง เวลาที่คุณยายทำปากขมุบขมิบในยามค่ำคืนดึกดื่น เป็นกระแสเสียงแห่งมหาเมตตาที่ ท่านมีให้แก่มวลมนุษย์และสรรพสัตว์

             ในระหว่างที่ท่านนอนนิ่ง ๆ เงียบ ๆท่ามกลางความมืดสลัว ข้าพเจ้าพอที่จะมองเห็นคุณยายยกมือพนมขึ้นจรดศีรษะ ครั้งแล้วครั้งเล่า พร้อมกับมีเสียงพูดอธิษฐานดังขึ้นมาว่า

"ใครมาขอบุญบารมียาย

ขอให้เขาสำเร็จทุกคน

ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศล"

              นิ่งเงียบไปอีกสักพัก คุณยายก็ยกมือพนมจรดศีรษะ อธิษฐานขึ้นมาอีก "ใครมาขอบุญบารมียาย ขอให้เขาสำเร็จทุกคน..."

ความเมตตาของท่านยิ่งใหญ่สุดที่จะประมาณ

บุญอันใดหนอที่ทำให้ได้มารู้จักบุคคลเช่นท่าน

 

 

**บทความ แนะนำ/เกี่ยวข้อง

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร