หล่อหลอมกายหล่อหลอมใจ ทุกการเคลื่อนไหว คือ บุญ

วันที่ 12 กย. พ.ศ.2568

หล่อหลอมกายหล่อหลอมใจ

12-9-68_10b%288%29.png

ทุกการเคลื่อนไหว คือ บุญ

                          ที่แห่งนี้ สำหรับผมมันไม่ถึงกับสบาย แต่ก็ไม่ลำบาก อาจเป็นเพราะผมเคยชินกับชีวิตแบบนี้แล้วก็ได้ปีแรกยังรู้สึกไม่คุ้น จึงทั้งลำบากทั้งไม่ชิน พอนาน ๆ ปีก็อยู่ได้

 

                          ช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นช่วงที่สามเณรปลื้มใจที่สุด เพราะพวกผมได้มีส่วนในหน้าประวัติศาสตร์ ของการเดินธุดงค์ธรรมชัยอัญเชิญรูปหล่อทองคำพระเดชพระคุณหลวงปู่ไปวัดปากน้ำ ภาษีเจริญนับเป็นบททดสอบแห่งเกียรติยศ ที่เหล่าสามเณรจะได้เดินผ่านใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร

 

 

                          ในปีพุทธศักราช 2555 นี้ มีการจัดพิธีสมโภชพระมหาเจดีย์มหารัชมงคลขึ้นและในวาระโอกาสอันสำคัญนี้พระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี วิ. (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายได้มีดำริที่จะอัญเชิญรูปหล่อทองคำหลวงปู่วัดปากน้ำ ที่สำเร็จด้วยทองคำ นำไปถวายและประดิษฐานภายในพระมหาเจดีย์มหารัชมงคลอีกด้วย

 

                          การอัญเชิญรูปหล่อทองคำดังกล่าวมีขึ้นระหว่างวันที่ 2 - 6เมษายน และในการอัญเชิญครั้งนี้ ได้จัดให้มีเทวรถอลังการ พร้อมด้วยขบวนพระเดินธุดงค์จำนวนพันกว่ารูป โดยเริ่มต้นเส้นทางจาริกจากวัดพระธรรมกาย ผ่านสะพานควาย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิราชปรารภ ประตูน้ำ เข้าสู่ย่านธุรกิจเยาวราช แล้วข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาถึงวงเวียนใหญ่ ธนบุรี โดยมีจุดหมายปลายทาง คือ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

 

                          ที่จริงผมอยากเดินตั้งแต่ตอนเห็นภาพญาติโยมโปรยกลีบกุหลาบบนเส้นทางที่พระธุดงค์เดินผ่าน เมื่อได้ยินว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อเมตตาให้โอกาสสามเณรได้เดินธุดงค์ ใจผมก็เหมือนถูกน้ำเย็นชโลมจิตใจให้สดชื่นขึ้นมาทันที เพราะนี่เป็นโอกาสสำคัญ ที่ผมจะได้เดินอัญเชิญรูปหล่อทองคำพระเดชพระคุณหลวงปู่ไปวัดปากน้ำด้วย

 

                          ในวันเดินธุดงค์ ถือว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่จะได้เดินธุดงค์ผมไม่เคยคิดว่าจะต้องเดินไกลขนาดนี้ เมื่อเดินไปได้ 2 กิโลเมตรแรก จีวร สบง อังสะเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ลมหายใจถี่ขึ้นเรื่อย ๆผมมองป้ายบอกหลักกิโลเมตรสลับกับทางเดิน ตัวเหมือนจะหมดแรง จนกระทั่งรู้ว่าอีก 2 กิโลเมตร จะถึงจุดหมาย ผมก็ดึงเอาแรงเฮือกสุดท้ายไปพิชิตความสำเร็จ

 

                          มาถึงจุดหมายปลายทางแห่งแรก คือ สนามกีฬาธูปะเตมีย์เป็นระยะทาง 17.3 กิโลเมตร แล้วในวันต่อ ๆ ไปสามเณรก็เดินด้วยความปลื้มปีติขึ้นทุก ๆ วัน จนถึงวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

 

                          ถึงแม้ว่า การเดินธุดงค์นี้จะสำเร็จเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 5 ปีภาพแห่งประวัติศาสตร์ที่พวกผมถ่ายไว้ร่วมกันในวันนั้น ก็ยังชวนให้ผมนึกถึงช่วงเวลานั้นได้ดี หยาดเหงื่อที่เกิดจากความมุมานะ ที่สร้างศรัทธาให้แก่ผู้พบเห็นในคราวนั้น กลั่นกลายเป็นความปลื้มปีติ ไม่มีวันเลือนหายไปจากใจเหมือนเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน


 

                          ตลอดช่วงวัยประถมศึกษา วันหนึ่ง ๆ ของผมหมดไปกับความเบิกบานใจเสมอ ตื่นขึ้นมาก็กินข้าว เรียนเสร็จก็เล่นฟุตบอล กลับบ้านดูหนัง ฟังเพลง เป็นชีวิตที่สนุกสนานแบบเด็ก ๆ

 

                          แต่ละครั้งที่ผมมัวแต่เล่นอยู่นอกบ้าน พี่สาวจะรับงานบ้าน ซักผ้า ทำความสะอาดบ้านแทนผมหมดทุกอย่าง ในฐานะน้องชายใจจริงผมก็นึกสงสาร ทั้งเกรงใจพี่สาวมาก ๆ จึงพยายามรีบกลับไปช่วยอยู่หลายครั้ง

 

                          แม่เริ่มมองไม่เห็นอนาคตอันสดใสของผม ผมสังเกตสีหน้าท่าน ก็รู้ว่าท่านกังวลเอามาก ๆ จากนั้นพอเรียนจบประถมศึกษา แม่จึงส่งผมมาบวช ด้วยความหวังลึก ๆ ว่า ผมจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

 

                          เท่าที่จำได้ แม่มาส่งถึงพื้นที่อบรม แต่ผมไม่ยอมออกไปเพราะกลัวที่จะต้องจากแม่ไป กลัวที่จะต้องอยู่อย่างเดียวดาย แล้วจู่ๆ ผมนึกขึ้นได้ว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ท่านเลย ถ้าแม่อุตส่าห์พยายามเพื่อผม มาส่งถึงที่ขนาดนี้ แล้วผมยังไม่ออกไป คงเป็นลูกที่แย่เต็มที่ ดังนั้น ผมจึงก้าวออกไปสู้ด้วยตนเองเพียงลำพัง จากนี้ไปจะไม่มีพ่อแม่คอยเอาอกเอาใจอีกแล้ว

 

                          เมื่อเข้ามาใหม่ ๆ ความอาลัยอาวรณ์ถึงโยมพ่อโยมแม่ผู้เป็นที่รักยังไม่หายไป ผมกำลังเผชิญกับคนไม่รู้จัก กับกฎระเบียบ ต้องตื่นเช้ามาทำวัตร ตั้งแถวรับบุญ ที่สำคัญจะมีมือถือส่วนตัวก็ไม่ได้จะโทร. หาแม่แต่ละครั้ง ต้องขออนุญาตพระอาจารย์อย่างเป็นกิจจะลักษณะ

 

                          แต่แล้วความคิดถึงเรื่องบ้านก็หายไปเมื่อถึงวันเปิดภาคเรียนวันนั้นดูเหมือนทั้งกุฏิที่พัก ทั้งคณะพระอาจารย์และเพื่อน ๆ จะพร้อมเพรียงกันหมดแล้ว ทุกรูปลืมบ้าน มุ่งแต่เรื่องเรียนอย่างเดียว เพื่อนแต่ละคนเริ่มปรับตัวได้จนหมดแล้ว

 

                          ถ้าถามว่า วันไหนเป็นวันที่พร้อมที่สุด คงจะตอบว่า วันเปิดภาคเรียน แล้ววันไหนเป็นที่ว้าวุ่นที่สุด ผมขอตอบว่า เป็นวันจบภาคเรียนของมัธยมศึกษาปีที่ 3 วันนั้นเพื่อนบางส่วนมีเหตุจะต้องลาจากเพศสมณะนี้ไป ในใจของผมตอนนั้น เหมือนกำลังลังเลใจว่าจะเลือกอย่างไหนดี ระหว่างต้องลาสิกขากับบวชเรียนต่อมัธยมปลาย

 

                          แต่เพื่อนที่เหลือก็พากันประคับประคองกันจนถึงที่สุด ผมเองก็เห็นใจเพื่อนที่เขาอยู่ต่อ อีกอย่างถ้าผมไปจากที่นี่ ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะได้เจอมิตรภาพที่แท้จริง แต่ละรูปล้วนอยากอยู่ด้วยกันตลอดไปไม่อยากให้ใครสักคนหนึ่งหายไป ในที่สุดผมก็ตัดสินใจเลือกบวชต่อเพราะเห็นแล้วว่า มิตรภาพมิใช่คำพูดอ้างเล่น แต่มันคือความรักใคร่กลมเกลียวที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีกเลย นอกจากที่นี่

 

                          การมาบวชของสามเณร อย่างแรกที่สามเณรสัมผัสได้ คือเรื่องมิตรภาพ คำว่า “รักใคร่กลมเกลียว” ผมรู้อย่างซาบซึ้งใจก็ตอนมาบวชนี่แหละ

 

                          ส่วนอีกอย่าง คือ เรื่องบุญ ซึ่งสำคัญมาก ที่จริงผมรู้จักมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะพ่อแม่จะชอบเข้าวัดในช่วงปิดเทอม ท่านคงเห็นว่า ผมเอาแต่เล่นทั้งวันทั้งคืน ได้มาเรียนรู้แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่า บุญคืออะไร เกิดผลอย่างไร ทำแล้วได้อะไร เรื่องเหล่านี้ถ้าใครไม่รู้จักเลย ชีวิตจะไม่พบเจอความสุขที่ยั่งยืนได้ เพราะการจะมีชีวิตที่สมบูรณ์ถึงพร้อมบริบูรณ์ ทั้งรูปหล่อ สวย รวย ฉลาดจำเป็นต้องอาศัยบุญที่เกิดจากการสั่งสมบุญเป็นหลัก

 

                          บุญเป็นเหมือนพลังที่ยิ่งใหญ่ คอยขับเคลื่อนชีวิตให้มุ่งหน้าสู่ความสำเร็จ ทุกวันคืนของผมตั้งแต่ตื่นจนถึงจำวัด สิ่งที่ทำล้วนเป็นบุญทั้งหมด กระทั่งบางเรื่องที่แรก ๆ ดูเหมือนไม่มีประโยชน์ เช่น การตั้งแถว การทำความสะอาดเสนาสนะ ซึ่งความจริงสิ่งเหล่านี้ ทำให้ได้ฝึกฝนความอดทนต่อความยากลำบากอยากได้แต่ไม่ได้ และได้ฝึกความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

 

                          แม้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่นี่ก็ไม่ปล่อยผ่าน ทำให้ผมต้องนึกย้อนกลับไปช่วงชีวิตภายนอก ที่วัน ๆ เอาแต่เล่น ทำความเดือดร้อนให้คนอื่นอยู่ร่ำไป เพราะฉะนั้น ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ชีวิตที่มีคุณค่า มีคุณประโยชน์เป็นอย่างไร ผมจึงตั้งใจว่า จะขอบวชต่อไปให้ได้ตลอดชีวิต

 

                          การได้รู้จักความจริงของชีวิต รู้ว่าเราเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายชีวิต และรู้จักบาปบุญคุณโทษ ทั้งหมดนี้เป็นความหมายชีวิตของผม คนเราเกิดมาทั้งที่ไม่ควรปล่อยให้ชีวิตสูญเปล่า โดยที่ไม่ทันได้รู้จักความจริงของชีวิต ทั้งที่ชีวิตหลังความตายมันยาวนานกว่าชีวิตในปัจจุบันเสียอีก เราจึงควรที่จะสั่งสมบุญกุศลให้กับตนเอง เพราะชีวิตเป็นของน้อย

 

                          ผมบวชมานานถึง 6 ปี รู้สึกปลื้มปีติใจกับการทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสร้างบารมี และภาคภูมิใจที่ได้ทดแทนบุญคุณพ่อแม่อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง สำหรับชีวิตสมณะทุกอนุวินาที คือ การสร้างบารมี เราจะรู้คุณค่าของเวลา ก็ต่เมื่อเราได้มาบวช

 

                          การบวชสอนให้ผมรู้จักความเคารพ ให้รู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร และสอนให้ผมฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ที่มารบกวนใจเรา ไม่ใช่ภาคทฤษฎี แต่ต้องปฏิบัติล้วน ๆ

 

สามเณรวสันต์ ปานบุญเกิด

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0010339498519897 Mins