เคารพคำยาย

วันที่ 23 พค. พ.ศ.2560

เคารพคำยาย

 

                 ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาวิชชาธรรมกายกับคุณยายมาหลวงพ่อได้ซึมซับความรู้สึกที่ดี ซึมซับอุดมการณ์และคุณธรรม อันสูงส่งของคุณยายไว้ในชีวิตจิตใจของท่าน และเมื่อได้ปฏิบัติธรรมละเอียดลึกซึ้งมากขึ้นท่านก็สัมผัส ได้ถึงความรู้สึกที่ เป็นสุขภายในทำให้อารมณ์ดี โกรธใครไม่เป็น แม้จะทราบว่า ใครอิจฉาท่านด้วยเรื่องอะไรก็ไม่มีความรู้สึกขุ่นมัว ยังสามารถพูดคุยกับผู้นั้นได้อย่างเป็นปกติ เสมือนคุยกับญาติมิตร ไม่มีความพยาบาทหรือน้อยใจ ไม่ขัดเคืองใจ หรือแม้กระทั่งความคิดที่ว่า "ไม่เป็นไร ลืมเสียเถิด" ก็ไม่มี

                 อารมณ์ของท่านปราศจากความรู้สึกที่เป็นบาปอกุศล จึงมีความสงบสุขอยู่เต็มหัวใจทำให้ท่านมั่นใจว่า เมื่อความสุข เกิดขึ้นเต็มหัวใจของผู้ใดแล้ว ความทุกข์ย่อมไม่สามารถชำแรก แรกเข้ามาได้เลย เพราะทั้งสองอย่างจะเข้ามาพร้อมกันไม่ได้ เช่นเดียวกับความ ว่างย่อมไม่เกิดพร้อมกับความมืด ดังนั้น จึงต้องปฏิบัติธรรมสะสมความสุขไว้ให้เต็มหัวใจอยู่เสมอ เพราะถ้าพร่องเมื่อใด ความทุกข์ก็จะแรกเข้ามาได้ทันที

                 เมื่อปฏิบัติธรรมมากขึ้น หลวงพ่อก็มองเห็นคุณค่าของธรรมะมากขึ้น ธรรมะนั้นแตกต่างกับวิชชาทางโลกซึ่งเรียนไป แล้วไม่สามารถช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกข์ได้ แต่การเรียนธรรมะ ทำให้ได้คำตอบที่สงสัยมานานชัดแจ้งทั้งหมดทำให้รู้ว่าเกิดมาทำไม เป้าหมายชีวิตคืออะไรทั้งยังทำให้ไปนิพพานได้ช่วย มนุษย์ให้พ้นทุกข์ได้ ด้วยเหตุนั้นท่านจึงอยากบวช แต่เมื่อไป ขออนุญาตจากคุณยาย นอกจากคุณยายจะไม่อนุญาตแล้วยัง กำชับให้หลวงพ่อเรียนจนจบปริญญาอีกด้วยท่านให้เหตุผลว่า หลวงพ่อจะต้องเป็นทั้งบัณฑิตในทางโลกและเป็นนักปราชญ์ใน ทางธรรม เพื่อว่าเมื่อบวชแล้วจะได้เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาอย่างเต็มที่

               ไม่นานต่อมา คุณยายท่านสอนวิธีบูชาข้าวพระให้กับหลวงพ่อ ซึ่งหลวงพ่อก็พยายามฝึกด้วยการตื่นแต่เช้า เพื่อไปซื้ออาหารมาหัดบูชาข้าวพระอยู่เสมอท่านมีความสุขมากกับ การที่คุณยายเมตตาถ่ายทอดวิชาให้ทุกอย่าง

               สำหรับการบูชาข้าวพระนั้น นับเป็นบุญใหญ่สุดที่จะประมาณได้ ที่คุณยายปฏิบัติร่วมกันกับคุณยายทองสุกมาโดยตลอด ตราบกระทั่งท่านละจากโลกนี้ไปแล้ว คุณยายก็ยังคงปฏิบัติ สืบเนื่องเรื่อยมามิได้ขาดเป็นเวลาหลายสิบปีด้วยความ คล่องแคล่วและชำนาญ

                การบูชาข้าวพระ คือการนำเครื่องไทยธรรม อันมีดอกไม้ธูปเทียน อาหารคาวหวานซึ่งเป็นของหยาบ นำมากลั่น ให้ละเอียดด้วยวิชชาธรรมกาย จนกระทั่งเครื่องไทยธรรมเหล่านี้ละเอียด ใสบริสุทธิ์เท่ากับพระธรรมกาย แล้วจึงน้อมนำไป ถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระธรรมกายของพระพุทธเจ้าในอายตนนิพพาน แต่ธรรมกายของพระพุทธเจ้านั้นท่านไม่ต้องฉันเหมือน มนุษย์ท่านมีสุขอยู่ด้วยธรรมธาตุอันบริสุทธิ์ อิ่มอยู่เสมอ ที่เราเอาไปถวายนี้เป็นพุทธบูชา เพื่อต้องการบุญ บารมี รัศมีกำลัง ฤทธิ์ อำนาจสิทธิ ที่เกิดจากการบูชาข้าวพระให้ถึงแก่เรา ด้วยเหตุนั้น ผู้บูชาข้าวพระจึงต้องเข้าถึงธรรมกายให้ได้ ต้องรู้จักหนทางสายกลางทำวิชชาธรรมกายเป็น จนกระทั่งเข้าสู่อายตนนิพพานได้ เห็นพระธรรมกายของพระพุทธเจ้าใน อายตนนิพพานนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญจนสามารถน้อมเครื่องไทยธรรมเหล่านี้ไปถวายเป็นพุทธบูชาได้ ซึ่งในเวลานั้นจะเห็นตัวเอง เห็นเครื่องไทยธรรมแล้ว ก็เห็นพระธรรมกายของพระพุทธเจ้าอย่างชัดเจน และยิ่งไปกว่านั้น จะเห็นผลบุญ เห็นกระแสธารแห่งบุญที่บังเกิดขึ้นจาก การนำเครื่องไทยธรรมไปถวายเป็นพุทธบูชานี้ด้วย การบูชาข้าวพระจึงเป็นของที่ทำได้ยากยิ่ง

               เมื่อหลวงพ่อธัมมชโยอายุได้ ๒๐ ปี ซึ่งนับว่าน้อยที่สุด ในบรรดาลูกศิษย์ของคุณยาย แต่มีผลการปฏิบัติธรรมดีเด่นที่สุด ก้าวหน้าเกินกว่ารุ่นพี่ี่เรียนมาก่อนหน้านี้ เพราะท่านมีความเพียร ขยันมาฝึกปฏิบัติทุกวันไม่เคยขาด คุณยายจึงมอบหมาย ให้ท่านเป็นผู้นำในการบูชาข้าวพระทุกวันอาทิตย์ต้นเดือนหรือ แม้แต่ในพิธีต่างๆ อย่างเช่น พิธีทอดผ้าป่า หรือการถวายผ้าอาบน้ำฝน หลวงพ่อจะเป็นผู้นำในพิธีทั้งหมดส่วนคุณยายท่านทำหน้าที่เป็นผู้คุมบุญให้ทำกันอย่างนี้ตลอดมา เวลานั้นนอกจากผู้ใหญ่จะให้ความเชื่อถือแล้วทุกคนต่างยินดีไม่มีใครคัดค้านเลยแม้แต่คนเดียว

               ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หลวงพ่อมีความรู้สึกสดชื่นเบิกบาน มีความสุขทั้งวันทั้งคืน เพราะใจของท่านมีเพียงคุณ ยายกับธรรมะท่านเคยกล่าวว่า คุณยายเป็นทั้งพ่อแม่ เป็น ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์ เป็นกัลยาณมิตร เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของท่าน ไม่ว่าคุณยายจะให้โอวาทอย่างไรท่านจะอยู่ ในโอวาทอย่างไม่มีเงื่อนไข คำสั่งสอนนั้นเป็นเสมือนสิ่งแทนตัวคุณยาย ที่ไม่ว่าหลวงพ่อท่านจะไปไหนมาไหน ก็นึกถึงอยู่ตลอดเวลา

               หลวงพ่อท่านเคารพในคำสั่งของคุณยายผู้เป็นครูบาอาจารย์ที่ท่านเทิดทูนอย่างสูงสุด ดังนั้นไม่ว่าต่อหน้าหรือลับ หลังท่านก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง ในวันขึ้นปีใหม่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดให้มีงานรื่นเริงสนุกสนานกัน หลวงพ่อไปขออนุญาตจากคุณยายไปร่วมงานนี้ คุณยายท่านไม่ห้ามเพียงแต่พูดว่า

               "คุณก็เที่ยวมาทุกปีแล้ว ปีนี้คุณก็เที่ยวได้ ยายไม่ว่าแต่ให้ไปหลังเที่ยงคืน"

               วันนั้น หลังจากปฏิบัติธรรมและคุยธรรมะกับคุณยายจนถึง ๒ ทุ่มแล้ว หลวงพ่อก็กลับ เมื่อมาถึงหน้ามหาวิทยาลัย ท่านก็รับประทานอาหารแถวนั้น พอ ๔ ทุ่มจึงเข้าไปในบริเวณงาน แม้จะรู้ว่าถ้ารอถึงหลังเที่ยงคืนงานรื่นเริงเขาจะเลิกแล้วก็ตาม แต่ด้วยความที่อยู่ในโอวาทของคุณยายอย่างเคร่งครัด ท่านจึงเดินผ่านบริเวณที่มีการละเล่นโดยไม่ยอมดูอะไรทั้งสิ้น หลวงพ่อไปนั่งรอเวลาเที่ยงคืนอยู่ที่คอกวัวพลางดูนาฬิกาข้อมือ เป็นระยะๆ ด้วยใจที่จดจ่อ พอเที่ยงคืนเป๊ง เหมือนก้นติดสปริง ท่านรีบออกจากคอกวัวไป แล้วก็ได้ดูเหมือนกัน คือดูเขาขี่จักรยานกลับหอกัน

               สิ่งนี้คือตัวอย่างการอยู่ในโอวาทของหลวงพ่อ ความสำเร็จ ความเจริญรุ่งเรืองของท่านและหมู่คณะทั้งหมดในปัจจุบันนี้ ได้มาเพราะอยู่ในโอวาทของครูบาอาจารย์ท่านเคยกล่าวว่า การที่จะมาเรียนกับครูบาอาจารย์นั้น ไม่มีอะไรสำคัญเท่า กับการอยู่ในโอวาท เพราะเราได้ฝากชีวิตจิตใจและหนทางเดิน ไปสู่พระนิพพานไว้กับท่าน ในการปฏิบัติธรรมนั้น ถ้ามีข้อแย้ง ในใจแม้เพียงนิดเดียว จิตจะฟุ้งซ่าน รวมเข้าไปสู่ภายในไม่ได้เลย

               ด้วยความเคารพของท่าน คุณยายจึงรัก เมตตาเอ็นดู และถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดให้กับหลวงพ่อโดยไม่ปิดบังอำพราง ในการถ่ายทอดความรู้ นอกจากความเมตตาปรานีที่มีอยู่เดิมแล้ว คุณยายยังพิจารณาด้วยว่า จะถ่ายทอดให้ใครได้มากน้อย แค่ไหนทั้งนี้เพราะวิชชาธรรมกายในระดับที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปนั้น ไม่ใช่จะสอนให้ใครก็ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะเรียนกันได้ทุกคน ผู้รับต้องทำได้จริงจึงจะสอนต่อให้ได้ ดังนั้นเมื่อ หลวงพ่อท่านเรียนด้วยความตั้งใจและมีผลการปฏิบัติก้าวหน้า รองรับวิชาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่พอใจของคุณยายท่านจึง ถ่ายทอดให้อย่างเต็มที่