มงคลสูตร:ชีวิตที่ดีต้องมีเคล็ดลับ

วันที่ 07 มิย. พ.ศ.2562

 

มงคลสูตร:ชีวิตที่ดีต้องมีเคล็ดลับ


        มงคลสูตร เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเคล็ดกับการดำเนินชีวิต ๓๘ ข้อ มีสาเหตุมาจากปัญหาเรื่องมงคลที่มนุษย์ถกเกียงกันจนหาข้อยุติไม่ได้ จนเทวดาได้เข้าไปถามปัญหานี้กับพระพุทธเจ้าในเวลากลางคืน พระพุทธเจ้าได้ให้คำตอบว่า "การไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาผู้ที่ควรบูซา เป็นมงคลอันสูงสุด" เป็นมงคลชีวิตอันสูงสุด เป็นข้อแรก

ในพิธีทำบุญ พระสงฆ์จะนำบทมงคลชีวิตทั้ง ๓๘ ประการ มาสวดสาธยายเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ฟัง เป็นพระสูตรหลักที่จะต้องสวดทุกครั้งในการสวดมนต์ที่บ้าน หรือในการเจริญพระพุทธมนต์ในงานพิธีต่างๆ เป็นบทที่เจ้าภาพผู้เป็นประธานในพิธี จะต้องจุดเทียนที่บาตรน้ำมนต์

ตำนานบทสวดมนต์
        เรื่องนี้ เกิดจากชาวชมพูทวีปต่างจับกลุ่มคุยกันถึงประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคม บางเรื่องใช้เวลาถกเถียงกันถึง ๔ เดือน กว่าจะได้ข้อยุติ ต่อมา วันหนึ่ง มีผู้เสนอประเด็นว่า ''อะไรเรียกว่ามงคล รูปที่เห็น เสียงที่ฟัง หรืออารมณ์ที่ทราบเป็นมงคล ใครรู้จักมงคลบ้าง''

        พอเริ่มถกปัญหาก็มีผู้เสนอความเห็นว่า "ข้าพเจ้าคิดว่าสิ่งที่เราเห็นด้วยตานี้แหละเป็นมงคล'' 

        ฝ่ายนี้เรียกว่า ''ทิฏฐะมงคล" เพราะอยู่ในฝ่ายชอบมองชอบดู

        คือ เรื่องใดก็ตามที่ปรากฏทางสายตาถือว่าดีทั้งนั้น โดยให้เหตุผลว่า ตื่นเช้ามาก็เห็นนกบ้าง เห็นดอกไม้บานสวยงาม เป็นต้น นั่นแหละมงคล

        ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งว่าไม่ถูก เพราะบางทีเราก็เห็นสิ่งไม่ดี ไม่ชอบใจบ้าง หรือคนตาบอดมองไม่เห็น จะเป็นมงคลได้อย่างไร แล้วได้เสนอความเห็นว่า "เสียงที่ได้ยินต่างหากเป็นมงคล เพราะเมื่อตื่นเช้ามาก็ได้ยินเสียงนกร้อง เสียงเพลงเพราะๆ เสียงนี้แหละเป็นมงคล''

        ฝ่ายนี้เรียกว่า "สุตะมงคล" เพราะอยู่ในฝ่ายชอบฟังเสียง

        อีกฝ่ายก็เสนอว่า "เสียงที่ได้ยินไม่ใช่มงคล เพราะบางทีเราก็ได้ยินเสียงที่ไม่พอใจ เช่น ตื่นขึ้นมาโดนด่าแต่เช้า หรือได้ยินเสียงคนข้างบ้านทะเลาะกัน จะถือว่าเป็นมงคลได้อย่างไร แล้วเสนอว่า อารมณ์ที่รับรู้ทางใจต่างหากเป็นมงคล เพราะตื่นเช้าขึ้นมาได้รับอากาศบริสุทธิ์ บรรยากาศสดชื่น ได้กลิ่นดอกไม้ อารมณ์ต่างหากที่เป็นมงคล"

        ฝ่ายนี้เรียกว่า "มุตะมงคล" เพราะอยู่ในฝ่ายจิตนิยม เป็นประเภทอารมณ์สุนทรี

        เมื่อมีผู้เสนอก็มีผู้สนับสนุนและมีฝ่ายค้าน

        ปรากฏว่า ทั้งสามฝ่ายถกเถียงกันจนหาข้อยุติไม่ได้ ต่างฝ่ายก็หาเหตุผลมาหักล้างก้น ทำให้แตกออกเป็น ๓ ก๊ก และได้เกิดปรากฏการณ์แตกแยกทางความคิด การทะเลาะวิวาทกันในเรื่องมงคลนี้ แผ่วงขยายออกไปทั่วชมพูทวีป

        จึงเรียกว่า "ปัญหาโลกแตก"

        ถ้าเกิดเรื่องเพียงแค่ไม่กี่วันก็คงไม่เป็นไร แต่ปัญหานี้ยืดเยื้อกินเวลาถึง ๑๒ ปี เพราะไม่มีใครชนะเด็ดขาด ไม่มีผู้รู้เจริงมีแต่ผู้วิจารณ์

        ฝ่ายเทวดาเห็นว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดาไม่ใช่ปัญหาที่มนุษย์จะตอบได้ ยิ่งวิจารณ์ยิ่งจะส่งผลกระทบต่อความแตกแยกในสังคม มีความปรารถนาดีต่อมนุษย์ทั้งหลาย จึงนำปัญหานี้มาคุยกัน เพื่อจะได้ข้อยุติแล้วจะได้นำไปบอกมนุษย์บ้าง

        แม้เหล่าเทวดาก็ถกเถียงกันจนหาข้อยุติไม่ได้เช่นกันเพราะไม่มีความรู้เรื่องนี้ เทวดาจึงนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมของเทวสภา เพื่อให้พระอินทร์เป็นผู้ตัดสินใจ แม้พระอินทร์ก็จนด้วยเกล้า เพราะไม่ได้ไม่เรียนมาด้านนี้แต่ก็ได้ชี้ทางออกของปัญหาว่าควรจะไปทูลถามพระพุทธเจ้า เพราะมีผู้เดียวในโลกนี้เท่านั้นที่จะตอบปัญหานี้ได้

        เทวดาทั้งหลายจึงลงมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมาก ส่งเทวดาองค์หนึ่งเป็นตัวแทนมาถามปัญหานี้กับพระพุทธเจ้า

        กลางคืนวันหนึ่ง เทวดาได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเชตะวัน เมืองสาวัตถี ทูลถามปัญหามงคลกับพระพุทธเจ้าพระองค์ได้ทรงแสดงว่า "การไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นมงคลอย่างสูงสุด" เป็นมงคลข้อแรก จนถึงมงคลข้อสุดท้ายคือ "ผู้ที่ถูกโลกธรรม (ลาภ-เสื่อมลาภ ยศ-เสื่อมยศ สรรเสริญ-นินทา สุข-ทุกข์) กระทบแล้วไม่หวั่นไหว จิตใจไม่มีความยินดีหรือยินร้าย ปราศจากความ
เศร้าหมอง เป็นจิตถึงความสุขเกษม เป็นมงคลอันสูงสุด''

        หลังจากนั้น โลกมนุษย์จึงสงบลงด้วยความสุขสวัสดี ไม่มีปัญหาเรื่องการแตกแยกทางความคิด

บทสวดและคำแปล

อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา
ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

การไม่คบค้าสมาคมกับคนพาลทั้งหลาย
การคบหากับบัณฑิตผู้รู้ทั้งหลาย
การบูชาสิ่งที่ควรบูชาทั้งหลาย
นั้นและเป็นมงคลอันสูงสุด

ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา
อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

การได้อยู่ในภูมิประเทศอันเหมาะสม
การได้ส่งสมบุญสร้างบารมีมาก่อน
การตั้งตนไว้ในทางที่ชอบ
นั่นแหละเป็นมงคลอันสูงสุด

พาทุสัจจัญจะ สิปปัญจะ วินะโย จะ สุสิกขิโต
สุภาสิตา จะ ยา วาจา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

การเป็นผู้ศึกษาฟังมาก มีศิลปวิทยา
เคารพกฏกติกาอยู่ในระเบียบวินัย
พูดดี มีวาจาสุภาษิต
นั่นแหละเป็นมงคลอันสูงสุด

มาตาปิตุอุปัฏฐานัง ปุตตะทารัสสะ สังคะโห
อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะนัง ฯ

การดูแลมารดาบิดา
การสงเคราะห์บุตรและภรรยา
การทำงานไม่ให้ค้างคาอากูล
นั่นแหละเป็นมงคลอันสูงสุด

ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ ญาตะกานัญจะ สังคะโห
อะนะวัชชานิ กัมมานิ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

การให้ทาน การประพฤติธรรม
และการสงเคราะห์ญาติทั้งหลาย
ประกอบอาชีพสุจริต ไม่มีโทษ
นั่นแหละเป็นมงคลอันสูงสุด

อาระตี วิระตี ปาปา มัชชะปานา จะ สัญญะโม
อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

การงดเว้นจากบาป
การระมัดระวังตนจากการดื่มน้ำเมา
การไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย
นั่นแหละเป็นมงคลอันสูงสุด

คาระโว จะ นิวาโต จะ สันตุฏฐี จะ กะตัญญุตา
กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

การมีความเคารพและอ่อนม้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
ยินดีพอใจในสิ่งที่มีอยู่และเป็นคนกตัญญู
การได้ฟังธรรมตามเวลาที่เหมาะสม
นั่นแหละเป็นมงคลอันสูงสุด

ขันตี จะ โสวะจัสสะตา สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง
กาเสนะ ธัมมะสากัจฉา เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

ความอดทน การเป็นคนว่านอนสอนง่าย
การได้พบสมณะทั้งหลาย
และได้สนทนาธรรมตามเวลาอันเหมาะสม
นั่นแหละเป็นมงคลอันสูงสุด

ตะโป จะ พรัหมะจะริยัญจะ อะริยะสัจจานะ ทัสสะนัง
นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

ความเพียรเผากิเลส การประพฤติพรหมจรรย์
การได้พบสัจธรรมอันประเสริฐ
การทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน
นั่นแหละเป็นมงคลอันสูงสุด

ผุฏฐัสละ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ
อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

เมื่อจิตถูกโลกธรรมกระทบแล้ว
ย่อมไม่หวั่นไหวไปตามกระแส ไม่เศร้าโศกเสียใจ
จิตปลอดโปร่งโล่งเบาไร้ธุลีคือกิเลส มีความเกษม
นั่นแหละเป็นมงคลอันสูงสุด

เอตาทิสานิ กัตวานะ สัพพัตถะมะปะราชิตา
สัพพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ ตันเตสังมังคะละมุตตะมันติฯ

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ได้ประพฤติปฏิบัติตามมงคลเหล่านี้แล้ว
ย่อมเป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ในที่ไหนๆ
ย่อมถึงปลอดภัยความสวัสดีในที่ทั้งปวง
ทั้งหมดนั้นเป็นมงคลอันสูงสุด
ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้นแล ฯ


ธรรมะจากบทสวดมนต์

        เรื่องราวการทะเลาะเพราะความเห็นแตกแยกเรื่องความเชื่อในสังคมเป็นเรื่องที่มีมานาน แม้เราจะนับถือพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่

        เรื่องมงคลเป็นเรื่องที่คนไทยยังเข้าใจผิดอยู่

        เช่น เจอพระ ๔ รูป ก็บอกว่าไม่เป็นมงคล นึกในใจว่าวันนี้คงซวยแน่ หรือพระจะไปเยี่ยมบ้านโยม จะต้องมีคนถามก่อนว่า "ท่านจะมากันกี่รูปเจ้าค่ะ"

        ที่ถามเช่นนั้นเพราะกลัวว่าพระจะมาพร้อมกัน ๔ รูป

        ตามหลักมงคลทางพุทธศาสนา การได้เจอพระไม่ว่าจะกี่รูปก็ตาม เป็นมงคลแก่ตนเองทั้งนั้น เพราะนานๆ ที เราจะได้สนทนาธรรม ได้ข้อคิดดีๆ จากพระสงฆ์

        แต่ถ้าเจอพระเรี่ยไรวันเดียว ๔ รูป ก็คงตัวใครตัวมัน อันนี้ แล้วแต่ศรัทธา

        บางแห่งก็เช่อกันว่า ต้องปลูกต้นไม่มงคลไว้ที่บ้าน เช่น ต้นขนุน ต้นมะยม คนจะนิยมชมชอบผู้ใหญ่เกื้อหนุน หรือทำบุญถวายอาหารพระ ต้องถวายทองหยิบทองหยอด ขนมชั้น เม็ดขนุน ชีวิตจะได้เจริญรุ่งเรือง ได้เลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่ง

        แต่เราเคยทราบหรือไม่

        ตอนนี้พระสงฆ์สามเณรกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวาน ซึ้งเป็นอาหารมงคลของเราทั้งหลาย

        จึงไม่แน่ใจว่าเราทำบุญหรือทำบาป

        นี้คือความเข้าใจผิดของสังคมไทย ไม่ต่างจากอินเดียเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา

        เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ชีวิตของเราไม่ต้องทำอะไรมากหรอก ตื่นขึ้นมาก็รดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยต้นไม้มงคลของเราไม่ต้องขยันให้เหนื่อยเปล่าๆ

        แต่ชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้เพราะการกระทำเพราะความขยันอดทนของเรา เมื่อเราทำดี พูดดี คิดดี ก็เป็นมงคลแก่ตัว ถ้าทำชั่วก็เป็นอัปมงคล ไม่ใช่เพราะต้นไม้หรืออาหารมงคล

        สิ่งนั้นเป็นมงคลภายนอก

        เป็นเพียงจิตวิทยา ยังไม่ใช่ความจริง

        ชีวิตของเราจะดีหรือแย่ก็อยู่ที่การกระทำของเราเอง คือ สอนให้เรารู้จักวางแผนชีวิตนั้นเอง เริ่มจากพื้นฐานที่ดีคือการเลือกคบคน มีบริวาร มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ถ้าคบคนดีชีวิตก็ก้าวหน้า เพราะเพื่อนดีคอยช่วยเหลือ

        เรียกว่า ''มี Conection พิเศษ'' อะไรที่ว่ายากก็ง่ายไปหมด

        ถ้ามีบริวารเป็นพิษชีวิตก็ตกอับ อะไรที่ง่ายก็กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เราหวังดีเข้าไปช่วย ซวยถึงตายก็มี โชคร้ายหน่อยอาจแค่บาดเจ็บ

        มงคลสูตรจึงเป็นแบบแผนสำหรับดำเนินชีวิต เราต้องเกี่ยวข้องกับคนเป็นจำนวนมาก ทั้งคนดีและคนไม่ดี เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกคบคนดี ไม่คบคนเลว ยกย่องบูชาผู้ที่เป็นคนดี เป็นปูชนียบุคคล ไม่ต้องไปบูชาเทพเจ้าที่ไหน

        ถ้าเริ่มต้นอย่างนี้แสดงว่าชีวิตของเราก็เริ่มต้นอย่างถูกทาง

        โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ก็อยู่แค่เอื้อม