เมตตปริตร : อยากมีคนรักคนรู้ใจให้สวดบทนี้

วันที่ 07 สค. พ.ศ.2562

เมตตปริตร : อยากมีคนรักคนรู้ใจให้สวดบทนี้

เมตตปริตร : อยากมีคนรักคนรู้ใจให้สวดบทนี้


       เมตตปริตรหรือกรณียเมตตสูตร เป็นบทสวดว่าด้วยเรื่องอานุภาพของเมตตา เหตุเกิดจากพระโดนผีหลอก จนต้องกลับมาขออาวุธคือเมตตาจากพระพุทธเจ้า จึงสามารถปราบผีได้ปรากฏชื่อตามพระสูตรว่า "กรณียเมตตสูตร" ในพระไตรปิฎก เล่นที่ ๒๕

       เมื่อเดินทางไปในป่าหรือไปอยู่ในสถานที่ที่เราไม่เคยไป ไม่คุ้นเคย สถานที่นั้นย่อมมีเจ้าที่เจ้าทาง

       การสวดมนต์บทนี้ก่อนนอน ย่อมมีอานุภาพในการป้องกันภัยจากเหล่าเทวดาผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ และเหล่าภูตผีปีศาจทั้งหลายที่มักจะมาหลอกหลอนเพื่อทดสอบบารมีเรา

       เมื่อเจอภัยเช่นนี้ ให้สวดมนต์บทนี้ จะเกิดเมตตานุภาพในการป้องกัน

       บทเมตตปริตร หากต้องการสวดโดยย่อ พึงสวดท่อนสุดท้ายที่เริ่มด้วยคำว่า ''เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาฌัง'' เป็นต้นไป

เมตตปริตร : อยากมีคนรักคนรู้ใจให้สวดบทนี้

ตำนานบทสวดมนต์
       เหตุเกิดจากพระภิกษุชาวเมืองสาวัตถีประมาณ ๕๐๐ รูป พากันเรียนกรรมฐานจากพระพุทธเจ้า แล้วแยกย้ายกันไปหาสถานที่จำพรรษาเพื่อปฏิบัติธรรม ต่างพากันมุ่งหน้าไปสู่ป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลหมู่บ้านและไม่ลำบากเรื่องภัตตาหาร 

       ชาวบ้านเมื่อเห็นพระภิกษุทั้งหลายมากันเป็นจำนวนมากก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จัดภัตตาหารถวายและได้นิมนต์ให้อยู่จำพรรษา ต่างช่วยกันสร้างเสนาสนะถวายให้รูปละหนึ่งหลัง

       การมาของพระภิกษุผู้ทรงศีลผู้ปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ สร้างความยินดีแก่หมู่มนุษย์ แต่สร้างความลำบากใจแก่เหล่ารุกขเทวดา เพราะเมื่อพระมาอาศัยอยู่ในป่าตามโคนต้นไม้ เทวดาก็ไม่กล้าอยู่สูงกว่าพระสงฆ์เพราะกลัวบาป จึงลงมาจากวิมานมาอยู่ที่พื้นดิน ทำให้ประสบความเดือนร้อนเป็นอย่างมาก

       แต่ก็ยังมองโลกในแง่ดีว่า อีกไม่กี่วันพระสงฆ์คงย้ายไปที่อื่น แต่เหตุการณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะผ่านไปหลายวันพระสงฆ์ก็ยังไม่มีทีท่าจะย้ายออกไป

       รุกขเทวดาจึงแน่ใจว่า พระภิกษุเหล่านั้นจะต้องจำพรรษาอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน

       หากเป็นเช่นนั้นพวกตนก็คงจะลำบาก อยู่ไม่ได้

       แผน ลับ ลวง พราง จึงเกิดขึ้น เพื่อสร้างสถานการณ์ให้พระหนีไปให้ได้

       กลางคืนจึงพากันแปลงร่างเป็นผีหัวขาดบ้าง ทำเสียงโหยหวนน่ากลัวบ้าง ส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณป่า พระสงฆ์ทั้งหลายพากันตกใจสะดุ้งกลัว โดนผีหลอกหวาดผวานอนไม่หลับทั้งคืน จนผิวพรรณเศร้าหมองผอมเหลืองไปตามๆ กันไม่เป็นอันปฏิบัติธรรม ไม่สามารถข่มใจให้สงบได้เลย

       วันหนึ่ง พระสงฆ์เหล่านั้น จึงประชุมปรึกษากัน ต่างก็ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ตนได้ประสบมาตลอดการปฎิบัติธรรม ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เล่าถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม พูดแต่เรื่องผีหลอกจึงได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ ต้องหนีอย่างเดียวเท่านั้น แล้วพากันกลับไปจำพรรษาที่กรุงสาวัตถีตามเดิม แล้วไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง

       พระพุทธเจ้าตรัสบอกว่าไม่มีที่ไหนจะเหมาะสมเท่ากับที่นั้นอีกแล้ว แต่ก่อนจะย้อนกลับไป ได้ให้พระสงฆ์เหล่านั้นเรียนพุทธมนต์เพื่อเป็นอาวุธป้องกันตัวและเป็นบทเจริญเมตตาด้วย

       ภิกษุเหล่านั้นเมื่อได้เรียนพุทธมนต์ จึงเกิดความมั่นใจก่อนเข้าป่าจึงได้พากันสาธยายเมตตสูตร แล้วแผ่เมตตาไปยังเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ตลอดถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย

       เทวดาทั้งหลายเมื่อได้รับพลังของเมตตา ก็เกิดความร่มเย็นเป็นสุขไปทั่วป่า มีเมตตาจิตต่อพระสงฆ์เหล่านั้น มีความรู้สึกเหมือนภิกษุเหล่านั้นเป็นญาติมิตรของตน จึงตกลงให้การต้อนรับ ดูแลรักษาอย่างดี ไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวน

       พระสงต์เหล่านั้น เมื่อได้รับความสะดวกสบาย ก็มีจิตมุ่งมั่นต่อการปฏิบัติ ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานจนสามารถทำลายกิเลสบรรลุพระอรหันต์กันทุกรูป

 

บทสวดและคำแปล(ย่อ)
       
เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง
มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ
อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา
สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ
พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา
ทัสสะเนนะ สัมปันโน
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง
นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ ฯ

       บุคคลพึงเจริญเมตตาในใจไม่มีประมาณ ในใลกทั้งสิ้นทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ และด้านขวาง ซึ่งเป็นธรรมอันไม่คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู ผู้เจริญเมตตาจิตนั้น ยืนอยู่ก็ดี เดินไปก็ดี นั่งก็ดี นอนก็ดี เป็นผู้ปราศจากความง่วงนอน เพียงใด ก็ตั้งสตินั้นไว้ เพียงนั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวกิริยาอันนี้ว่าเป็นพรหมวิหาร

ในพระศาสนานี้ บุคคลที่มีเมตตา ไม่เข้าถึงทิฏฐิ เป็นผู้มีศีลถึงพร้อมแล้วด้วยทัสสนะ (คือโสดาปัตติมรรค) กำจัดความหมกมุ่นในกามทั้งหลายได้ ย่อมไม่ถึงความนอนเกิดในครรภ์อีก โดยแท้ทีเดียว


ธรรมะจากบทสวดมนต์

       ใครที่รู้สึกกว่าคนรักจากไปหรือหาคนที่รู้ใจไม่ได้ บทสวดนี้เหมาะสมที่สุด เพราะจะช่วยให้เกิดบรรยากาศแห่งความปรารถนาดีต่อกัน

       บทสวดนี้ว่าด้วยพลังของเมตตา เป็นเมตตาที่เกิดจากจิต

       ไม่ใช่เกิดจากปาก หรือท่องแบบนกแก้วนกขุนทอง

       เมตตามีอานุภาพอย่างมหัศจรรย์ ใครได้สัมผัสจึงรู้ว่ามีประโยชน์มากมาย

       คนมีเมตตาหน้าตาจะสดชื่นแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา

       ครั้งนี้ มีผู้ปฏิบัติธรรมคนหนึ่งซึ่งมีอาชีพขายประกันเล่าว่าได้เข้ามาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ๗ วัน แล้วได้เจริญเมตตาภาวนาด้วยทุกวัน เพื่อแผ่เมตตาไปยังสรรพสัตวัทั้งหลาย ทั้งโดยเจาะจงออกชื่อและแผ่แบบเหมารวม

       เมื่อกลับไปทำงาน ปรากฏว่า งานที่เคยติดขัดหรือเจรจาไม่สะดวก ก็แทบไม่ต้องพูดอะไรมาก การเจรจาลับลูกค้าหรือคนเข้ามาติดต่องาน มีความสะดวกราบรื่นขึ้น มีคนสนใจอยากร่วมงานมากขึ้น

       ทั้งที่เมื่อก่อน กว่าจะได้ลูกค้าแต่ละคนพูดแล้วพูดอีกจนเหนื่อยก็ไม่ได้ลูกค้าสักคน หรือกว่าจะเก็บเงินเบี้ยประกันได้แต่ละคนก็ผัดแล้วผัดอีก

       นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของอำนาจเมตตา คือทำให้คนรัก

       อย่าว่าแต่คนเลย แม้สัตว์ทั้งหลายที่เราเมตตาเลี้ยงดูไว้เขาก็มีปฏิกิริยาตอบรับรู้ได้ ถ้าเราไม่มีความเมตตา อย่าว่าแต่คนเลย แม้หมาแมวก็ไม่อยากเข้าใกล้

       แค่เห็นหน้ามันก็อยากจะกระโดดงับแล้ว

       คนมีเมตตาจึงเป็นที่รักของมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย

       แม้จะนอนหรือตื่นก็เป็นสุข หลับไปด้วยใจที่สงบ

       คนมีเมตตาหน้าตาจะยิ้มแย้มสดใสเป็นพิเศษ ดูเอิบอิ่มมีความสุข ใครก็อยากคบหาอยากเข้าใกล้อยากรู้จัก ส่วนคนอารมณ์บูดเน่า หน้าตาไม่บอกบุญ ดูเครียดทั้งวัน มีแต่คนถอยห่าง

       เมตตาเป็นคุณสมบัติพิเศษของใจที่ถูกฝึกมาอย่างดี คนที่มีเมตตาไม่จำเป็นว่าต้องเป็นผู้ใหญ่อย่างเดียว อย่างที่เราเข้าใจกันว่าผู้ใหญ่ต้องเมตตาต่อเด็ก

       แต่ผู้ใหญ่ด้วยกันมักทะเลาะกันไม่เข้าใจกัน จนเด็กเอือมระอา

       จะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นก็ตาม สามารถทำใจให้เกิดความเมตตาต่อกันได้

       เมตตาสามารถเกิดได้ทุกวัยทุกเวลา เป็นการอยู่ร่วมกันของสังคมอย่างมีความสุข เหมือนการอยู่ของพระพรหมที่เรียกว่า ''พรหมวิหาร" 

       เมื่อมีเวลาว่างก็หัดยิ้มให้ตัวเองบ้าง เจริญเมตตาบ้าง

       ชีวิตอาจเปลี่ยนไปในทางที่ดีกว่าเดิมก็ได้