อัศจรรย์ใจ ชีวิตนี้มันคุ้มค่า

วันที่ 17 กย. พ.ศ.2568

อัศจรรย์ใจ

17-9-68_20b%288%29.png

ชีวิตนี้มันคุ้มค่า

                        การที่เราจะเข้าใจตนเองถือว่าเป็นเรื่องยาก เพราะบางคนมักจะคิดว่าใจของเราเป็นของลึกซึ้ง ถ้าไม่มองให้ถึงก้นบึงแล้ว เราก็จะเห็นแต่เพียงผิวเผิน เพราะฉะนั้น การทำความเข้าใจตนเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

 

                        ทุกคนแตกต่างกัน แต่ก็มีความเป็นมนุษย์ที่เหมือนกัน ถ้าเราเข้าใจตนเอง โดยการไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง แต่ให้เป็นการทำความเข้าใจสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันนั่นคือ “จิตใจ” เราทุกข์เป็น เขาก็ทุกข์เป็น ดังนั้น ผมอยากให้ทุกคนมองตนเองมากขึ้น ใช้เวลาอยู่กับตนเองสักช่วงหนึ่งก็ยังดี แล้วเราจะเข้าใจคนอื่นได้ไม่ยาก

 

                        บนโลกใบนี้ สภาพภูมิประเทศแตกต่างกันไป คงไม่มีที่ไหนที่จะเหมือนหรือต่างกันทุกอย่างเสียทีเดียว บางคนอาจเกิดมาท่ามกลางสิ่งแวดล้อมในเมืองกรุง ล้อมรอบไปด้วยตึกรามบ้านช่อง แสงสีสุดศิวิไลซ์ บางคนเกิดมาท่ามกลางสิ่งแวดล้อมแบบธรรมชาติ ๆ มองไปทางไหนก็เจอแต่ต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวขจี เจอทุ่งนาฟ้ากว้าง ซึ่งสำหรับผมแล้วก็คือส่วนหลังนี่แหละ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต

 

                        ผมเกิดในครอบครัวชาวนา ที่มีฐานะไม่ร่ำรวยอะไรอยู่ในตำบลเมืองไผ่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วพ่อตั้งชื่อจริงให้ผมว่า เด็กชายณรงค์ศักดิ์ แก้วสมบัติ ทุกคนในบ้านและในหมู่บ้านเรียกผมว่า จ่อย ซึ่งนั่นเป็นชื่อเล่นของผม

 

                        ผมได้เกิดในครอบครัวชาวนาที่อบอุ่น ได้รับความรักจากทั้งพ่อและแม่อย่างเต็มที่ ท่านพร่ำสอนอบรมผมทุกอย่างเท่าที่ท่านจะสั่งสอนได้ ถึงจะเป็นชาวนา แต่พ่อแม่ไม่เคยให้ผมอดเลยสักครั้งผมเห็นพ่อแม่ทำงานทุกวันท่าทางเหนื่อยอ่อน ผมจึงมีปณิธานตั้งแต่เล็ก ๆ ว่า สักวันผมจะต้องทำให้พ่อแม่สบายให้ได้

 

                        ความเป็นอยู่ของครอบครัวเราถึงจะดูลำบาก ก็คงใช่ แต่ไม่ถึงขั้นขัดสน พอมีพอกิน อยู่ได้ตามอัตภาพที่เป็นอยู่ ครอบครัวผมรวมทั้งคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะพูดภาษา “บ๊อ” ซึ่งคำพูดแต่ละคำจะใกล้เคียงกับภาษาอีสาน แต่สำเนียงนั้นไม่เหมือนกัน

 

                        ผมได้เข้าเรียนอนุบาลที่โรงเรียนแถวบ้าน พ่อแม่สนับสนุนเต็มที่ และปลูกฝังให้ผมตั้งใจเรียน แม่ชอบพูดอยู่บ่อย ๆ ว่า “ผมเป็นความหวังของแม่ ถ้าผมไม่ดี แม่ก็คงจะเสียใจ และแม่จะพึ่งใคร มีลูกคนเดียว ถ้าลูกไม่ดี ก็หมดแล้ว”

 

                        เพราะฉะนั้น ผมจึงตั้งใจเรียนมาตลอด แต่ก็มีชนบ้างตามประสาเด็ก ซึ่งมันก็คงเป็นเรื่องธรรมดา ผมเรียนอยู่ที่นั่นจนจบประถมศึกษาปีที่ 6

 

                        หลังจากจบแล้ว ผมก็ได้รับการชักชวนจากพี่ชายให้มาบวชตอนแรกผมก็ลังเล แต่พอคิดทบทวนอยู่สักพักก็ตกลง พ่อแม่บอกให้ผมลองดูก่อน ถ้าไม่ไหวค่อยสึกออกมาก็ได้

 

                        อืม... ผมลืมบอกไปว่า ผมมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน แต่คนละแม่กับผม การมาอยู่ที่โรงเรียนเตรียมพุทธศาสตร์แห่งนี้ ต้องใช้กำลังใจสูงมาก เนื่องจากความเป็นเด็ก ต้องห่างพ่อห่างแม่มา ก็ต้องคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่เป็นธรรมดา ผมต้องค่อย ๆ ปรับตัวจนสามารถอยู่ได้โดยไม่คิดถึงบ้านเลย แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีความคิดถึงพ่อแม่อยู่บ้าง ตอนนี้ก็อยู่มาได้ 5 ปี เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แล้ว

 

                        ช่วงเวลาว่างผมชอบอ่านหนังสือ หรือถ้าไม่ไหวจริง ไม่มีอารมณ์จะอ่านจริง ๆ ผมก็จะนอนหรือทำอย่างอื่นแทน การบวชฝึกตนอยู่ที่แห่งนี้ต้องมีความอดทนมาก เพราะเวลาส่วนมากอยู่กับกิจกรรมของการอบรม ไม่ค่อยจะมีเวลาว่างมากสักเท่าไร กิจวัตรก็ต้องทํา กิจกรรมก็ต้องทำ รับบุญเป็นประจำ

 

                        ผมอยู่ที่นี่อยู่อย่างมีเป้าหมาย อยู่สร้างบารมีแบบวันต่อวันผมจะไม่พูดว่า ผมจะทำอย่างนั้น จะทำอย่างนี้ ถ้าพูดแล้วทำไม่ได้ก็เสียความรู้สึกและเสียสัจจะอีก

 

                        ผมหมายอยู่ในใจเสมอ และผมอยากจะบอกถึงเป้าหมายว่า ความจริงทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดและฝัน เหลือเพียงวิธีการที่จะดำเนินไปสู่เป้าหมายเท่านั้น วิธีการที่ทำนั้นจะเป็นแรงผลักดันให้เราไปสู่เป้าหมาย ข้อผิดพลาด คือ บทเรียนที่จะทำให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่องราวที่เจอ คือ แรงบันดาลใจไปสู่บันไดของดวงดาว จงใช้ชีวิตให้คุ้มค่าและดีที่สุด

 

สามเณรณรงค์ศักดิ์ แก้วสมบัติ

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.001014252503713 Mins