หล่อหลอมกายหล่อหลอมใจ

กวาดใบไม้ในที่ร่มเย็น
ช่วงเวลาที่สามเณรอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุดเพราะเพื่อนแต่ละรูปล้วนอยู่ด้วยกันมานาน จึงรู้สึกอบอุ่นเป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ โดยมีพระอาจารย์คอยกำกับดูแลอีกที ทำให้สามเณรอยู่ในกรอบ ไม่ทะเลาะวิวาทกัน
สามเณรชอบการจับไม้กวาดแล้วกวาดใบไม้รอบ ๆ ตามบริเวณต้นไม้ใหญ่ที่เรียงรายกันเป็นแถว พระอาจารย์ท่านจะให้พวกผมกวาดใบไม้รอบกุฏิพระเป็นประจำผมรู้สึกเหมือนได้ออกกำลังกาย โดยมีเพื่อน ๆ ช่วยกันกวาด ช่วยกันเก็บ เนื่องจากพื้นที่กว้างมากจึงต้องค่อย ๆ ทยอยกวาดเป็นวัน ๆ ไป
กิจกรรมนี้พอทำรวมกันมาก ๆ ก็สนุกดี เหมือนได้ฝึกความสามัคคีไปด้วย หลังจากกวาดเสร็จพวกเราก็จะช่วยกันเอารถเข็นอุปกรณ์มาเก็บ เพื่อจะเอาไปทำปุ๋ย พวกผมเรียกปุ๋ยนั้นว่า “ปุ๋ยหลวงพี่ปาล์ม”
การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติเขียวขจีทำให้ผมมีความสงบช่วงนี้พระอาจารย์จะให้สามเณรกวาดใบไม้ปลอดจากความคิดบ่อย ๆ อาจเป็นเพราะตอนนี้เป็นฤดูร้อน ที่ต้นไม้ถูกเผาผลาญจนใบไม้เปลี่ยนสี ร่วงลงมาสู่พื้นดิน ช่างเป็นฤดูร้อนที่อบอุ่นจริง ๆตรงกันข้ามกับสังคมแถว ๆ บ้านผม เพราะที่นั่นมีแต่อบายมุข
อบายมุข คือ หนทางที่นำไปสู่ความเสื่อม ถ้าใครไปยุ่งเกี่ยวแล้ว จะทำให้ชีวิตตกต่ำลง เราต่างรู้กันดีว่า สิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุแห่งการสูญเสียทุก ๆ อย่าง โดยไม่ได้รับอะไรคืนมา มีแต่เสียเงินและเสียสุขภาพไปเปล่า ๆ
ปัจจุบันเราหลีกเลี่ยงไม่ได้กับคำว่า “ดื่มเหล้า เข้าสังคม” การดื่มเหล้ากลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว จริง ๆ แล้วมันอาจจะถูกสำหรับสังคม แต่มันผิดจากคลองธรรมทำให้เราตายจากความดี ทำให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันเกาะเกี่ยวอยู่กับบุญน้อย โอกาสที่จะไปสวรรค์ตามที่เฝ้าฝันกันจึงไม่ต้องพูดถึง
การที่สามเณรได้มาอยู่ในเส้นทางนี้ ทำให้สามเณรมีชีวิตในช่วงวัยรุ่นที่ปราศจากอบายมุข มีพระอาจารย์และเพื่อนที่ดี เป็นผู้บอกขุมทรัพย์ให้จึงมีโอกาสดำเนินไปในทางที่ถูกมากกว่าเด็กทั่ว ๆ ไป ในแต่ละวันสามเณรได้สั่งสมบุญกุศลตลอดเวลา ซึ่งเป็นทางที่ปลอดภัย ขอยืนยันว่าตั้งแต่บวชมาไม่เคยพบเจออบายมุขเลย
ผมถูกยายชักชวนให้บวช ตอนนั้นผมเห็นใจยายจึงไม่กล้าปฏิเสธ แม้จะไม่ค่อยเต็มใจก็ตาม หลังจากนั้น ผมก็ได้มาบวชตามคำชวนของยาย และตามความเห็นดีเห็นงามของพ่อแม่
ผมยอมรับว่าที่นี่ฉันอาหารเพียง 2 มื้อ เวลาจะไปไหนก็ต้องบอกพี่เลี้ยงเสมอ ถ้าอยู่บ้านยังสบายกว่าเยอะ เพราะสามารถทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ เมื่อทำผิดก็แค่ถูกเตือน น้อยครั้งที่จะถูกตี ถ้าไม่ใช่เรื่องสาหัสอย่างใหญ่หลวง
แต่อยู่ที่นี่ถูกจำกัดด้วยกิจวัตร ต้องตื่นแต่เช้ามาสวดมนต์ทำวัตร นั่งสมาธิ ทุกอย่างเป็นเวลาหมด จึงต้องใช้ความอดทนขั้นสูงกว่าทั่วไป และตอนนี้สามเณรผ่านนวกะแล้ว บวชมาถึงมัธยมปลายปีสุดท้าย เป็นพี่โตสุดแล้ว ผมรู้สึกเหมือนกายและใจถูกหล่อหลอมกลายเป็นเพชรเม็ดงามโดยไม่รู้ตัว
ผมคิดว่า สิ่งที่ได้จากการบวชมิใช่แค่ความอดทนที่เกิดจากกิจวัตรกิจกรรมอย่างเดียว สามเณรยังได้เข้าใจชีวิต และความปลอดภัยที่หาที่ใดเทียบได้ยาก เพราะที่นี่เป็นสังคมของคนดี ถูกตีกรอบด้วยศีลและระเบียบวินัย ปัญหาเรื่องฆ่าฟันหักล้างที่พบเห็นโดยทั่วไปจึงไม่มี
อีกทั้งที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่ห่างไกลจากตัวเมือง พอมองไปจนสุดลูกหูลูกตา ก็มีแต่ต้นไม้เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง จนปกคลุมไปด้วยป่าสีเขียว ต่างจากบ้านของสามเณรที่อยู่กรุงเทพฯ ซึ่งค่อนข้างเป็นชุมชนตั้งแต่หน้าซอยจนถึงท้ายซอยมีอบายมุขเต็มไปหมด ทั้งการพนัน เหล้า บุหรี่
ที่สำคัญน้าชายของผมชอบสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า สามเณรจะเห็นเขากลับบ้านดึก และมาพร้อมกับกลิ่นเหล้าเสมอ ๆ สามเณรกลัวมากกลัวที่จะเป็นแบบนั้น แต่เดี๋ยวนี้พอกลับไปเยี่ยมบ้าน น้าชายก็ยังสูบบุหรี่อยู่แต่คงจะเลิกดื่มเหล้าไปแล้ว เมื่อเห็นอย่างนี้ ทำให้สามเณรภาคภูมิใจในตนเอง ที่ไม่ไปหลงมัวเมาในสิ่งเหล่านั้น ผมได้กำไรชีวิตไปมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะผมสามารถผ่านช่วงวัยที่มีแต่ความเสี่ยงต่ออำนาจกิเลสนี้ไปได้อย่างปลอดภัย
แต่เดิมครอบครัวของผมเข้าวัดอยู่แล้ว โดยคุณยายเป็นคนชักชวนมาทำบุญเป็นหลัก ช่วงประถมศึกษาผมจึงไม่ตกเป็นทาสของอบายมุขจนต้องเสียคน ตอนนั้นผมก็พอจะรู้จักบุญบาปบ้างแล้ว แต่ถ้ารู้อย่างถ่องแท้เลยก็ตอนได้มาบวช เนื่องจากมีพระอาจารย์พระพี่เลี้ยงคอยหล่อหลอมด้วยคำสอนแนะนำในสิ่งที่ถูกที่ควร ทำให้ผมดำเนินชีวิตตรงตามคลองธรรมโอกาสแบบนี้คิดว่าคงจะไม่มีที่ไหนอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าใครยังไม่บวช ก็ให้ลองมาบวช ถึงจะรู้ว่าการบวชเป็นมากกว่าทั้งหมดของชีวิต
สามเณรทัตพงศ์ กสิกิจ