หล่อหลอมกายหล่อหลอมใจ การบวชเปลี่ยนไป

วันที่ 10 กย. พ.ศ.2568

หล่อหลอมกายหล่อหลอมใจ

10-9-68_9b%288%29.png

การบวชเปลี่ยนไป

                         ผมอยากบอกว่า คนเราต้องเข้าใจในสิ่งที่ตนเองทำ ที่จริงปัญหาทุกอย่างมักจะเริ่มต้นที่ตัวเรา แล้วจึงจะกระจายไปหาคนรอบข้าง วัยรุ่นเป็นวัยที่มีความคิดเป็นของตนเองสูง มีความอยากได้รับการยอมรับอยู่ลึก ๆ ในใจ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมเราจึงมีอิทธิพลต่อคนรอบข้าง

 

                         พวกเราต่างส่งผ่านอิทธิพลทางด้านจิตใจต่อกันและกัน ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่มันอาจดูไม่ปกติสำหรับมนุษย์เพราะปกติแล้วจิตใจของมนุษย์จะมีความสงบเป็นพื้นฐาน การที่มีปัญหาเกิดขึ้นจะทำให้ใจเริ่มสับสนขึ้นมา

 

                         ขอแนะนำว่า ถ้าหาทางแก้ไขปัญหาไม่ได้จริง ๆ หรือยังไม่เข้าใจตนเอง ก็ให้ลองบวชดูเพราะเราจะได้อะไรมากมาย ทั้งความรู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน และได้สั่งสมบุญให้กับตนเอง ทั้งหมดนี้เป็นข้อคิดประจำตัวของผมตั้งแต่มาบวช

 

                         เสียงก้องกังวานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ดังขึ้นมาจากลำโพงเวลาประมาณตีสี่ครึ่ง เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า ถึงเวลาตื่นจำวัดแล้ว

 

                         เมื่อตอนประถมศึกษาจำเสียงระฆังที่ดังขึ้นในเวลาเดียวกันนี้ได้ดี ตอนนั้นผมมีโอกาสบวชเป็นสามเณรเล็กในละแวกวัดใกล้บ้านเนื่องจากยังเด็กอยู่จึงจำได้แต่เพียงว่าได้สวดมนต์แปล มีพระอาจารย์ลงเทศน์สอนทุกวัน และผมก็เห็นเพื่อนบางคนทนอยู่ไม่ได้ กลับบ้านไปก่อนก็มี แต่ผมสามารถอยู่ได้จนจบโครงการ และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักการบวช

 

                         แต่การบวชของผมเริ่มต้นจริง ๆ คือ หลังจบประถมศึกษา ผมบวชพร้อมเพื่อนชาวดอย 12 คน ที่โรงเรียนเตรียมพุทธศาสตร์ ช่วงเข้ามาใหม่ ผมรู้สึกว่าที่แห่งนี้ต่างจากที่เคยบวชมา ทั้งระเบียบวินัยและการเทศน์สอนที่เน้นหนักในเรื่องบุญบาป

 

                         การบวชครั้งแรก อาจเพราะผมยังเด็กเกินไป พระอาจารย์จึงไม่เน้นมาก แต่การบวชครั้งนี้เนื่องจากคนมาบวชมีจำนวนกว่าร้อยจึงมีระเบียบวินัยที่เคร่งครัดเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายขึ้น เพื่อนบางคนที่มาด้วยกันทนไม่ได้ก็ลาสิกขาไป ผมเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกว่าจะหวั่นไหวตาม แต่เพื่อนชาวดอยอีกคนก็ห้ามผมไว้ แล้วชักชวนให้บวชต่อ

 

                         ตอนนั้นผมตกลงใจบวชต่อตามเพื่อนคนนั้น (ต่อมามีผมและชาวดอยที่อยู่บวชต่อจำนวน 6 รูป) ผมคิดว่าจะทำตามคำแนะนำอย่างเต็มที่ ไม่ขัดขืน เท่านี้ก็อยู่ได้อย่างมีความสุขแล้ว ทั้งได้ฝึกวินัยฝึกความเคารพ ได้ฟังธรรมจากพระอาจารย์ สิ่งเหล่านี้พระอาจารย์ท่านหล่อหลอมให้ติดเป็นนิสัย โดยผ่านการเคี่ยวเข็ญของท่านที่เรียกว่า “อบรมนวกะ”

 

                         ผมที่เข้ามาบวชเรียน จะพบกับการหล่อหลอมขั้นต้น โดยมีกฎระเบียบเข้มข้น มีพี่เลี้ยงกำกับดูแลทุกกระเบียดนิ้ว ท่านจะสอนตั้งแต่การลุก การนั่งที่ถูกต้อง มารยาทการฉัน รวมทั้งการนุ่งห่มจีวรให้พวกผมมีสมณสัญญา คือ ความหมายรู้ว่าเป็นสมณะ ที่ควรแก่การเคารพกราบไหว้ของโยมพ่อโยมแม่ และเหล่าญาติโยมทั้งหลาย

 

                         ผมจะถูกหล่อหลอมอย่างนี้เป็นระยะเวลา 2 ปี เมื่อบวชถึงจุดนี้ ก็ถือว่าผ่านการอบรมหล่อหลอมขั้นต้น เรียกกันสั้น ๆ ว่า “ผ่านนวกะ”

 

                         ผมเชื่อว่า สิ่งที่ฝึกมานี้จะเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน และแล้ววันเวลาแห่งความอบอุ่นก็เริ่มผลิบานขึ้นตั้งแต่นั้น เป็นต้นมา

 

                         เดือนมกราคม ปีพุทธศักราช 2556 อากาศเดือนนี้เต็มไปด้วยความเหน็บหนาว ลมเย็นพัดผ่านให้ร่างกายรับความสบายเป็นช่วง ๆจนกระทั่งค่ำคืนของวันนี้ผ่านไป ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณกลางเดือนสามเณรลืมตาตื่นขึ้นมารับลมบริสุทธิ์ตั้งแต่เช้าจากนั้นสามเณรได้กลั่นจิตกลั่นใจโดยการสวดมนต์ทำวัตร ก่อนฟ้าจะสาง สามเณรทุกรูปนับร้อยชีวิต ต่างรอคอยที่จะรับภารกิจอันสำคัญในเวลาดวงตะวันปรากฏขึ้นเหนือขอบฟ้า

 

                         ภารกิจนี้ คือ การเด็ดดอกดาวรวย เพื่อนำไปโปรยบนเส้นทางพระผู้ปราบมารในงานธุดงค์ธรรมชัย การที่ผมได้มาเด็ดดอกดาวรวยครั้งนี้ ผมถือเป็นโอกาสอันสำคัญที่จะได้บุญใหญ่ เป็นกิจกรรมของโรงเรียน ที่จัดขึ้นในช่วงปลาย ๆ ปี ติดต่อกันมาเป็นระยะเวลา 4 ปี

 

                         พอวันขึ้นปีใหม่ ผมก็จะมานั่งเคานต์ดาวน์กันที่วัดแห่งนี้ จะถือว่าเป็นการเที่ยวช่วงปีใหม่ก็ได้ สำหรับพวกผมเป็นการออกมาเปลี่ยนบรรยากาศนอกโรงเรียนด้วย รู้สึกตื่นเต้นไปอีกแบบ ถ้าผมจบจากโรงเรียนนี้ไป ก็คงจะไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว

 

                         ตอนนี้ผมอยู่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 พระอาจารย์จึงมอบหมายหน้าที่ดูแลน้อง ๆ ซึ่งผมไม่ค่อยถนัดเท่าไรนัก แต่ก็เป็นบทฝึกสำหรับผมให้รู้จักดูแลคนอื่นได้ โดยในกลุ่มผมจะแบ่งหน้าที่คลี่ถุงใส่กลีบดอกไม้ มัดถุงแล้วก็แพ็กใส่ถุงใหญ่ ให้แต่ละรูปสับเปลี่ยนกันเป็นวัน ๆ ไป

 

                         ในแต่ละวัน พระอาจารย์ท่านจะตั้งยอดไว้เป็นหลักร้อยถุงใหญ่ขึ้น ซึ่งก็มีบางทีที่รู้สึกท้อ เพราะต้องทำตั้งแต่ 8 โมงเช้า จนถึงดึกดื่น แต่พระอาจารย์จะให้กำลังใจเราทุกเช้าหลังฉันเสร็จ

 

                         ที่สำคัญเวลาทำ ผมจะชอบเงยหน้ามองจอมอนิเตอร์ ที่ฉายภาพการเดินธุดงค์ธรรมชัย ทุกครั้งของการย่ำเท้าลงบนดอกดาวเรืองของพระธุดงค์ เหมือนว่าความสุขมันเอ่อล้นท่วมใจ เป็นสุขที่สร้างกำลังใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

                         เมื่อมองดูทุกครั้ง พวกผมต่างปลื้มปีติใจที่ได้ทำมโนปณิธานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ให้สำเร็จลุล่วงไปโดยง่าย ผมยังจำวันคืนที่ผ่านไปอย่างมีคุณค่าได้เหมือนมันจะไม่เลือนหายไป

 

                         จนเมื่อถึงวันสุดท้ายของการเดินธุดงค์ คณะพระธุดงค์ได้ธรรมยาตรามาถึงจุดหมายสุดท้าย มีสาธุชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมฉลองชัยชนะแห่งความสำเร็จในครั้งนี้ และวันนั้นเองที่ผมเห็นความตั้งใจเด็ดเดี่ยวของพระธุดงค์ ท่านเป็นผู้มีความอดทนอย่างแรงกล้า ไม่กลัวแดดกลัวฝน ถึงผิวของท่านจะคล้ำเพราะแดด แต่รัศมีจากกายก็ยังผุดผ่องน่าเลื่อมใส

 

                         ผมซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ รู้สึกปลื้มปีติยิ่งขึ้นกว่าเดิม ตั้งแต่นั้นมาภาพเหล่านั้น กลายเป็นเรื่องราวอันล้ำค่า ที่ผมมีความสุขทุกครั้งเมื่อนึกถึง แม้จะผ่านไปนานแล้วก็ตาม

 

                         ตอนนี้ผมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง จากตอนมัธยมต้นที่จำใจทำตามคำสอนของพระอาจารย์ เมื่อขึ้นมามัธยมปลาย ก็เริ่มมีความคิดเป็นของตนเอง คำสอนที่ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาอย่างเรื่องความตรงต่อเวลา ก่อนบวชสามเณรเป็นคนชอบมาโรงเรียนสายเป็นประจำจนถูกครูต่อว่า แต่เมื่อมาบวช เห็นระบบการฝึกของที่นี่แล้ว สามเณรอดทิ้งไม่ได้ เพราะตั้งแถวแต่ละครั้งจะมีพระอาจารย์เช็กชื่อทุกรอบ ใครมาช้าก็โดนลงโทษ ทำให้ความกระตือรือร้นอันซ่อนอยู่ภายในพุ่งออกมา ผมจึงต้องเปลี่ยนตนเองอย่างด่วน

 

                         อีกทั้งเรื่องการเก็บของ สามเณรเห็นว่า ถ้าเก็บของไว้เยอะก็จะเป็นภาระในการดูแลรักษา ตอนนี้เลยต้องเก็บแต่ของที่จำเป็นจริง ๆ ๆ ทั้งหมดนี้ล้วนหล่อหลอมให้ผมเป็นคนรับผิดชอบต่อตนเองและต่อส่วนรวม ซึ่งถ้าผมไม่มีพระอาจารย์และเพื่อนที่ดีคอยบอกคอยสอน กว่าจะรู้ตัวก็คงอายุ 30 - 40 ปี พอถึงตอนนั้นก็สายเกินไปแล้ว เพราะฉะนั้น ผมจึงขอยืนยันว่า การบวชเป็นสามเณรไม่มีเสียมีแต่ได้กับได้

 

สามเณรสุวัฒนา สีเนแก้ว

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.0015459497769674 Mins