คําว่า“เพื่อน” ถูกสังคมหล่อหลอม

วันที่ 15 กย. พ.ศ.2568

คําว่า“เพื่อน”

15-9-68_15b%288%29.png

ถูกสังคมหล่อหลอม

                         วันแรกที่ผมเข้ามาเหยียบโรงเรียนนี้ ผมแปลกใจมาก ที่แห่งนี้ไม่เหมือนกับที่คิดไว้ ผมคิดว่าจะเป็นโรงเรียนที่ทันสมัย ใหญ่โต เต็มไปด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ แต่ที่นี่กลับมีอาคารเรียนชั้นเดียวกับกุฏิที่พักเพียง 3 หลัง ไม่ได้ดูหรูหราอย่างที่คิดไว้

 

                         ผมไม่เคยอยู่โรงเรียนประจำมาก่อน ยิ่งอยู่กับคนจำนวนมากที่ไม่รู้จักกันเลย จึงทำให้ผมคิดถึงแม่ผู้เป็นที่รัก ชีวิตต่อไปข้างหน้าของผมเป็นชีวิตที่ต้องพึ่งพาตนเองอย่างเดียว จะไม่มีโอกาสกอดแม่ทุกวันเหมือนเคย

 

                         โรงเรียนแห่งนี้แปลกจากโรงเรียนทั่วไป คือ ทุกคนที่เข้าเรียนจะต้องบวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ชุดเดียวกัน ทรงผมเดียวกัน ที่เห็นเด่นชัดที่สุดคงเป็นภูเขาขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากจุดที่ผมยืนไม่ถึง 3 กิโลเมตร

 

                         ผมในชุดยูนิฟอร์มของนักบวช ได้ก้าวเข้ามาสัมผัสกับอาคารเรียนสีแดงเข้ม มีอยู่ 5 หลัง แยกออกเป็นหลังละ 4 ห้อง 2 ห้องแรกจะเป็นอาคารธุรการ ห้องคอมพิวเตอร์ และห้องสมุด

 

                         ระหว่างอาคารเรียนมีทุ่งหญ้าล้อมรอบ ถ้าผมไม่ได้เรียนอยู่ที่แห่งนี้เป็นเดือน ก็คงจะไม่สังเกตเห็นต้นไม้จำนวนมาก ที่ล้อมรอบโรงเรียนอีกที เวลาเรียนจึงมีแต่เสียงนกร้องเบา ๆ กับเสียงใบไม้พลิ้วไหว บางวันเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาแถวทางเข้า พวกผมก็จะลุกไปดูด้วยความสนใจ ตอนแรกผมนึกว่าจะอยู่ไม่ได้เสียอีก เพราะที่นี่ดูไม่เหมือนอาคารเรียนทั่วไป ปกติอาคารเรียนตามพื้นที่ต่าง ๆ จะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น

 

                         ที่น่าแปลกใจก็คือ คุณครูที่นี่ท่านดูไม่เหน็ดเหนื่อยกับการสอนสามเณรนับร้อย บางวันสอนตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น โต๊ะเก้าอี้ที่ตั้งอยู่หน้าห้อง มีขนาดใหญ่กว่าโต๊ะเรียนถึง 2 เท่า บางชั่วโมงโต๊ะเก้าอี้ตัวนั้น จะแนบชิดกับโต๊ะเหมือนไม่มีใครนั่งตลอดชั่วโมง บ่อยครั้งที่ผมเห็นโยมอาจารย์เข้ามาสอนโดยไม่ทันได้นั่ง ท่านยืนอยู่หน้าห้อง สอนโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

 

                         ความทุ่มเททั้งหมดของคุณครู ที่พวกผมเรียกว่า “โยมอาจารย์” อยู่ในสายตาน้อย ๆ ของผม ได้ก่อความรู้สึกที่ไม่อยากทำความทุ่มเทของท่านให้สูญเปล่า ขอบคุณสภาพแวดล้อมที่ไร้ความสะดวกสบาย จึงทำให้ผมแลเห็นในสิ่งที่เพื่อนเก่า หรือแม้กระทั่งตัวผมเมื่อก่อนจะละเลยไปนั่นคือหยาดเหงื่อของคุณครู

 

                         “โยมอาจารย์อยากได้บุญกับสามเณรทุกรูปค่ะ” โยมอาจารย์พูดขึ้นหลังสอนเสร็จ และเก็บของเตรียมจะออกจากห้อง ประโยคแบบนี้ผมได้ยินไม่บ่อย แต่ได้ยินจากโยมอาจารย์ทุกท่านที่สอน

 

                         การสอนของท่านคล้ายใกล้ชิดกับตัวนักเรียนมาก จุดไหนสำคัญก็จะเน้นเป็นพิเศษ ไล่ลงจนถึงจุดที่ไม่สำคัญ ถ้าใครไม่เข้าใจตรงไหน ก็ถามได้เลย หรือถ้าใครจบคาบไปแล้วยังไม่เข้าใจอีก ท่านยินดีจะสอนเพิ่มในช่วงเวลาพักของท่าน ผมเกรงใจท่านมาก ส่วนตัวผมยังไม่เคยเจอคุณครูที่ไหนทุ่มเทขนาดนี้ จึงทำให้ผมไม่เห็นอะไรเป็นอุปสรรคอีก

 

                         การมาบวชครั้งนี้ ถ้าเทียบกับความไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่ย่อท้อของโยมอาจารย์แล้ว ปัญหาหยุมหยิมเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ไม่สะดวกสบายเท่าที่บ้าน จึงเหมือนเอาก้อนหินมาเทียบทอง

 

                         ผมพบว่า สถานที่นี้ไม่ใช่เพียงสถานที่ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติ มีอากาศบริสุทธิ์และปลอดโปร่งเท่านั้น แต่บุคคลทั้งพระอาจารย์ พระพี่เลี้ยง และโยมอาจารย์ ยังเป็นผู้มีความมุมานะพยายามให้ลูกศิษย์ กลายเป็นอนาคตของพระพุทธศาสนาอีกด้วย

 

                         เวลาผมได้อยู่กับเพื่อน ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน มีการวางแผนแบ่งหน้าที่ ลงมือปฏิบัติในส่วนงานต่าง ๆ ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเวลาทำงานด้วยกันจะสนุกขนาดนี้ มันเป็นสิความรู้สึกดีอีกแบบหนึ่ง

 

                         มีบางครั้งบางเวลาที่เราต่างแยกย้ายกันไปทำความสะอาด บำรุง ดูแลเสนาสนะ ที่พักอาศัยในส่วนของตน ทำให้กว่าจะรวมกันพร้อมหน้าแต่ละที ก็มีตอนทำวัตร ตั้งแถว นั่งสมาธิพอผมเห็นเพื่อนมานั่งร่วมกันหมดทุกรูป ความเหงาที่สั่งสมมาทั้งวันก็หายไป หันซ้ายหันขวาก็มีแต่คนที่รู้จัก มีแต่เพื่อนที่อยู่ด้วยกันมาทั้งนั้น มันทำให้รู้สึกอบอุ่นว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว

 

                         ช่วงที่สนุกสุด ๆ ของผม คงเป็นช่วงที่พวกผมถูกมอบหมายให้เป็นกำลังหลักในการเตรียมงานวันแม่ ภายในงานจะมีกิจกรรมพบปะผู้ปกครอง ลูกเณรมอบพวงมาลัยให้แด่โยมแม่ ในปีหนึ่งมีครั้งเดียว

 

                         ผมเชื่อว่า งานนี้จะสำเร็จได้จำเป็นต้องอาศัยพลังสามัคคี เริ่มตั้งแต่ประชุมวางแผนรายละเอียดงาน บรรยากาศภายในห้องสิ่งที่พูดถึงจะเป็นเรื่องที่เคร่งเครียดว่า จะมีวิธีไหนที่เราจะสามารถทำให้ผู้มาร่วมงานรู้สึกปลื้มมากที่สุด แต่ในห้องกลับมีความอบอุ่นที่ซ่อนเร้นใต้ความตึงเครียด

 

                         ผมไม่คิดเลยว่า เวลาระดมความคิดกับคนที่รู้จักกันมานานมันทำให้รู้สึกอดนึกถึงช่วงที่ล้อมวงดูทีวีไม่ได้ เศร้าก็เศร้าไปพร้อมกัน เฮฮาก็เฮฮาไปด้วยกัน ทุกครั้งที่พวกเราได้นั่งรวมตัวด้วยเป้าหมายเดียวกัน มันอบอุ่นเกินคำบรรยาย หลังจากนั้นทุกรูปก็ลงมือทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ จนพิธีวันแม่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

 

                         ตอนนี้ผมได้รู้จักแก่นสารที่แท้จริงของชีวิต รู้ว่าเราเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายชีวิต การมาบวชครั้งนี้ ทำให้ผมมีความสุขอย่างมาก ต่างจากคนข้างนอกที่กำลังวุ่นวายอยู่กับเรื่องต่าง ๆ

 

                         ผมตั้งใจว่า จะนำบุญที่ได้จากการฝึกฝนอบรมตนเอง เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระอาจารย์ อุทิศให้แก่ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว และจะนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาธรรมะ เพื่อจะไปเทศน์สอนเป็นกำลังของพระพุทธศาสนาต่อไป

 

                         การช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ผมเชื่อว่า จะทำให้ผู้คนรักใคร่ปรองดองกัน มีความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน เพราะหลักธรรมในพระพุทธศาสนา สอนให้เรารู้จักความสุขภายใน ซึ่งเป็นความสุขที่ไม่ได้อิงวัตถุใด ๆ ไม่ได้เกิดจากการแย่งชิงกับใคร แต่สุขได้ด้วยตนเอง

 

                         ผมจะขอเอาชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อพระพุทธศาสนา ผมอยากขอบคุณโยมแม่ที่ชักชวนให้ผมมาบวช แม้แรก ๆ ผมจะไม่ยอมบวชแต่เมื่อผมได้มาสัมผัสด้วยตนเอง ก็ดีใจมาก เพราะที่นี่มีเพื่อนดี ๆที่หายาก

 

                         ถ้าผมไม่บวช ก็ไม่แน่ใจว่าจะได้เจอเพื่อนแบบนี้หรือไม่ ชีวิตคงเจอแต่เรื่องเจ็บปวด ต้องทุกข์ทนกับเรื่องร้าย ๆ ไปแล้ว ขณะเดียวกัน ถ้าผมบวชอยู่ในป่าตามลำพัง ไม่มีเพื่อนที่คอยให้กำลังใจผมก็คงไม่สามารถรักษาเพศสมณะให้อยู่รอดปลอดภัยได้ สำหรับผมแล้ว เพื่อนเป็นเหมือนคนรู้ใจ เพราะใจเรายังคงผูกพันกันเสมอไป

 

สามเณรเควิน ทองอันตั้ง

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00023293097813924 Mins