กำเนิดชีวกโกมารภัจจ์

วันที่ 21 สค. พ.ศ.2568

กำเนิดชีวกโกมารภัจจ์

22-8-68--br.png

                             สมัยที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร ในกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ ก่อนหน้านั้นมีเรื่องสืบเนื่องว่า คณะคหบดีชาวกรุงราชคฤห์คณะหนึ่งได้เดินทางด้วยธุรกิจบางประการไปยังเมืองเวสาลี เมืองหลวงของแคว้นวัชชี ซึ่งมีดินแดนติดต่อกัน ได้ไปเห็นว่าเมืองเวสาลีเจริญรุ่งเรืองมากเพราะมีนางอัมพปาลี เป็นหญิงนครโสเภณีประจำเมืองที่สวยงามมากและยังเชี่ยวชาญในเรื่องการบำเรอความสุขทางเพศให้แก่ชายที่จ่ายทรัพย์เป็นค่าตอบแทน คนต่างเมืองหลั่งไหลเข้ามาเพราะได้ยินกิตติศัพท์ของนางมากมาย ทำให้ธุรกิจการค้าอื่น ๆ พลอยคล่องตัวผู้คนในเมืองทำมาหากินได้หลากหลายอาชีพ และมั่งคั่งร่ำรวยไปตาม ๆ กัน ก็คงเหมือนเมืองที่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

 

                             พวกคหบดีชาวกรุงราชคฤห์กลุ่มนั้น เกิดเห็นดีเห็นงามนำความมากราบบังคมทูลพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าแผ่นดินของตนในทำนองว่า นครราชคฤห์จะเจริญยิ่งกว่าพระนครเวสาลี ถ้ามีหญิงงามเป็นหญิงนครโสเภณีประจำเมืองเช่นนางอัมพปาลีคนนั้น พระเจ้าพิมพิสารก็คล้อยตามความเห็นของคนกลุ่มนั้น มีรับสั่งให้เสาะแสวงหาหญิงงามมาฝึก ให้มีความเชี่ยวชาญในเชิงบำเรอชายอย่างนางอัมพปาลี

 

                             หญิง...คนหนึ่งชื่อ “สาลวดี” มาเป็นหญิงนครโสเภณีประจำเมือง นางสาลวดีประกอบอาชีพเป็นหญิงงามเมืองได้ไม่นาน ก็เกิดความประมาทขาดการระมัดระวังตัวในการสมสู่จึงตั้งครรภ์ แต่เนื่องจากเป็นคนฉลาดในเรื่องการรักษาผลประโยชน์เกรงว่าจะเสื่อมจากลาภผลจึงคิดปกปิดโดยเรียกคนเฝ้าประตูบ้านมาพบ บอกว่าต้องการพักผ่อนเพื่อบำรุงตัวสักระยะหนึ่งถ้าใครมาถามถึงให้บอกว่าป่วย ด้วยโรคที่จำเป็นต้องนอนพักผ่อนเป็นเวลานานวัน และไม่ควรที่ใครจะเข้ามาเยี่ยมด้วย เพราะเป็นการแสลงต่อโรค อาจทำให้อาการกำเริบหนักได้

 

                             คนเฝ้าประตูรับคำสั่งแล้วยืนยันว่า จะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด

 

 

                             นางสาลวดีสามารถปิดบังเรื่องส่วนตัวไว้ได้ จนถึงกำหนดคลอด ในวันคลอด ทันทีที่ทราบว่าบุตรที่คลอดออกมาเป็นชาย นางก็ตัดสินใจที่จะให้เขาเอาบุตรไปทิ้งให้ตายเสียแต่ในวันนั้น เพราะมีความคิดเห็นว่า บุตรชายไม่อาจสืบทอดอาชีพโสเภณีได้

 

                             นางได้สั่งให้สาวใช้คนสนิทนำลูกที่เพิ่งแรกเกิดใส่กระด้งนำไปทิ้งที่กองขยะกำชับให้ระวังไม่ให้ใครรู้เห็น สาวใช้ก็ทำตามคำสั่งทุกประการ เวลาที่นำทารกไปทิ้งนั้นเป็นเวลากลางดึก

 

                             ทารกผู้นี้เมื่อถูกทิ้ง ความจริงน่าจะตายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อมา แต่คล้ายยังมีบุญคุ้มครอง เช้าตรู่วันนั้นเอง กาฝูงใหญ่ฝูงหนึ่งบินลงมาจับที่กองขยะ เห็นทารกตัวแดง ๆ ดิ้นกะแด่ว ๆ อยู่ ก็พากันมารุมล้อมรอบกระด้งกางปีกส่งเสียงร้อง กา ๆ เซ็งแซ่ ซึ่งการกระทำเช่นนั้นกลายเป็นผลดีแก่ทารก เพราะเท่ากับเป็นการกำบังลมให้ และยังทำให้สุนัขและสัตว์ร้ายไม่กล้าเข้าใกล้

 

                             พอสว่าง แดดยังไม่ทันร้อน ก็เกิดบังเอิญให้เจ้าชายอภัยพระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสารเสด็จผ่านมาพร้อมมหาดเล็กจำนวนหนึ่ง พระองค์ทอดพระเนตรเห็นฝูงกาห้อมล้อมกองขยะเป็นวงกลม โดยไม่ได้จิกทิ้งสิ่งใด ซึ่งเป็นสิ่งผิดปกติของพวกนกกา ก็ประหลาดพระทัย ทรงรับสั่งให้มหาดเล็กเข้าไปดูว่าฝูงการุมตอมอะไรอยู่ มหาดเล็กไปดูแล้วกลับมา กราบทูลว่า ฝูงการุมตอมทารกพ่ะย่ะค่ะ”

 

                             ตรัสถามต่อว่า “ทารกยังมีชีวิตอยู่ หรือตายแล้ว ผู้หญิง หรือผู้ชาย” 

 

                             มหาดเล็กกราบทูลว่า “ทารกเพศชาย เข้าใจว่าเพิ่งเกิด ยังมีชีวิตอยู่ พ่ะย่ะค่ะ”

 

                             เจ้าชายอภัยทรงมีรับสั่งให้มหาดเล็กอุ้มทารกนั้นกลับไปที่วังของพระองค์ พร้อมกับทรงกำชับว่า ให้นำไปให้แม่นม แล้วบอกให้เลี้ยงไว้ให้รอดด้วย

 

                             อาศัยเหตุที่เจ้าชายอภัยตรัสถามมหาดเล็ก ในวันแรกพบทารกว่า “ยังมีชีวิตอยู่หรือ” จึงทำให้ทารกนั้นถูกขนานนามต่อมาว่า “ชีวก” ซึ่งแปลว่า “ผู้ซึ่งยังมีชีวิตอยู่” และมีคำขยายความต่อท้ายชื่อ เหมือนเป็นนามสกุลอีกว่า “โกมารภัจจ์” แปลว่า “ซึ่งพระราชกุมารมีรับสั่งให้เลี้ยงไว้” ทารกนั้นจึงมีชื่อว่า “ชีวกโกมารภัจจ์”

 

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00082476536432902 Mins