อัศจรรย์ใจ พาใจสงบ

วันที่ 16 กย. พ.ศ.2568

อัศจรรย์ใจ

16-9-68_17b%288%29.pngพาใจสงบ

                         ผมถูกผู้นำบุญชักชวนให้รู้จักการบวชเป็นสามเณร ผมเลยชวนเพื่อนคนหนึ่งมาด้วย พวกเราเดินทางไปด้วยกันเพียง 2 คน พ่อกับแม่แค่ตามมาส่งขึ้นรถเท่านั้น จึงทำให้ผมรู้สึกกลัวเล็กน้อย ไม่รู้ว่าผมจะทนได้นานแค่ไหน

 

                         ที่จริงผมชินกับการอยู่และการไปไหนเพียงลำพังผมออกไปทำธุระบ่อยครั้งกว่าจะกลับมาก็ 1 - 2 เดือน ทำให้ผมต้องอยู่บ้านกับพี่สาว 2 คน เมื่อมาอยู่กับเพื่อนจำนวนนับร้อย ห่างจากบ้าน ห่างจากพ่อแม่ ผมก็รู้สึกว่า เหมือนมีครอบครัวเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

 

                         ส่วนเพื่อนอีกคน เขาคิดถึงบ้านมาก เคยชวนผมกลับบ้านไปหลายครั้ง แต่ผมปฏิเสธเสียทุกครั้งเพราะผมว่า สมัยนี้สิ่งที่เรียกว่า “ความสุข” สำหรับคนทั่วไป มันคือการทำตนเองให้มีความสุขด้วยการแสวงหาสิ่งต่าง ๆ เช่น เล่นเกมบ้าง ดูหนังบ้าง ซึ่งเป็นความสุขชั่วคราว ไม่นานก็หายไป

 

                         บางครั้งการอยู่บนโลกอาจจะทำให้เรารู้สึกเหมือนว่า ชีวิตเรามีแต่สุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เติมเท่าไรก็ไม่มีวันพอการแสวงหาจึงเหมือนการทรมานตนเอง ยิ่งแสวงหา ยิ่งไม่รู้จักพอ ต้องแสวงหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผมอยากให้ลองถามตนเองดูว่า สิ่งที่เราตามหานั้นใช่ความสุขหรือเปล่าแล้วมันคุ้มค่าหรือไม่กับที่เราพยายามไป

 

                         ผมคิดว่า เส้นทางธรรมเท่านั้นที่มีความสุขที่แท้จริง เป็นสุขไม่มีประมาณ เป็นสุขตลอดทาง สุขที่เกิดจากการแสวงหาภายนอกไม่เท่ากับสุขที่เกิดจากการแสวงหาภายใน

 

                         ถึงแม้เราจะไม่ได้บวช แต่ก็ขอให้รู้จักการทำสมาธิ เพียงหลับตา ปล่อยวางเรื่องราวต่าง ๆ แล้วหยุดใจไว้ที่กลางท้อง ก็จะพบความสุขที่เกิดจากความสงบใจ เราพยายามมามากแล้ว ดังนั้น ลองหยุดเพื่อจะรับความสุขชนิดใหม่ดู ทุกอย่างต้องมีการพิสูจน์ ถ้าคุณได้ลองแล้ว ก็จะรู้เองว่านี่เป็นความสุขที่แท้จริง

 

                         สุดท้ายเพื่อนก็จากผมไป ปล่อยผมไว้คนเดียว ช่วงนั้นผมคิดแต่เพียงว่า จะต้องบวชไปวันต่อวันประคับประคองให้อยู่ในเพศสมณะต่อไป

 

                         เมื่อช่วงเวลาแห่งการอบรมนวกะผ่านไป ผมเริ่มเข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนามากขึ้น ไม่มีความสงสัยในหัวใจเลย มีแต่ความเชื่อมั่นและศรัทธาที่จะปฏิบัติตามคำสอน ผมคิดว่า คำสอนในพระพุทธศาสนามีแต่ของจริง ผู้ปฏิบัติตามย่อมเห็นผลจริง ผมจึงหาโอกาสนั่งสมาธินอกรอบ จากที่พระอาจารย์จะนำนั่งสมาธิในรอบอย่างเดียว เพื่อปล่อยวางเรื่องราวต่าง ๆ ทำให้ผมรู้จักตนเอง เข้าใจชีวิตอย่างลุ่มลึกกว่าเดิม

 

                         ต่อมาผมก็เริ่มคิดได้ว่า การจะรักษาเพศบรรพชิตนั้น อาศัยแค่ปฏิบัติอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะปฏิบัติมากเข้า ก็เป็นไปได้ที่จะผิดจากหลัก บางครั้งอาจก่อให้เกิดอคติต่อพระพุทธศาสนาได้

 

                         ดังนั้น ผมที่ไม่สามารถเข้าใจธรรมะที่ละเอียดลึกซึ้งได้ จึงหาต้นแบบอันสมควร โดยตั้งใจยึดพี่ธงชัยเป็นต้นแบบในด้านความเสียสละ ความเป็นผู้นำและความเพียรในการอ่านภาษาบาลี ท่านเป็นตัวอย่างที่อยู่ใกล้ที่สุด นาน ๆ ไปผมก็เริ่มนำเอาคุณธรรมเล็ก ๆน้อย ๆ ของคนรอบข้างมาถือปฏิบัติมากขึ้น ผู้ที่ผมถือเอาคุณธรรมเป็นหลักสูงสุด คือ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง

 

                         เวลาว่าง ๆ ผมชอบวาดภาพ พอวาดภาพแล้ว เหมือนถูกตัดขาดจากโลก ความคิดแต่เดิมที่ฟุ้งซ่านก็สงบนิ่ง ใจจดจ่ออยู่เพียงปลายปากกากับกระดาษที่ว่างเปล่า มือที่ค่อย ๆ วาดลงไปแม้เริ่มแรกจะออกมาเป็นอะไรไม่รู้ ไม่เป็นรูปเป็นร่าง ผมเองก็ไม่ชำนาญ พอจะวาดดอกไม้ ก็กลายเป็นไม้กวาดก็มี

 

                         ที่จริงผมเพิ่งรู้สึกชอบวาดภาพ ก็ตอนเข้ามาเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ใหม่ ๆ เพราะเวลาเดินไปรอบ ๆ กุฏิ ก็จะเห็นดอกไม้สีสันสดใสนานาชนิด มองไกลออกไปจะเห็นเป็นป่า มีต้นไม้ทั้งใหญ่และเล็กเต็มไปหมด ที่เด่นที่สุดก็คือภูเขา เลยอยากเก็บสิ่งเหล่านี้ลงบนกระดาษ

 

                         การวาดภาพเป็นการเสริมให้จิตจดจ่อ มีความสงบได้ง่าย เป็นการใช้เวลาว่างเพื่อการทำสมาธิอีกแบบหนึ่ง ตอนนี้ผมวาดภาพถึงขั้นสวยแล้ว รู้สึกว่า จะทำอะไรก็ตาม ก็ไม่วอกแวกไปตามสิ่งรบกวน แม้เวลานั่งสมาธิเองผมก็ชอบเหมือนกัน ทุกอย่างที่ผมได้ฝึกจากที่แห่งนี้ล้วนก่อให้เกิดนิสัยดี ๆ แก่ตัวผม

 

                         ความสุขที่แท้จริงเป็นผลที่แน่นอนจากการบวช แต่ผมยังได้ความอดทน ได้ความรู้หลายสิ่งหลายอย่างที่ยังไม่เคยรู้ มีความกล้าแสดงออกมากขึ้น ทำให้จากที่เคยเก็บแต่เรื่องร้าย ๆ ไว้ในใจ ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นเรื่องดี ๆ แทน แล้วผมจะนำเอาสิ่งที่ได้มาทั้งหมดมาใช้กับชีวิตประจำวัน ให้ทุก ๆ วันเป็นไปเพื่อการสร้างความดีงามให้แก่ชีวิต

 

                         ตอนนี้ผมยังบวชอยู่ ปีนี้เป็นปีที่ 6 แล้ว ผมไม่กังวลกับอนาคตผมชอบบอกกับตนเองว่า อดีตที่ผิดพลาดจะเป็นอดีตที่แสนดี คือเรื่องที่เลวร้ายถึงจะผ่านไปแล้วก็ได้ให้ข้อคิดที่คอยตอกย้ำให้ดำเนินชีวิตต่อไปอย่างชาญฉลาด

 

                         ยิ่งพ่อแม่ยังมีความศรัทธาไม่มาก ผมเลยตั้งใจจะบวชต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อท่านทั้งสองจะหันมาสนใจพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังไม่ใช่มาวัดปีละ 2 ครั้งอย่างปัจจุบัน ผมเชื่อว่า ภายภาคหน้าถ้าผมยังบวชศึกษาธรรมะต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ช้าไม่นานความหวังที่จะได้เห็นพ่อแม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา จะเป็นจริงอย่างแน่นอน

 

สามเณรรุ่งเทวา พลแจ้ง

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0010937690734863 Mins