
ในปี พ.ศ. 2529 เรามีศูนย์กัลยาณมิตรอยู่ประมาณ 20 ศูนย์ ปี พ.ศ.2531 วัดเราถูกคนกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งตอนนั้นกำลังจะได้ที่ดินเพิ่มขึ้นมาเป็น 2,000 ไร่ เมื่อถูกโจมตีรอบด้าน จากเดิมที่เรามี 20 ศูนย์กลายเป็นว่าเรากลับมีศูนย์กัลยาณมิตรเกิดกระจายขึ้นทั่วประเทศ ยิ่งโดนโจมตี งานพระพุทธศาสนายิ่งเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ
ด้วยเหตุที่หลวงพ่อท่านรักในการปฏิบัติธรรม ท่านอยากจะให้มีสถานที่ปฏิบัติธรรมที่เหมาะกับจริตของแต่ละคนเพราะการปฏิบัติธรรมจะก้าวหน้า ถ้าสถานที่นั้นเป็นที่สัปปายะถูกกับจริตของคน ท่านจึงได้เลือกหาพื้นที่ ทั้งที่อยู่บนเขา อยู่กลางทะเล ชายทะเล ชายป่า ที่ราบและทุกๆ ที่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพียงต้องการเตรียมสถานที่ปฏิบัติธรรมไว้รองรับผู้มีบุญที่จะมาปฏิบัติธรรมในอนาคต
หลวงพ่อได้ให้แนวทางเรื่องของสถานที่ที่เหมาะสมในการเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมว่า ควรเดินทางออกจากตัวเมืองไปไม่เกินครึ่งชั่วโมงหรือไม่ควรเกิน 30 กิโลเมตร ที่ทำการของศูนย์ควรจะอยู่ในตัวเมืองซึ่งอาจจะเป็นตึกแถว หรือสถานที่ที่เจ้าหน้าที่ของวัดสามารถไปดูแลมีที่เก็บเอกสาร มีโทรศัพท์ติดต่อสื่อสาร และมีที่สวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิกัน และต่อมามีญาติโยมเกิดจิตศรัทธาอยากจะถวายที่ดินให้หลวงพ่อเพื่อสร้างเป็นศูนย์กัลยาณมิตร
จังหวัดพิษณุโลกเป็นจังหวัดแรกที่เราได้ที่ดินมา เป็นพื้นที่ที่สวยงาม มีน้ำตก มีเกาะ มีแก่ง เป็นแก่งต่อแก่งที่สวยงาม อย่างแก่งโสภาแก่งนกนางแอ่น
ในขณะที่ที่ดินที่พิษณุโลกยังไม่ได้ทำอะไร ที่เชียงใหม่ก็มีการถวายที่ดิน หลังจากที่หลวงพ่อได้รับถวายที่ดิน ท่านก็เดินทางไปดูสถานที่ สภาพพื้นที่ตอนนั้นเป็นที่รกร้าง หญ้าคาขึ้น ความเจริญเทียบเท่ากับศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมสมัยก่อนที่เริ่มต้นบุกเบิก สถานที่นี้ห่างไกลจากตัวเมืองประมาณ 11 กิโลเมตร อยู่ใกล้เนินเขา และอยู่ในหลักเกณฑ์ที่หลวงพ่อตั้งไว้ทุกอย่าง สถานที่นี้ได้เกิดเป็นธุดงคสถานแห่งแรกของโลกมีชื่อว่า "ธุดงคสถานล้านนา"
. . . . . . . . . .
เกาะช้าง
สมัยนั้นเกาะช้างยังไม่เจริญ แต่หลวงพ่อมีวิสัยทัศน์ที่เห็นว่าเกาะช้างนี้เป็นสถานที่ที่เงียบสงบ เหมาะแก่การสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม ท่านให้
หลวงพี่ไปสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมกลางทะเล โดยมีโยมซื้อที่ดินถวายให้หลวงพ่อ
การเดินทางในสมัยนี้ ถนนกว้างขวางเดินทางสะดวก แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนช่วงปี พ.ศ. 2530-2532 ถนนจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปยังเกาะช้างยังเป็นทางเก่า 2 เลน กว่าจะถึงเกาะช้าง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 วัน ต้องไปค้างคืนที่จันทบุรี 1 คืน รุ่งเช้าจึงออกเดินทางไปตราด ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่า ฉันเพลที่แหลมงอบเสร็จแล้วจึงลงเรือข้ามไปยังเกาะช้าง การขนส่งลำเลียงวัสดุก่อสร้างเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากไม่มีเรือ รุ่นหลวงพี่เป็นรุ่นบุกเบิก ทำไปแม่ไม่พร้อมทั้งกำลังคน กำลังเครื่องมือ กำลังทุน รู้สึกกระเบียดกระเสียร ต้องประหยัด ต้องใช้นโยบายหลวงพ่อ ประหยัดสุด ประโยชน์สูงมาโดยตลอด เราจึงต้องเร่งทำทั้งวันทั้งคืนไม่พักเลย เพื่อให้รีบเสร็จ โดยที่เราไม่ไปตัดต้นไม้ที่มีอยู่ เราสั่งซื้อไม้และเสาปูนจากฝั่งแผ่นดินใหญ่ใช้เรือหางยาวลำเล็กๆ ขนส่ง ซึ่งเรือหางยาวรับน้ำหนักมากไม่ค่อยได้ทำให้เสียเวลาในการลำเลียงวัสดุอย่างมาก
การก่อสร้างเริ่มจากสร้างโรงครัว สร้างแท็งก์เก็บน้ำดื่ม และสร้างห้องน้ำ เราต้องสร้างสิ่งก่อสร้างพื้นฐานก่อน เพื่อให้มีที่กินมีที่อยู่ แล้วถึงค่อยไปสร้างศาลา
ข้อจำกัดในการก่อสร้างที่เจอ คือ เหล็กที่ใช้ก่อสร้าง เมื่อเหล็กเจอน้ำทะเลซึ่งเป็นน้ำเค็ม ผ่านไปไม่นานเหล็กก็เป็นสนิม ปูนซีเมนต์ก็ขนเอาไปมากไม่ได้ เพราะตอนนั้นเหตุการณ์ชายแดนยังไม่สงบเขาถือว่าปูนซีเมนต์เป็นยุทธปัจจัย เขาให้ขนได้อย่างมากครั้งละ 1 ตัน คือ 20ลูก ซึ่งการก่อสร้างของเราต้องใช้อย่างน้อยครั้งละเป็น 100 ตัน แต่กลับขน ลำเลียงได้ทีละ 1 ตัน เราจึงต้องคิดหาวิธีการอื่นเข้ามาช่วย
เมื่อไม่มีวัสดุให้ใช้ เราจึงต้องคิดนำวัสดุในท้องถิ่นมาใช้ทดแทนให้ได้มากที่สุด และประหยัดปูนซีเมนต์ให้ได้มากที่สุด
ถ้าอยู่ที่วัดใหญ่แล้วต้องการหิน เราจะเอาหินสักกี่ร้อยคันก็สั่งมาได้ หินจากสระบุรี จากราชบุรี สามารถส่งมาได้จากทุกที่ แต่ที่เกาะช้างไม่มีที่ที่จะระเบิดหิน เราจึงใช้ปะการังที่แตกหัก ที่คลื่นซัดมารวมกันเป็นกองๆ นำไปล้างน้ำจืด แล้วนำเศษปะการังที่แข็งๆ มาทำเป็นหิน ส่วนทรายหาได้ไม่ยาก แต่เรื่องเหล็กเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี
บนเกาะช้างนี้มีไม้ไผ่ เราใช้ไม่ไผ่เข้ามาเสริมแทนเหล็ก ส่วนเรื่องของปูนซีเมนต์เราจะทำอย่างไรจึงจะประหยัดปูนซีเมนต์ให้ได้มากที่สุดในการเทพื้นห้องน้ำ เพราะใต้พื้นดินเป็นน้ำทะเล ซึ่งเป็นอันตราย ถ้าโครงสร้างพื้นเป็นเหล็ก เมื่อน้ำทะเลซึมขึ้นมา เหล็กก็จะกร่อน คอนกรีตก็จะพัง เราจึงนำกะลามะพร้าวที่เขาปอกไว้มาวางคร่อมติดๆ กัน วางให้เต็มพื้นที่ เนื่องจากข้างในกะลาเป็นโพรง จึงช่วยประหยัดปูนไปได้เยอะ แล้วจึงนำไม้ไผ่มาผ่าเป็นซี่ ผูกเป็นตะแกรงวางไว้บนกะลามะพร้าวแล้วจึงเทคอนกรีต ด้วยวิธีการทำแบบนี้ช่วยประหยัดปูนและค่าก่อสร้างได้อย่างมาก
กะลามะพร้าวที่ถูกนำมาวางไว้ในลักษณะนี้ ศัพท์ทางวิศวกรรมเรียกว่า Wafer Slab ซึ่งความเป็นจริงแล้วทางงานก่อสร้างเขาไม่ทำแบบนี้แต่เราต้องนำมาประยุกต์เอง
. . . . . . . . . .
เมื่อหลวงพ่อส่งเจ้าหน้าที่ของวัด อุบาสก อุบาสิกา ไปจัดการอบรมให้คนท้องถิ่นและปฏิบัติธรรมที่นั่น ผู้เข้าอบรมได้พัฒนาเกาะโดยการเก็บ
ขยะ ทำความสะอาดตามหลักวัฒนธรรมคุณยาย จนทำให้สถานที่นั้นกลายเป็นเหมือนกับสวรรค์เลยทีเดียว
แต่ต่อมาหลวงพ่อท่านก็ไม่ให้ไปใช้สถานที่นั้นอีก เพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อผู้ที่ไปปฏิบัติธรรม เนื่องจากที่นั่นมีเชื้อไข้มาลาเรียระบาดหนัก แม้แต่ช่างของหลวงพี่ไปทำงานอยู่ที่นั่นประมาณ 2 ปี นอนกางมุ้งตลอด· ก็ยังโดนยุงก้นปล่องแพร่เชื้อ เป็นไข้มาลาเรีย ตาเหลืองอยู่หลายราย จริงๆ แล้วสถานที่นั้นสวยงามและเหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมมาก
สำหรับหลวงพี่แล้วไม่ถือเป็นการล้มเหลว เราได้ทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้ว เพียงแต่ว่าร่างกายของผู้ปฏิบัติธรรมจากเมืองกรุงไม่เหมือนคนท้องถิ่นที่สู้กับไข้มาลาเรียได้
. . . . . . . . . .
สวนพนาวัฒน์
แต่เดิมนั้นพนาวัฒน์ยังเป็นพื้นที่เปล่าๆ ขึ้นอยู่กับอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพื้นที่ในบริเวณนั้น 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นเขตป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ ส่วนอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ มีผู้ถือครอง ในส่วนที่มีผู้ถือครองนี้ หลวงพ่อท่านมีโอกาสเข้าไปใช้พื้นที่ได้
เมื่อครั้งที่ไปดูพื้นที่กับหลวงพ่อ สมัยนั้นฉันเพลโดยเอาเสื่อมาปูใต้ต้นลิ้นจี่ ได้เดินย่ำสำรวจพื้นที่จนลื่นเพราะถนนเป็นดินลูกรังที่มีการสร้างไว้คร่าวๆ
เดินสำรวจเพื่อเลือกทำเลที่จะสร้างอาคาร เลือกแล้วเลือกอีกว่าจะเอามุมไหน ด้านหนึ่งมองเห็นถนน อีกด้านมองเห็นวิว เลือกไปเลือกมาเป็นครั้งที่ 5 ถึงจะสรุปได้
ช่วงแรกๆ ทำงานด้วยความลำบาก เพราะตอนนั้นวัดเพิ่งมีเรื่องมีราวตอนปี พ.ศ. 2531 ที่โดนโจมตีครั้งแรก คนจำนวนมากยังไม่เข้าใจเพราะสื่อให้ข่าวใส่ร้ายป้ายสีวัด
เมื่อหลวงพี่เข้าไปในพื้นที่ รถตำรวจตามมาตรวจดูว่า ทำไมเราถึงมาขับรถวนอยู่บริเวณนี้ ซึ่งหลวงพี่เองก็ไม่ได้ลงจากรถ จนตำรวจสงสัยว่าเรามาทำอะไร บางครั้งถึงขนาดนำรถมาคอยเฝ้า จนสถานการณ์ดีขึ้น เราจึงเริ่มเอาช่างก่อสร้างเข้ามาทำงาน แต่ตำรวจก็เวียนเข้ามาดูอยู่เรื่อยๆ
งานก่อสร้างแรกเริ่มได้รับการสนับสนุนจากโยมผู้ใจบุญเป็นเจ้าภาพสร้างที่พักของผู้มาปฏิบัติธรรม 5 หลังๆ ละ 20 คน โดยออกแบบง่ายๆ มีห้องสำหรับปฏิบัติธรรมห้องหนึ่ง ห้องของหลวงพ่อห้องหนึ่ง
เมื่อการก่อสร้างเฟสแรกจบ หลวงพ่อให้นโยบายขยายสถานที่ให้สามารถรองรับผู้ปฏิบัติธรรมได้ 500 คน จากเดิมแค่เพียง 100 คนภายหลังการขยายงาน มีสิ่งก่อสร้างเพิ่มขึ้นมากมาย จึงต้องทิ้งงานอื่นทั้งหมดและทุ่มให้กับงานนี้งานเดียว เพราะถ้าทำหลายๆ อย่างในคราวเดียวกันงานจะออกมาไม่ดี จึงต้องพยายามปักหลักให้ได้ เมื่อสำรวจพื้นที่เรียบร้อยแล้ว จึงมาวางแผนว่าควรจะสร้างอะไร ที่ไหน ซึ่งต่อมาได้หลวงพี่สถาพรรับช่วงดูแลการก่อสร้างต่อ
รอบๆ บริเวณนั้นยังมีสถานที่ปฏิบัติธรรมอื่นๆ ของเราอีก เช่นสุขสันโดษ สุขสว่าง ซึ่งทุกจุดจะมีลักษณะการออกแบบเป็นพิเศษในแบบฉบับของเรา เมื่อมีคนเริ่มเข้ามาใช้พื้นที่ การพัฒนาก็เริ่มเร็วขึ้น
สวนพนาวัฒน์เป็นที่รวมของผู้คนที่มาปฏิบัติธรรม มากันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ 360 องศา ซึ่งสวยทุกมุมแต่ถ้าไปที่สุขสันโดษ หลวงพ่อท่านตั้งใจให้เป็นที่เงียบสงบ เข้าไปในตัวหมู่บ้านซึ่งเงียบสงบ มีความสันโดษ เป็นที่หลีกเร้นจากโลกภายนอกแม้แต่เสียงรถยนต์ก็ไม่สามารถเข้าไปรบกวน เป็นสถานที่อยู่อย่างสงบและสันโดษจริงๆ
หลวงพี่เคยถนัดแต่งานก่อสร้างบนท้องนาพื้นราบๆ เมื่อไปเจอพื้นที่บนเขา เราก็ต้องมาปรับความถนัดของตัวเราให้เข้ากับพื้นที่ด้วยเช่นกัน
การออกแบบบนพื้นที่ราบเป็นการสร้างแบบตรงๆ อาศัยเสาเข็มเป็นหลัก แต่การก่อสร้างบนเนินเขาไม่จำเป็นต้องใช้เสาเข็ม แต่ต้องขุดดินจนถึงชั้นหินที่แข็ง เมื่อขุดทะลุชั้นหินผุไปถึงชั้นที่แข็งแล้ว ก็ต้องเทฐานรากขึ้นมาจากบนชั้นหิน แต่ถ้าชั้นหินมีความหนาบางไม่สม่ำเสมออย่างเช่น ทางด้านหนึ่งชัน มองดูเหมือนเป็นชั้นหินชั้นเดียว แต่ความจริงอีกด้านกลับหนา 3-4 ชั้น ซึ่งแรกๆ เรายังไม่ค่อยคุ้นเท่าไร แต่เมื่อได้ทำจริงๆ ก็ทำออกมาได้สวยไปอีกแบบ
ช่วงที่ขึ้นไปลุยงานก่อสร้างต้องไปกินไปนอนไปก่อสร้างทุกอย่างอยู่ที่นั่น ทั้งที่สุขสว่าง พนาวัฒน์ สุขสันโดษ ใช้เวลาอยู่หลายปี กว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ของบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่เคยขึ้นไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน เขาชื่นชมว่าสร้างได้อย่างประณีต ขนาดสร้างกลางป่ากลางเขา ความประณีตที่สร้างอยู่ในกรุงเทพฯ ยังสู้ไม่ได้เลย
. . . . . . . . . .
เทศน์สอน
เมื่ออยู่ก่อสร้างที่นั่นใช่ว่าจะทำแต่หน้าที่ก่อสร้างอย่างเดียว หลวงพี่ต้องออกไปทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์ครบทุกรูปแบบด้วย ไปนำนั่งสมาธิเทศน์สอน โดยเราก็ต้องศึกษาว่า คนแต่ละกลุ่มต้องการธรรมะแบบไหน ญาติโยมเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เป็นนักธุรกิจหรือเป็นแม่บ้าน เป็นเด็กหรือเป็นคนแก่ เทศน์ไปก็ต้องคอยสังเกตดูปฏิกิริยาญาติโยมด้วย
หลวงพี่ต้องเตรียมการเทศน์ อาจเป็นเรื่องที่เคยอ่านมาจากพระไตรปิฎก หรือเป็นธรรมะที่เคยฟังจากหลวงพ่อ มาจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา แล้วก็มาเทศน์ บางครั้งญาติโยมก็เป็นคู่แข่งทางธุรกิจกันเมื่อคนนี้มา คนนั้นก็ไม่มา เมื่อคนนั้นมา คนนี้ก็ไม่มา ก็ไม่มีปัญหาเพราะว่ามาไม่พร้อมกัน แต่ถ้ามาพร้อมกัน เราก็มีหน้าที่ทำให้เขารวมกัน ทำให้เขาเข้าใจว่า สิ่งที่เราต้องการที่สุดจริงๆ คือ ความสามัคคีกัน การรวมกันให้ได้ และให้เขาเข้าใจมโนปณิธานของหลวงพ่อ ของหมู่คณะซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ให้มองเป้าหมายเดียวกัน คือ ไปนิพพาน กำจัดกิเลส
เราทำให้เขาเข้าใจมโนปณิธานของหลวงพ่อ ทำให้เขาเข้าใจว่าคนเราเกิดมาเพื่อสร้างบารมี ไม่ใช่แค่มาทำมาหากิน เพราะอีกไม่กี่ปีเราก็ต้องจากโลกนี้ไป จะมามัวทะเลาะหรือแก่งแย่งชิงดีกันทำไม
หลวงพี่ต้องเทศน์ให้เขาฟัง ว่าการขายสินค้าตัวเดียวกัน ธุรกิจแบบเดียวกัน สามารถช่วยเหลือกันได้ ไม่ต้องเอาเป็นเอาตาย ฉันอยู่เอ็งจะต้องตาย ความคิดแบบนี้มันไม่ใช่ ต้องคิดว่าเราสามารถช่วยกันได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ กว่าจะให้เขาสามัคคีกันได้ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร อะไรที่หลวงพ่อเคยเทศน์สอนหรือที่เคยอ่านมาเกี่ยวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงพี่ก็นำมาใช้หมด
สังคหวัตถุ 4 ก็เอามาใช้ เช่น ปิยวาจา คำพูดของเราหาพวกก็ได้ทำให้แตกพวกก็ได้ หาศัตรูก็ได้ หาเพื่อนก็ได้
ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่มีไว้แต่ในหนังสือ สามารถนำมาใช้ในทางปฏิบัติ พระอาจารย์รูปไหนที่เข้าใจและฟังธรรมะมามากอ่านมามาก ฟังมามาก แล้วสามารถแยกแยะได้ดี และสามารถรวมใจเขาได้ ศูนย์ปฏิบัติธรรมนั้นก็สามารถดำรงอยู่ได้ แต่ถ้าพระอาจารย์รูปไหนเทศน์สอนแบบทื่อๆ ไม่มีศิลปะ ขาดศิลปะ ศูนย์นั้นก็จะไปไม่รอดทักษะของพระอาจารย์จึงสำคัญมาก
ดังนั้น พระอาจารย์จึงต้องเข้าใจมโนปณิธานของหลวงพ่อ และหมู่คณะที่ลงมาเกิดเพื่อสร้างบารมี ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน ถ้าเข้าใจได้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะสิ่งสำคัญนี้เปรียบเสมือนธง เราเกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี เมื่อเข้าใจตรงนี้ชัดเจนดีแล้ว ประเด็นต่อไปคือ จะต้องเป็นพหูสูต ฟังมาก อ่านมาก สังเกตมาก แล้วนำไปตรองให้มากๆ ไม่ใช่คิดฟุ้งซ่าน แต่ตรึกในธรรมะมากๆปัญญาความรู้เปรียบเหมือนสมบัติ เมื่อจะไปแจกจ่ายคนอื่น ก็ควรย่อยออกมา ไม่ใช่ท่องหรืออ่านให้เขาฟัง ให้ออกมาจากใจของเราออกมาจากประสบการณ์ของเรา ออกจากความคิดของเรา เมื่อส่งไปให้เขา มันจะมีชีวิตชีวากว่า มันจะมีเสน่ห์ และสามารถปรับใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ด้วยเนื้อหาอันเดียวกัน เมื่อนำไปใช้กับกลุ่มบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ แม้กับคนที่มีการศึกษาแตกต่างกันก็ยังใช้ได้ เปรียบเหมือนกับข้าวเกรดดี เช่น ข้าวหอมมะลิ จะไปทำอะไรก็ทำได้ดี แม้ทำเป็นข้าวไข่เจียวก็มีรสชาติอร่อยไม่รู้ลืม
. . . . . . . . . .
ตกธรรมาสน์
การทำหน้าที่หลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน ก็เหมือนกับการสวมหมวกหลายใบ ใบหนึ่งเรื่องการก่อสร้าง อีกใบบทบาทของพระอาจารย์ และถ้าเรา
มองในอนาคตเราแต่ละคนต่างก็ต้องทำหลายบทบาท ตรงนี้หลวงพ่อท่านให้คำขวัญว่า "นักสร้างบารมีต้องไม่มีข้อแม้ ไม่มีเงื่อนไข" เพราะ
เวลาที่หลวงพ่อสั่งงานมาหลวงพี่จะ "ครับ" อย่างเดียว ไม่เป็นก็ต้องเป็นตกธรรมาสน์ก็เคยตกมาแล้ว ขึ้นเทศน์ใหม่ๆ ยังเทศน์ไม่ได้ก็ชวนให้เขามานั่งหลับตา เรารู้เลยว่า เราตกธรรมาสน์แล้ว เพราะเทศน์ต่อไม่ได้เทศน์ครั้งต่อไปเราก็ต้องพัฒนา เนื่องจากตกธรรมาสน์มันเจ็บ จึงต้อง
พัฒนาตัวเอง เพื่อขึ้นไปใหม่ไม่ให้ตก
อารมณ์ที่แตกต่างกันมากมันทำให้เราเทศน์ไม่ออก งานก่อสร้างเป็นงานหยาบ ต้องลงลุย ซึ่งเห็นเป็นรูปธรรม แต่งานเทศน์สอนเป็นงานละเอียดทางธรรม ที่ต้องนุ่ม ต้องเบา เมื่อไปเทศน์ต้องมีข้อมูลพอสมควร
หลวงพี่มีโอกาสได้อ่านพระไตรปิฎกช่วงที่บวชใหม่ๆ หลวงพ่อท่านให้หลวงพี่อ่าน ตอนนั้นอยู่พรรษา 1 พรรษา 2 นอกนั้นใช้ฟังจากหลวงพ่อ ฟังจากคุณยาย เราอ่านธรรมะไม่มาก จึงเป็นการบังคับให้ต้องหา ต้องเตรียม ต้องฝึก ต้องสังเกต ต้องศึกษาว่ากลุ่มผู้ฟังเป็นใครเขาอยากฟังอะไร แล้วต้องศึกษาเนื้อหาในบทธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าธรรมะเรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร มีบทไหนบ้างมีตัวอย่างอะไรบ้างที่จะนำไปสอน ไม่ใช่ว่าเราอยากจะเทศน์เรื่องนี้แล้วเขาต้องฟังเราเทศน์ เราต้องเทศน์ในเรื่องที่เขาอยากฟัง
หลวงพี่รู้ว่าการทำหลายๆอย่างไปพร้อมๆกันอาจทำได้ไม่ดีเท่าไรไปก่อสร้างได้ ไปรับแขกได้ ไปทำงานบริหารได้ ไปเทศน์ได้ ไปนำนั่งสมาธิได้ ไปรวมกลุ่มรวมใจได้ แต่ถามว่าดีไหม เหมือนเป็ดที่ขันได้บินได้ ว่ายน้ำได้ แต่ทำได้ไม่ดี หรือดีในระดับหนึ่ง
ครูบาอาจารย์ใช้ให้ขึ้นเขาก็ไปขึ้นเขา ให้ไปลงทะเลก็ไปลงทะเลให้ลงเรือก็ลงเรือ ขึ้นรถก็ขึ้นรถ ขึ้นเครื่องบินก็ขึ้นเครื่องบิน แล้วแต่ท่านจะใช้บางครั้งต้องไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนของหลวงพ่อ เป็นตัวแทนของวัด ไปพบผู้นำประเทศ หลวงพี่ก็ได้ความรู้จากหลวงพ่อมานิดๆ หน่อยๆได้จากหลวงพ่อธัมมชโยบ้าง หลวงพ่อทัตตชีโวบ้าง เราก็ทำให้ดีที่สุดถือว่าหลวงพ่อท่านพิจารณาดีแล้วว่าเราสามารถที่จะทำงานเรื่องนั้นๆได้ เพราะฉะนั้นจึงทำให้ดีที่สุดของเราทุกครั้งที่ท่านใช้ ซึ่งทำให้เราได้ปรับปรุงตัว ได้ประสบการณ์ได้อะไรต่ออะไรจากงานที่ท่านใช้มาตลอด
. . . . . . . . . .
เดินทาง
ในอดีตหลวงพี่จะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดทุกเดือน เดือนละ 2 ครั้งสมัยก่อนงานก่อสร้างภายในวัดค่อนข้างอยู่ตัว งานยังขยายไม่มากหลวงพี่จึงมีเวลาลงพื้นที่
หลวงพี่เดินทางไปเชียงใหม่ แวะเยี่ยมญาติโยมตั้งแต่ชัยนาทเป็นด่านแรก แล้วจึงเดินทางต่อไปนครสวรรค์ ต่อไปพิษณุโลก บางครั้งก็แวะที่สุโขทัย บางครั้งก็ไปลำปาง แวะตลอดทาง และขากลับก็ลงมาแวะอีก ย่ำไปย่ำมา เดือนหนึ่ง 2 ครั้ง ครั้งหนึ่งใช้เวลาประมาณ 7 วันหมายความว่าใน 1 เดือน หลวงพี่ต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 2 สัปดาห์ย่ำอยู่ตรงนั้น
จนกระทั่งโยมแม่ที่มาพักอยู่ข้างๆ วัดถามว่า "พระไม่ไปไม่ได้หรือ"หลวงพี่ตอบโยมแม่ไปว่า "เป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ" โยมแม่บอกว่า"ฉันแก่แล้ว ฉันเหงา" โยมแม่ไม่เคยพูดอย่างนี้ให้หลวงพี่ได้ยินเลยตั้งแต่ออกจากบ้านมา
ถ้าหลวงพี่อยู่วัด ช่วงเช้าพอแจกจ่ายงานลูกน้องเสร็จ หลวงพี่ก็จะไปเยี่ยมโยมแม่ ถามโยมแม่ว่าทานข้าวหรือยัง หรือเมื่อคืนนอนหลับเป็นอย่างไร
โยมแม่จะทำแกงจืดต้มผักตำลึงมะเขือเทศมาถวายหลวงพี่ทุกเช้าช่วงเย็นหลวงพี่ก็จะไปเยี่ยมท่านอีกครั้ง ซึ่งเด็กที่ดูแลในบ้านก็จะพาโยมแม่นั่งรถเข็นไปเด็ดดอกมะลิด้วยกัน ดูต้นไม้ เดินรอบโบสถ์บ้างทำแบบนี้ตลอด
ช่วงที่หลวงพี่ไม่อยู่โยมแม่ก็มาแต่ไม่พบหลวงพี่ ท่านพูดว่า "ท่านไม่ไปไม่ได้หรือ ฉันแก่แล้ว ฉันเหงานะ" เมื่อหลวงพี่ได้ยินโยมแม่พูดอย่างนี้ก้าวขาแทบไม่ออกเลย หลวงพี่จึงตอบกลับไปว่า "แล้วพระจะรีบกลับนะโยมแม่ พระจะเอาบุญมาฝาก" แล้วหลวงพี่ก็ไป
โยมแม่พูดแบบนี้กับหลวงพี่แค่ครั้งเดียว แล้วท่านก็ไม่พูดอีกเลยช่วงหลังหลวงพี่จึงพยายามรีบกลับมาให้เร็วขึ้น ทำอย่างนี้อยู่ 5-6 ปีแต่ก็กลับเร็วไม่ได้ ไปเกาะช้างก็ไปครั้งละเป็นสัปดาห์ มิฉะนั้นจะไม่คุ้มกับการลงเรือ ไปเชียงใหม่เดือนละ 2 ครั้ง จนกระทั่งช่วงหลังจึงห่างเหลือไปเชียงใหม่เดือนละครั้ง เพราะว่างานทางวัดเราเริ่มมากขึ้น
. . . . . . . . . .