อัศจรรย์ใจ

เสียงแห่งมิตรภาพ
เสียงทำให้เกิดกำลังใจ สนุกสนาน เพลิดเพลิน ฟังแล้วเกิดความสนุก เกิดความสบาย งานอดิเรกของผม คือ การนำความรู้ดี ๆ จากเสียงเพลงมาให้แก่ทุกรูป เสียงมีอานุภาพในการชักนำจิตใจ ถ้าใช้เป็นก็จะเกิดประโยชน์มหาศาลทีเดียว
ดังนั้น ผมจึงมีหน้าที่จัดลำดับเสียง คอยเปิดเสียงในช่วงเวลาต่าง ๆ เช่น เวลานั่งสมาธิ ผมก็จะเปิดไฟล์เสียงนำนั่งสมาธิของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เพื่อให้บรรยากาศเหมาะสมกับการนั่งสมาธิเสียงอันนุ่มนวลของท่าน ทำให้พวกผมสงบและปลอดโปร่งใจอย่างมาก การได้ทำหน้าที่นี้ ผมรู้สึกชอบเพราะผมเชื่อว่า เสียงที่ผมเปิดจะชักนำจิตใจของทุกรูปให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ต่อมาผมได้เริ่มต้นอย่างจริงจัง โดยการฝึกปรับและควบคุมเครื่องเสียง ช่วงนั้นพระอาจารย์ที่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ กำกับและดูแลอยู่ห่าง ๆ อันไหนที่เราไม่รู้ท่านก็จะสอน จากนั้นมา ด้วยความที่ผมรักในงานอดิเรกนี้จึงเกิดความตั้งใจที่จะฝึกฝนและพัฒนาฝีมือ เพื่อสามารถรองรับงานของหมู่คณะในส่วนนี้ได้
ผมตระหนักดีว่า พวกเรามีจำนวนมากถึง 200 กว่ารูป พักกันอยู่คนละที่ จะรวมกันสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องเสียง เป็นส่วนช่วยให้พระอาจารย์สามารถสื่อสารได้อย่างทั่วถึง
โดยผมจะเป็นคนติดตั้งเตรียมไมค์ ตั้งลำโพงในพื้นที่นั้น ๆเมื่อผมมีฝีมือพอสมควร ก็ได้มีโอกาสควบคุมเครื่องเสียงที่หอฉันซึ่งที่นั่นมีพื้นที่กว้างขวางมาก เป็นอาคารสูง 2 ชั้น ชั้นล่างเป็นห้องน้ำและสำนักงาน ส่วนชั้นบนจะเป็นที่โล่งไม่มีผนังกั้น
ทุกเช้าเพลจะมีพระภิกษุสามเณรประมาณ 500 รูป มาเป็นเนื้อนาบุญให้เหล่าญาติโยมถวายสังฆทาน ตอนแรก ๆ ที่มารับหน้าที่ตรงนี้ก็รู้สึกหวั่น ๆ อยู่บ้าง เครื่องเสียงที่โรงเรียนกับที่หอฉันต่างกันตัวพาวเวอร์แอมป์ที่หอฉันมีปุ่มเยอะกว่า พระอาจารย์ให้กำลังใจว่าค่อย ๆ ฝึกไป เดี๋ยวก็ชำนาญ ผิดพลาดนิดหน่อยไม่เป็นไร
การควบคุมครั้งนี้มีระดับต่างจากเดิมมากจึงต้องเรียนรู้เพิ่มเติม ทั้งในด้านการจัดระบบเสียงให้พร้อมใช้ก่อนเริ่มพิธีกรรม เมื่อเชี่ยวชาญระดับหนึ่ง ท่านจึงมอบหมายหน้าที่ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันทอดผ้าป่า วันทอดกฐิน เป็นต้น
ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้สัมผัสกับบรรยากาศการทำงานทุกรูป ทุกท่านล้วนต่างให้กำลังใจกัน แม้ผมจะทำพลาดเวลาเปิดลำดับเสียงไม่ถูก ท่านก็ไม่ติ แต่แนะนำและบอกวิธีแก้ไขให้ ผมชอบตรงจุดนี้แหละ
สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่า หน้าที่นี้มีส่วนให้ใจของเราสื่อสารถึงกันและกันได้ คำสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ถูกบันทึกไว้ผมก็ได้นำมาเปิดให้เพื่อน ๆ ฟัง ผมปลื้มปีติใจมาก ที่ได้มาบวชมาเจอสังคมแบบนี้
ผมคิดว่า สภาพแวดล้อมในสังคมปัจจุบัน เราหลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้ชีวิตอย่างรีบเร่งไม่ได้ เพราะต้องเผชิญกับความกดดัน ทั้งจากตนเองและครอบครัว บางครั้งเหมือนเรากำลังดิ้นรนในการมีชีวิตต้องหัดเรียนรู้ที่จะทำมาหากิน ถ้าไม่รู้เลยเราก็ลำบาก ต้องพยายามแข่งขันกันเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ทั้งยังต้องระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากอบายมุข โดยไม่รู้ว่าจะมาในรูปแบบใด
บนเส้นทางของสามเณรนี้ ผมได้เรียนรู้เรื่องที่ไม่เคยรู้ ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ได้รู้จักวิถีชีวิตอันผสมผสานกับความเรียบง่ายและปลอดกังวล มีพระอาจารย์พระพี่เลี้ยงเป็นผู้คอยอบรมสั่งสอน ฝึกให้เราระงับจิตใจตนเอง ไม่ให้โกรธง่าย มีความเป็นระเบียบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน
ยิ่งพวกผมอยู่ด้วยกันเป็นหมู่มาก ความผูกพันจึงมากตาม มีเรื่องอะไรเราก็รู้ด้วยกัน ซึ่งบางครั้ง เพื่อนในสมัยก่อนบวช เมื่อเรามีความทุกข์ เขาก็ไม่รับรู้แล้ว ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้ แต่เพื่อนที่บวชด้วยกัน จะรู้เห็นเต็มใจที่จะช่วยเหลือเราเสมอ
เมื่อก่อนตอนผมเป็นนักเรียนประถมศึกษา ทุกเช้าเริ่มต้นขึ้นอย่างสวยงาม ผมจะมีเพื่อนใกล้บ้านที่จะไปโรงเรียนพร้อมกันทุกวันพวกเราเป็นเหมือนคู่ใจที่จะเล่นด้วยกัน คอยช่วยเหลือกันอยู่ตลอดแต่ถ้าเทียบกับเพื่อนในห้องที่มีราว ๆ 40 กว่าชีวิต กลุ่มผมก็ยังน้อยทีเดียว เพราะมีเพียง 2 - 3 คนเท่านั้น
บางครั้งจะมีเพื่อนนอกกลุ่มมาแกล้งบ้าง ผมก็รู้สึกว่ามันสนุกในอีกแบบหนึ่ง เหมือนเปิดโลกให้กว้างขึ้น เราไม่ได้อยู่คนเดียวในบ้าน แต่เรากำลังอยู่กับเพื่อนจำนวนมาก
ทว่าผมกลับรู้สึกเหินห่างอย่างไรไม่รู้ ในห้องนี้ถ้าพูดตามตรงถึงอยู่ด้วยกัน เรียนด้วยกันมาหลายปี ผมก็ไม่แน่ใจว่า จะสามารถบอกชื่อเพื่อน ๆ ได้ถูกหมดทุกคนหรือไม่
พวกเราทำตัวไกลกัน จะคุยเฉพาะกับเพื่อนในกลุ่มของตนเอง มันทำให้ผมรู้สึกเฉื่อยชา ช่วงแรกดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่พอนานไปผมรู้สึกเบื่อเพราะบรรยากาศมันหดหู่ ผมภาวนาให้ผ่านช่วงเวลาแบบนั้นไปเร็ว ๆ ช่างดูสดใสและมัวหมองในเวลาเดียวกัน แล้วชีวิตของผมก็เป็นอย่างนี้จนจบการศึกษา
หลังจากที่ผมจบการศึกษา มีน้าที่รู้จักกันมาชักชวนให้ผมบวชเป็นสามเณร ผมฟังครั้งแรกก็ยังไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องบวช แต่ในเมื่อน้าอุตส่าห์ติดต่อกับพระอาจารย์ทางโครงการเรียบร้อยแล้ว ผมจึงไม่อยากปฏิเสธ
เมื่อเข้ามาบวช ด้วยความเป็นเด็กที่ยังต้องการการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ เป็นเหตุให้ผมเอาแต่นั่งซึมเศร้า เก็บตัวไม่ยุ่งกับใครจนเพื่อนเริ่มพากันคิดว่าผมเป็นคนเงียบจึงไม่กล้าเข้ามาคุย แต่ในใจผมอยากจะเล่นกับเพื่อนมาก เป็นอยู่อย่างนี้ 3 วัน
ในวันที่ 4 ผมจำได้ว่า มีเพื่อนคนหนึ่งมาชวนไปเล่นตามประสาเด็ก ซึ่งเป็นการเล่นที่ไม่หนักมาก ส่วนใหญ่พวกผมจะวิ่งไปวิ่งมาแถว ๆ กุฏิ ตกเย็นก็จะมีเล่นกันเป็นกลุ่ม ตั้งแต่นั้นมา ผมก็เข้ากับเพื่อนได้หมดทุกคน
เพื่อนที่นี่ต่างจากเพื่อนตอนประถมศึกษามาก ถึงแม้พวกเราจะมีเป็นร้อยรูป แต่ไม่มีใครเลยที่อยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม ๆ เวลาเล่นก็เล่นด้วยกันทั้งร้อย พวกเราทำทุกอย่างพร้อมกัน ตั้งแต่ตื่นจำวัดจนจำวัด ผมอยู่กับเพื่อนแล้วลืมเรื่องทางบ้านไปเลย รู้สึกสนุกแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ส่งผลให้สุขภาพจิตใจของผมดี และร่าเริงขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน
ผมเชื่อว่า การมาบวชครั้งนี้ทำให้ผมได้พบเพื่อนแท้ จะมีเพื่อนที่ไหนที่อยู่ด้วยกันตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่ใช่แค่ 1 - 2 เดือน แต่มากกว่า 1 ปี สายสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของพวกเราจึงตัดขาดไม่ได้
ช่วงที่ผมรู้สึกเศร้าที่สุด คงเป็นตอนจบมัธยมต้น ตอนนั้นเพื่อนบางคนเกิดเบื่อทางธรรมจึงลาสิกขาไป เรื่องนี้ทำให้ใจของผมเคว้งคว้าง เหมือนไม่อยากให้ใครคนใดคนหนึ่งจากไป กว่าจะเยียวยาให้กลับมาเหมือนเดิมก็นาน ผมจึงตัดสินใจเข้าปรึกษาพี่ใหญ่(สามเณรธงชัย) ซึ่งท่านก็พยายามพูดให้กำลังใจเราจนผ่านช่วงเวลานั้นมาได้
มาถึงตอนนี้ ผมและเพื่อน ๆ ล้วนผ่านหลายสิ่งหลายอย่างมาด้วยกัน มีทั้งขึ้นและลงเพื่อนที่บวชมาด้วยกัน บางรูปก็ต้องจากกันไปก่อน แต่ก็มีพี่ใหญ่ที่จะคอยประสานใจให้พวกผมอยู่เสมอ มันทำให้เรายิ่งรักและนับถือในแบบของเพื่อนมากขึ้นตาม
เวลามีปัญหาก็จะช่วยกันแก้ เวลาท้อก็จะช่วยกันให้กำลังใจพยายามให้อยู่ร่วมกันไปตลอด ไม่อยากให้ใครหายไป วันนี้ผมเข้าใจแล้วว่า “เพื่อนแท้” เป็นอย่างไร คงมีแค่เส้นทางของชีวิตสามเณรเท่านั้นที่ตอบได้เอง
สามเณรฤทธิเดช ธรรมวิชิตร์