รัตนปริตร : ภัยพิบัติทั้งหลายย่อมพ่ายแพ้พุทธมนต์

วันที่ 12 มิย. พ.ศ.2562

รัตนปริตร : ภัยพิบัติทั้งหลายย่อมพ่ายแพ้พุทธมนต์

       รัตนสูตร เป็นพระสูตรที่น้อมเอาคุณพระรัตนตรัย คือ คุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ มากล่าวเป็นสัจจะวาจาเพื่อให้เกิดความสวัสดี ช่วยขจัดปัดเป่าภัยพิบัติให้พินาศไปปรากฏชื่อตามพระสูตรว่า "รัตนสูตร" มาในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕

      เป็นบทสวดมนต์หลักที่ต้องสวดเพื่อทำนํ้านนต์

ตำนานบทสวดมนต์

     บทสวดนี้มีมูลเหตุมาจากเมืองเวสาลี ซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักรวัชชี ประสบวิกฤติเศรษฐกิจ เกิดข้าวยากหมากแพงฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าแห้งเหี่ยวตาย เกิดทุพภิกขภัยใหญ่ และมีโรคระบาด พวกคนยากจนอดอยากล้มตายเป็นจำนวนมาก ซากศพที่ถูกนำไปทิ้งไว้นอกเมืองก็เผาแทบไม่ทันก็ส่งกลิ่นเหม็นตลบไปทั่ว พวกอมนุษย์ก็พากันเข้าเมือง เมื่อมีคนยิ่งล้มตายกันมากขึ้น ก็เกิดโรคระบาดตามมา

     กษัตริย์ลิจฉวีจึงสั่งให้ประชาชนประชุมพร้อมกันที่ท้องพระโรง เพื่อร่วมกันพิจารณาสอดส่องความประพฤติของบรรดากษัตริย์ทั้งหลายว่า ทำผิดประเพณีอันใดไว้จึงเป็นเหตุให้เกิดเภทภัยต่าง ๆ

     เมื่อเห็นว่าไม่มีความผิดอันใด จึงเห็นชอบร่วมกันว่า ควรกราบทูลนิมนต์พระพุทธเจ้ามาช่วย ภัยจึงจะสงบ

     ขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองราชคฤห์ เมืองหลวงของรัฐมคธ จึงได้ส่งกษัตริย์ลิจฉวี ๒ องค์ เป็นทูตนำเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร และกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ และได้กราบทูลขอนิมนต์พระพุทธเจ้าเพื่อเสด็จไปโปรดเมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าได้ตอบรับการเสด็จในครั้งนี้

     ครั้นเรือขนานเทียบถึงฝั่ง พอพระพุทธเจ้าทรงยกพระบาทแรกย่างเหยียบฝั่งแม่น้ำคงคาเท่านั้น ก็บังเกิดเหตุมหัศจรรย์ กลุ่มเมฆมหึมาหนาทึบซึ่งตั้งเค้ามืดมาก็บันดาลให้ฝนตกลงมา น้ำฝนไหลนองท่วมพื้นดินระดับน้ำสูงถึงเข่าถึงสะเอวบ้าง พัดพาเอาซากศพลอยลงแม่น้ำคงคาไปหมด ทำให้พื้นดินมีความสะอาดบริสุทธิ์

     ขณะนั้นพระอินทร์ได้เสด็จลงมาพร้อมด้วยเหล่าเทวดามาชุมนุมอยู่ด้วย ทำให้พวกอมนุษย์และภูตผีปีศาจเกรงกลัวอำนาจพากันหลบหนีไปหมด

ก่อเกิดตำนานทำนํ้ามนต์

     พระพุทธเจ้าเสด็จถึงประตูเมืองเวสาลีในเวลาเย็น ได้สั่งให้พระอานนท์เรียนเอา ''ร้ตนสูตร'' เพื่อนำไปทำการสวดป้องกันในระหว่างกำแพง ๓ ชั้น ในเมืองเวสาลีพระสูตรนี้จึงเรียกว่า ''รัตนะ''
เพราะมุ่งเอาอานุภาพของพระรัตนตรัย คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ มาปกป้องคุ้มครองภัยสำหรับชาวเมือง

      เมื่อพระอานนท์เรียนเอารัตนสูตรจากพระพุทธเจ้า แล้วก็ถือเอาบาตรของพระพุทธเจ้าใส่น้ำถือไปยืนที่ประตูเมือง แล้วน้อมระลึกถึงพระพุทธคุณตั้งแต่ทรงตั้งความปรารถนาที่จะได้บรรลุพระโพธิญาณจนถึงทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร แล้วเดินสวดมนต์เข้าไปภายในพระนคร

     พวกอมนุษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่ พากันกลัวหนีออกจากเมืองไปหมด

     เมื่อพระพุทธเจ้าได้ประทับอยู่ที่เมืองเวสาลี ภัยทั้งหลายก็สงบระงับลงอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อทรงเห็นว่าภัยทุกอย่างสงบเรียบร้อยแล้ว จึงตรัสลากษัตริย์ลิจฉวีและชาวเมืองทั้งหลายเสด็จกลับเมืองราชคฤห์

      เรื่องพระอานนท์เรียนเอาพระปริตรสวดป้องภันภัยตลอดทั้งคืน จนเมืองเวสาลีกลายเป็นเขตปลอดภูตผีปีศาจนั้นต่อมาภายหลัง ได้กลายเป็นแบบอย่างในการทำน้ำพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ในปัจจุบัน

     เมื่อท่านสวดถึงบท ''นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป'' ประธานสงฆ์จะดับเทียนน้ำมนต์โดยการจุ่มเทียบลงในบาตรน้ำมนต์ มีความหมายว่า ขอให้โรคภัยความชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวงจงดับสูญสลายหายไปเหมือนเทียนเล่มนี้

บทสวดและคำแปล(ย่อ)

      ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา
สัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตัง
นะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ
อิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

      ทรัพย์สินใดๆ ในโลกนี้หรือโลกอี่น หรือรัตนะอันสูงค่าใดๆในสวรรค์ ทรัพย์หรือรัตนะที่จะมีค่าเสมอด้วยพระตถาคตเจ้านั้นไม่มีเลย นี้เป็นรัตนะอันสูงส่งในพระพุทธเจ้า ด้วยคำสัตย์นี้ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ท่านทั้งหลายเถิด

      ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตัง
ยะทัชฌะคา สักยะมุนี สะมาหิโต
นะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิ
อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

      พระศากยมุนีทรงมีพระหฤทัยดำรงมั่น บรรลุธรรมอันเป็นที่สิ้นกิเลส สิ้นราคะ เป็นอมตธรรม อันประณีตนั้นแล้ว สิ่งใดๆ ที่จะเสมอด้วยพระธรรมนั้นไม่มี แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันสูงส่งในพระธรรม ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสุขสวัสด์ จงมีแก่ท่านทั้งหลายเถิด

      ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิง
สะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุ
สะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติ
อิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

       พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงสรรเสริญสมาธิใดไว้ว่า เป็นธรรมบริสุทธิ์หมดจด ซึ่งบัณฑิตทั้งหลายยอมรับว่าสามารถให้ผลต่อเนื่อง สมาธิอื่นใดจะเสมอด้วยสมาธิชนิดนั้นไม่มี แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันสูงส่งในพระธรรม ด้วยคำสัตย์นี้ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ท่านทั้งหลายเถิด

      เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัฏฐา
จัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติ
เต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกา
เอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลา นิ
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

      พระอริยะบุคคล ๘ ท่าน จัดเป็น ๔ คู่ ซึ่งสัตบุรุษทั้งหลายพากันสรรเสริญแล้ว ท่านเหล่านั้น เป็นสาวกของพระสุคตเจ้าเป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน ทานทั้งหลายที่ได้ถวายในท่านเหล่านั้น ย่อมมีผลมาก แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันสูงส่งในพระสงฆ์ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ท่านทั้งหลายเถิด

      เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬเหนะ
นิกกามิโน โคตะมะสาละนัมหิ
เต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะ
ลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานา
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

     ในศาสนาของพระสมณโคดม พระอริยสาวกเหล่าใด เป็นผู้มีจิตตั้งมั่น ในการทำความเพียร มีจิตมั่นคงไม่หวั่นไหวหมดความใคร่ในกามทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นได้บรรลุพระอรหัตผลเข้าสู่พระนิพพานอันเป็นอมตะ ปราศจากความเร่าร้อนทั้งปวงลิ้มรสอมตธรรมอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันสูงส่งในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ท่านทั้งหลายเถิด

     ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง
วิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสมิง
เต ขีณะพีชา อะวิรุฬหิฉันทา
นิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโป
อิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตัง
เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ

     พระอริยบุคคลผู้มีกรรมเก่าอันสิ้นแล้ว กรรมอันเป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่ก็ไม่มี ท่านเหล่านั้นมีจิตเบื่อหน่ายที่จะเกิดในภพต่อไป ขจัดพืชคือกิเลสให้สิ้นไปแล้วปราศจากความพอใจในกามอันเป็นเหตุให้เกิดอีก มีปัญญาเฉียบแหลมย่อมดับไป เหมือนประทีปดับไปเพราะสิ้นเชื้อเพลิง แม้ข้อนี้ก็เป็นรัตนะอันสูงส่งในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านทั้งหลายเถิด

ธรรมะจากบทสวดมนต์
     เนื้อความจากรัตนสูตรเป็นการกล่าวถึงที่พึ่งในพุทธศาสนา ๓ อย่าง คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ รวมเรียกว่า "พระรัตนตรัย'' ซึ่งเปรียบเหมือนรัตนอันมีค่ามากที่สุด ไม่มีสิ่งใดจะยิ่งกว่านี้ แม้จะติดอันดับมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกหลายปี รวยแค่ไหนก็ตาม

     แต่หากขาดรัตนะ ๓ ชนิดนี้ ก็ถือว่ายังไม่ใช่เศรษฐีตัวจริง

      การพึ่งพระรัตนตรัยนั้น จุดสำคัญคือการน้อมเอาคำสอนมาเป็นที่พึ่ง ศึกษาหลักคำสอนแล้วปฏิบัติตาม เหมือนในบทสวดว่า

    ''เสาเขื่อนที่ตั้งฝังดินอย่างมั่นคงแล้ว
แม้ลมจะพัดมาทั้งสี่ทิศ
ไม่อาจทำให้หวั่นไหวได้ ฉันใด
เรากล่าวว่าสัตบุรุษผู้หยั่งเห็น
อริยสัจธรรม ก็มีอุปมาฉันนั้นแล"

     เป็นการบอกเราว่า ผู้ที่จะเป็นบัณฑิตหรือผู้รู้ได้นั้น ต้องอดทนต่อคำวิจารณ์ (ทั้งโดยเจตนาดีและหวังร้าย) ไม่หวั่นไหวไปตามกระแส เปรียบเหมือนเสาหินที่ปักลงดิน แม้จะโดนลมพัดก็ไม่โอนเอน

      อย่าเป็น "หลักปักเลน'' คือโดนนิดหน่อย ก็หวั่นไหวทนต่อคำวิจารณ์ไม่ได้

      ในบทสวดแห่งหนึ่งว่า ''พระโสดาบันนั้นยังทำความผิดเล็กน้อยทางกาย ทางวาจา หรือทางใจอยู่บ้างก็จริง แต่เนื่อทำแล้วท่านเปิดเผย ไปปกปิดความผิดนั้นไว้ การที่บุคคลเข้าถึงกระแส
นิพพานแล้วเป็นผู้ไน่ปกปิดควานผิดไว้นี้ อันเราตถาคตกล่าวแล้ว"

     เป็นการตอกยํ้าว่า การจะเป็นคนดี (แบบบริสุทธิ์นั้น) ต้องไม่มีประวัติด่างพร้อยในทางใดๆ

     ไม่ใช่วิจารณ์ข่มคนอื่นเสียหายหมดไม่นีดีสักอย่าง แต่พอถูกคนอื่นตรวจสอบบ้าง ก็จัดอยู่ในประเภท "วัวสันหลังหวะ'' คือ แย่พอๆ กัน

     ทองแท้ไม่ต้องกลัวไฟ ของคืของแท้ต้องทนต่อการพิสูจน์เช่นกัน

     การสวดมนต์ไม่ได้ช่วยให้เกิดความขลังศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว ต้องศึกษาให้เข้าใจถึงแก่นธรรม ส่วนใหญ่เราจะนับถือพระองค์ใดก็นับถือที่ความขลัง ถ้าไม่ขลังก็ไม่แขวน ตอนนี้วัตถุมงคลหลายวัดกำลังถูกปั่นกะแสให้เกิดความนิยม เช่น ลอยนํ้ามาอายุพันปี ฟันไม่เข้า บนบานแล้วได้สมปรารถนา

     ข่าวกรุแตก พระเครื่องของเก่า เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน

     ทั้งๆ ที่เป็นรูปของพระพุทธเจ้าแท้ๆ ยังมีการเลือกว่า ขลังไม่ขลัง จริงไม่จริง

     นับประสาอะไรกับคำสอนเป็นนามธรรม ซึ่งยังอยู่ห่างไกลจากจิตใจของคนอีกมากมาย

     นั่นไม่ใช่แนวทางของพระพุทธศาสนาเลย เป็นการเอาของปลอมมาเป็นของจริง สุดท้ายเราก็ไม่รู้ว่าอะไรจริงอะไรปลอม อะไรคือพุทธแท้ อะไรคือเปลือก อะไรเป็นแก่น

    ทำให้คุณค่าของศาสนาลดน้อยลง กลายเป็นคนหลงงมงาย