หล่อหลอมกายหล่อหลอมใจ การบวชเปลี่ยนไป

วันที่ 10 กย. พ.ศ.2568

หล่อหลอมกายหล่อหลอมใจ

10-9-68_7b%288%29.png

ปลอดภัยไร้ที่ติ

                        ต้นไม้เขียวขจีชวนให้สดชื่น เสียงนกร้องก้องกังวานฟังดูไพเราะท้องฟ้าปลอดโปร่งกว้างขวางเป็นภาพที่ยิ่งดูยิ่งสงบ ทำให้ผมชอบใช้เวลาไปกับการเดินผ่อนคลายรอบ ๆพื้นที่สังฆาวาส

 

                        อยากจะยิ้มให้กับความโชคดี ที่ได้อยู่ ในสถานที่อันปลอดภัยแบบนี้ ทั้งที่ก่อนที่จะมาบวช พ่อแม่เป็นห่วงสามเณรมาก เพราะสามเณรเอาแต่เล่นกีฬาจนกลับบ้านดึก ท่านเลยกลัวว่าลูกชายตนเองจะไปติดยาเสพติด หรือไปเล่นการพนัน เหตุเพราะสภาพสังคมสมัย

 

                        นี้เป็นสังคมที่ไม่ค่อยน่าอยู่ เต็มไปด้วยอบายมุข ทั้งเหล้า บุหรี่ การพนัน การดำรงชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัยในสังคมแบบนี้จึงยาก ถ้าปล่อยให้คนในสังคมหันเข้าหาอบายมุขมาก ๆ ไม่นานประเทศก็จะมีแต่เสื่อมลงเรื่อย ๆ

 

                        ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า เส้นทางนักบวชเป็นเส้นทางที่ปราศจากอบายมุข ไม่มีเวลาไปหมกมุ่นกับเรื่องร้อนใจ มีโอกาสเดินไปในทางที่ถูกมากกว่า เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างความดีอย่างเต็มที่ ส่วนการมาบวช จะทำให้เราได้มาประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสม ที่จะเป็นทายาทของพระพุทธศาสนาเราจะมีวัคซีนป้องกันไม่ให้เป็นทาสของอบายมุขอีก ผมจึงได้ตัดสินใจบวชเป็นสามเณร เข้าเรียน ณ โรงเรียนเตรียมพุทธศาสตร์

 

                        เมื่อบวชแล้ว ช่วงแรกผมเป็นคนเงียบมาก กว่าจะเข้ากับเพื่อนได้ก็นาน นิสัยนี้อาจจะติดมาจากบ้าน เพราะแต่ก่อนผมมีเพื่อนน้อยแต่ละคนก็เอาแต่ยุ่งกับการแต่งรถบ้าง เล่นกีฬาบ้าง เที่ยวเตร่บ้างทุกคนเอาแต่สนใจเรื่องตนเอง พอเรายุ่ง เขาก็เบื่อ มันจึงกลายเป็นปมที่ติดในใจตั้งแต่เด็กเรื่อยมา ทำให้ผมไม่กล้ายุ่งกับใครเลย ถ้าไม่รู้จักกันจริง ๆ

 

                        หลังจากที่ฝึกฝนอบรมตนเองมานานกว่า 5 ปี ทั้งระเบียบ วินัย เคารพ อดทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกพระอาจารย์พระพี่เลี้ยงหล่อหลอมมาโดยตลอด

 

                        ปีนี้พระอาจารย์ท่านมอบหมายให้สามเณรไปเป็นพี่เลี้ยงที่ศูนย์อบรมปราจีนบุรี ครั้งนี้เป็นโอกาสที่ผมจะได้ถ่ายทอดความรู้ความสามารถที่ตนเองได้ฝึกฝนมา พอใกล้ถึงจุดหมาย สามเณรก็เห็นธรรมชาติเต็มทั้งสองข้างทาง ชวนให้สงบใจ คล้ายกับสถานที่ที่สามเณรอยู่เลย

 

                        วัดที่สามเณรจะไปตั้งอยู่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็มาถึงพื้นที่วัด สามเณรได้เข้าพักในศาลาใกล้เมรุ แรก ๆ ก็กลัวผีอยู่บ้าง ขึ้นชื่อว่าเมรุที่เผาศพ แสดงว่าต้องมีผีแน่ ๆ แต่เมื่อคืนแรกผ่านไปก็หลับตาสนิทขึ้นบ้าง แต่จะสะดุ้งตอนหมาหอนดึก ๆ

 

                        จากนั้นสามเณรได้ช่วยคณะพระอาจารย์ที่นั่น จัดเตรียมงานบวชสามเณรภาคฤดูร้อน ประมาณ 2 สัปดาห์ ที่นี่ไม่มีพระอาจารย์พระพี่เลี้ยงคอยชี้แนะ เหลียวซ้ายแลขวาก็แทบไม่รู้จักใคร ผมจึงต้องยืนหยัดขึ้น โดยอาศัยประสบการณ์ ที่เคยผ่านการอบรมหล่อหลอมตอนสมัยเป็นน้องเลี้ยง

 

                        หน้าที่หลักของผม คือ การเปิดเสียงปลุกตื่น (เสียงไก่ขันเสียงระฆัง เป็นต้น) เปิดสื่อให้น้องดู พาน้องทำกิจกรรมต่าง ๆ และถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองฝึกฝนมาให้น้องสามเณร ทั้งระเบียบวินัย เคารพอดทน สื่อที่น้องชอบเป็นสื่อเกี่ยวกับนรก พอเปิดปั๊บน้องจะเงียบกริบแล้วจะตั้งใจทำทันที

 

                        ตลอดทั้งโครงการ ผมประทับใจวันที่พาน้องบิณฑบาตตามหมู่บ้าน วันนั้นผมแปลกใจมาก ที่เห็นน้องเดินอย่างสงบ สำรวมจนไม่เชื่อสายตาตนเอง

 

                        น้อง ๆ ตอนนี้ไม่เล่น ไม่คุย เดินเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ทำให้ผมรู้สึกว่า การที่ผมลงทุนตื่นเช้ามาเปิดปลุก กว่าจะได้นอนก็ต้องให้น้องนอนหมดก่อน ดูเหมือนว่า สิ่งเหล่านั้นจะไม่สูญเปล่า และ เชื่อว่าสิ่งที่น้อง ๆ ได้ฝึกตลอดโครงการ จะทำให้น้อง ๆ เป็นคนดี

 

                        การที่น้องถูกหล่อหลอมให้รู้จักนรก สวรรค์ บาป บุญ ตั้งแต่เด็กนั้น จะทำให้เป็นคนรักบุญกลัวบาป ไม่ทำผิดศีลธรรม เป็นที่ภาคภูมิใจของพ่อแม่และคนรอบข้าง สามารถดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง

 

                        การทำหน้าที่ครั้งนี้ จะมีส่วนสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้พระพุทธศาสนา และโลกใบนี้อย่างแน่นอน ผมนึกถึงทีไรก็ปลื้มใจเมื่อนั้น

 

                        ปีนี้เป็นปีที่ 6 แล้วของการอยู่ใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์นี้ พวกเราไม่เคยเบื่อกันเลย มีแต่รักใคร่กลมเกลียวกันมากขึ้น ในยามมีปัญหาหรือเกิดความกังวลขึ้น พวกเราจะช่วยเหลือกันและกันเสมอ

 

                        ผมคิดไม่ผิดเลยที่ตัดสินใจมาบวช นอกจากพ่อแม่จะหายห่วงไม่ต้องกังวลว่า ผมจะไปติดอบายมุขที่ไหน อีกทั้งมีพระอาจารย์ดูแลพร่ำสอนอย่างใกล้ชิด อยู่กับสภาพแวดล้อมที่ห่างไกลจากแสง สี เสียง เต็มไปด้วยธรรมชาติ

 

                        ที่มีคนเคยพูดว่า “ด้อยโอกาส” ผมไม่คิดอย่างนั้น พอมาสัมผัสด้วยตนเองจึงได้รู้ว่า การบวชเป็นสามเณรเป็นหนทางที่ปลอดจากอบายมุขโดยสิ้นเชิง ผมยินดีที่ได้มาบวชและจะขอบวชไปแบบวันต่อวัน จะทำให้ทุกวันผ่านไปอย่างมีคุณค่า ให้คุ้มกับที่โยมพ่อโยมแม่เลี้ยงดูผมมา หลายคนอาจมองว่าผมเสียโอกาสที่วัยรุ่นควรมีแต่สิ่งที่ผมได้ คือ ความปลอดภัยที่หาไม่ได้จากที่ไหนถ้าไม่บวช

 

                        อยากจะชวนเพื่อน ๆ ให้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา เราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมชาวพุทธ ได้แก่ การปฏิบัติธรรมเคารพ มีวินัย และรักการทำงานเป็นทีม สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมสามารถตอบแทนพระคุณพ่อแม่ได้มากขึ้น กว่าการที่ผมเอาแต่ขอเงินพ่อแม่ไปวัน ๆ

 

                        ผมคิดว่า การบวชเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต เพราะได้มาฝึกฝนอบรมตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีแบบนี้ และผมได้นำคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาปฏิบัติให้เกิดผลจริง

 

สามเณรเทวนาถ โหรี

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00048653284708659 Mins