อานุภาพของคุณยาย

วันที่ 22 พค. พ.ศ.2560

อานุภาพของคุณยาย

 

 

              การศึกษาวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อธัมมชโยในระยะแรกนั้น คุณยายจะคอยให้กำลังใจอยู่เสมอ โดยบอกสูตรแห่งความสำเร็จให้ปฏิบัติตามคือ ให้มีความเพียรและทำให้ถูกวิธี

             เพียร ก็คือเพียรนั่งสมาธิทุกวันไปเรื่อยๆ แม้จะหลับ บ้างตื่นบ้าง ก็ให้นั่งอย่างสม่ำเสมอ

             ทำให้ถูกวิธี ก็คือหมั่นสังเกตว่าทำได้ถูกวิธีอย่างที่ คุณยายแนะนำแล้วหรือยัง นี่คือสูตรสำเร็จแห่งความสมหวัง ในการเข้าถึงธรรมกาย

            ในวันหนึ่งๆ คุณยายท่านเผยแผ่วิชชาธรรมกายด้วย การสอนธรรมปฏิบัติให้แก่บรรดาลูกศิษย์ที่สนใจ และช่วยลดทุกข์ให้กับผู้คนที่มาขอพึ่งบารมี หรือไม่ก็มาขอความช่วยเหลือ ให้แก้ไขความเดือดร้อนต่างๆ ด้วย ซึ่งไม่พ้นไปจากเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่มนุษย์ทุกคนในโลกประสบกันอยู่ท่านใช้วิชชาธรรมกายช่วยเหลือทุกคน โดยไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรมของท่าน แม้ว่าบางคนจะมาเพื่อลองภูมิ หรือพูดในสิ่งที่ไม่สมควร คุณยายก็ยังคงมีเมตตาช่วยเหลือไม่เคยโกรธเคือง

             การไปนรกไปสวรรค์ของคุณยายนั้นดูง่ายดายราวกับท่านเดินจากบ้านของท่านไปหน้าวัด ไปหอหลวงพ่อวัดปากน้ำ หรือไปหอฉัน เพราะเวลาใครถามท่านไม่ได้ทำอะไรนอกจาก นั่งหลับตาทำใจหยุดใจนิ่งให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมกาย จนญาณทัสสนะครอบคลุมภพทั้งสาม เหมือนนำมะขามป้อมใส่ไว้ในฝ่ามือแล้วลืมตาดู อุปมาเหมือนการที่ต้องรู้ว่า ในบ้านของเรามีสิ่งของอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง ต้องให้เห็นให้หมด แล้วเอามาตอบให้ชัดเจน เช่น ถ้าไปตกนรกท่านก็จะบอกตรงๆ ไม่อ้ำอึ้งและไม่อ้อมค้อมว่า ญาติของคุณชื่อนี้ ตอนเป็นมนุษย์ได้ทำกรรมอย่างนั้น ตอนนี้ตายไปตกนรกขุมนั้น มีทุกข์อย่างนี้ ยายไปถึงแล้วเขาสั่งความมาอย่างนี้ เอาบุญไปให้เขา เวลานี้เขาพ้นทุกข์แล้วไปอยู่อย่างนี้ เป็นอย่างนี้ คุณต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา และต้องนั่งปฏิบัติธรรมทุกวัน เวลานี้ยายสอนเขาให้นั่งสมาธิแล้ว และบอกเขาว่า ถ้าลืมภาวนาจะหล่นกลับไปสู่ที่เดิมส่วนญาติของผู้ตายซึ่งบางครั้งไม่รู้เรื่องอกุศลกรรมที่ผู้ตายเคยทำไว้ และเห็นแต่เพียงว่า ช่วงปลายชีวิตของผู้ตายนั้นทำแต่สิ่งที่ดี จึงเกิดความสงสัยว่าทำไมจึงไปเกิดเป็นสัตว์นรกได้ เมื่อกลับไปที่บ้านและได้ สืบเรื่องราวต่างๆ ดูแล้วปรากฏว่าเป็นจริงอย่างที่คุณยายพูดทุกประการ

           บางคนมาบอกคุณยายว่าจะไปผ่าตัดท่านก็นั่งนิ่งๆ เงียบไปห้านาที แล้วก็บอกว่า "คุณจะไปผ่าทำไม ผ่าแล้วก็ไม่มีอะไร คุณไม่ได้เป็นอะไร"

            เขาก็แย้งว่าได้นัดกับหมอที่จะผ่าตัดแล้วท่านจึงบอกว่า "ก็ตามใจคุณ ถ้าจะผ่าตัดก็ภาวนา 'สัมมาอรหัง' ไว้นะ"

            หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้ว เขามารายงานให้คุณยาย ทราบว่า หมอบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร คุณยายท่านก็ว่า "ก็ดีเหมือนกัน จะได้รู้ว่าผ่าแล้วมันเป็นยังไง"

           มีบางเรื่องที่ดูเหมือนเหลือเชื่อแต่เป็นความจริง บางคนเพิ่งมาใหม่ๆ เมื่อคุณยายทักครั้งแรก เขามักจะตกใจและเข้าใจว่าคงมีใครแอบมาบอกท่านว่าเขาเป็นอย่างนั้น เช่นครั้งหนึ่งสามีภรรยาคู่หนึ่งมากราบคุณยาย พอกราบเสร็จ คุณยายก็บอกว่า "คุณเลิกเล่นม้าเสียเถอะ"สามีตกใจคิดว่าภรรยา แอบมาบอกส่วนภรรยาก็บอกว่า "ฉันก็มาพร้อมกับคุณนี่แหละ" คุณยายจะพูดในสิ่งที่ท่านเห็นด้วยญาณทัสสนะด้วยน้ำเสียงปกติเหมือนไม่จริงจัง แต่สิ่งที่ท่านพูดนั้นเป็นจริงทุกประการ

           นอกจากนี้ ยังมีสามีภรรยาอีกคู่หนึ่ง ภรรยาเป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร มีศรัทธามาเป็นลูกศิษย์ ของคุณยายส่วนสามีเป็นคนดื้อสุดโต่ง ไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ แต่ก็เผื่อเหนียวไว้ อยากได้บุญจึงสวดมนต์วันละหนึ่งหรือสองชั่วโมง เผื่อว่านรกมีจริงจะได้รอดพ้นบ้าง

          วันหนึ่งฝ่ายสามีมาถามคุณยายว่า "คุณครู ผมมีเรื่องแปลกอยู่เรื่องหนึ่ง อยากเล่าให้คุณครูฟังแล้วช่วยตอบผมหน่อย ว่าเรื่องนั้นมันเป็นยังไง"

           จากนั้นก็เริ่มเล่าว่า ครั้งหนึ่งขณะที่เขานอนอยู่ที่นอกชานที่บ้านต่างจังหวัด ตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน แต่ว่าแสงเดือนแสงดาวที่สาดมาทำให้สามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิด ขึ้นที่ชานบ้านได้อย่างชัดเจน ในขณะนั้น เขามองเห็นควัน แทรกร่องกระดานนอกชานขึ้นมาแล้วยืดขึ้นเป็นรูปร่างของคนมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อสูงขนาดต้นตาล ยกเท้าก้าวข้ามหลังคาบ้านไป

           เมื่อเห็นแล้วก็ไม่ทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร แม้ว่าจะไป เที่ยวถามมาหลายวัด ก็ได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจน มักมีคำว่า "มั้ง" ตามมา หรือบางท่านก็บอกว่า "คุณตาฝาด"

           เขานำเรื่องนี้มาเล่าให้คุณยายฟัง คุณยายท่านก็หลับตาทำสมาธิฟังเฉยๆ จากนั้นเขาก็ถามว่า "ครูว่าสิ่งที่ผมเห็นมันคืออะไร"

           พอสิ้นคำถาม คุณยายก็ตอบว่า "สิ่งที่คุณเห็นคือเปรต แล้วเปรตนั้นก็เป็นญาติของคุณนั่นแหละ"

           เขาก็เถียงว่า "ญาติผมไม่มีวันไปเกิดเป็นเปรต" คุณยายท่านก็ไม่ว่าอะไร

           เขาถามต่อว่า "ทำไมถึงไปเป็นเปรต"

           "ญาติคุณเป็นอดีตมัคนายก โกงของวัด ตายแล้วก็เลยไปเป็นเปรต"

           เขาก็แย้งว่า "ไม่มีหรอกญาติผมที่เป็นมัคนายก ถ้าครูว่าเป็นมัคนายก ญาติของผมชื่ออะไร"

           คุณยายฟังแล้วท่านก็ไม่แสดงอากัปกิริยาใดๆ ยังคงนิ่งเป็นปกติ แล้วตอบเขาไปว่า "ชื่อรัศมี"

           เขาก็แย้งอีกว่า "ยิ่งชื่อนี้ยิ่งห่างไกลเลย ไม่เคยมีญาติชื่อนี้ ชื่ออะไรก็ไม่รู้ ชื่อรัศมี ถ้าเป็นญาติผมมันน่าจะมีชื่อที่เข้าท่ากว่านี้" จากนั้นก็ยกมือไหว้คุณยายครั้งหนึ่งแล้วลงจากบ้านไป

            หลายเดือนต่อมา เขาก็กลับมาบอกคุณยายว่า

           "เออ จริงด้วย ญาติผมคนหนึ่งชื่อรัศมี เขาเป็นมัคนายกตายไปแล้ว ไปสืบประวัติดู เขาก็โกงของวัดจริงๆ แต่ผมก็ไม่เชื่อว่าเปรตมีในโลก"

           นี่คือความดื้อของเขาที่ไม่ยอมจำนนต่อญาณทัสสนะอัน แม่นยำของคุณยาย ซึ่งได้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ

           ในสมัยก่อน หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะฝึกให้ไปดูนรกสวรรค์เป็นปกติ ซึ่งผู้ศึกษาจะต้องหมั่นฝึกฝนด้วยความเอาใจใส่ เพื่อให้ญาณทัสสนะแม่นยำ จึงจะหาคำตอบมาตอบหลวงพ่อ ท่านได้อย่างถูกต้อง ถ้าหากไม่ขยัน ไม่จดจ่อ จะทำให้ตอบคำถามผิด เวลาใครตอบผิดอย่างนี้ หลวงพ่อท่านจะดุว่า "ไอ้ขี้ไต้" หมดทุกคน

           คำว่า "ขี้ไต้" ก็คือเชื้อเพลิงนิดหนึ่ง เวลาจะจุดให้ติดไฟ ต้องเขี่ยขี้คือเศษขี้เถ้าและถ่าน ซึ่งหมดน้ำมันยางแล้ว ออกเสียก่อน เมื่อเขี่ยขี้ไต้ถึงบริเวณที่มีน้ำมันยางชุ่มอยู่แล้วจึงจุด พอมันจะดับๆ ก็ต้องเขี่ยขี้ออกอีก มันจึงจะติดขึ้นมาใหม่ นี่คือธรรมชาติของขี้ไต้ ผู้ที่เรียนวิชชาหากเป็นประเภทขี้ไต้ เมื่อไม่ถูกครูบาอาจารย์กระตุ้น ก็จะนั่งปล่อยใจให้ล่องลอยคิดไป ในเรื่องราวต่างๆ นึกองค์พระได้บ้าง ไม่ได้บ้าง หรือไม่ก็ไปเดินเล่น เข้าห้องน้ำ ดูนก ดูไม้ ดูดาว ดูเดือน พอเรียกทีก็มานั่งที

           แต่สำหรับคุณยายแล้วท่านไม่เคยโดนหลวงพ่อวัด ปากน้ำดุด้วยคำนี้เลยจนกระทั่งหลวงพ่อท่านมรณภาพไป คุณยายเป็นประดุจม้าอาชาไนย เวลาเห็นนายสารถีเฆี่ยนตีม้าตัวอื่น เพราะทำไม่ถูกต้อง ม้าอาชาไนยก็จะสอนตัวเองได้ และไม่ยอมทำผิดทำนองเดียวกันนั้นให้ถูกเฆี่ยนตีด้วย

          ดังนั้นคุณยายท่านจึงศึกษาค้นคว้า ขวนขวายนั่งสมาธิ ด้วยวิริยะอุตสาหะ จนเป็นบุคคลตัวอย่างที่สำคัญยิ่งในโรงงานทำวิชชา

          โดยปกติแล้วคุณยายเป็นคนแข็งแรงและกระฉับกระเฉง สดชื่นผ่องใสอยู่เสมอ แต่ภายหลังจากที่คุณยายทองสุก ละโลกไปแล้วสุขภาพของท่านก็ทรุดโทรมลงจนล้มป่วยอย่างหนัก เวลานั้นคนที่เคยมาขอพึ่งบารมีต่างก็พากันหนีหน้าหายไปหลายคน นอกจากลูกศิษย์คนหนึ่งที่คอยเป็นห่วงเป็นใย พาคุณยายไปหาหมอรักษาตัวอยู่เป็นประจำ ต่อมามีศิษย์อีกคนหนึ่งอยากได้บุญในการอุปัฏฐากคุณยายบ้าง จึงรับท่านไปพัก ที่บ้านของเขาแถวสุขุมวิท

          ไม่ว่าคุณยายจะไปอยู่ ณ แห่งหนตำบลใด หลวงพ่อธัมมชโยท่านก็ตามไปเยี่ยมคุณยายถึงที่นั่น หลวงพ่อต้องเดิน ไปเป็นระยะทางที่ยาวไกลหลายกิโลเมตร เนื่องจากบ้านที่คุณยายไปพักนั้นไม่สามารถนำรถยนต์เข้าไปถึงได้ กว่าจะถึง บ้านก็นับว่าลำบากพอสมควร แต่ท่านคิดว่าแม้จะลำบากมากมายกว่านี้ร้อยเท่าพันทวีท่านก็ไม่ท้อถอย เพราะในส่วนลึก ของใจแล้ว มุ่งมั่นที่จะไปต่อวิชชากับคุณยายเพียงอย่างเดียว ใจของท่านผูกพันอยู่กับคุณยายและวิชชาธรรมกายเท่านั้น

          กว่าจะเดินไปถึง เนื้อตัวของหลวงพ่อก็โชกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เมื่อเข้าไปในบ้านเห็นคุณยายนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง ท่านเดินตรงเข้าไปหา แล้วถามเรื่องวิชชา

         "ยาย อย่างนี้แล้วทำยังไงต่อ"

         เมื่อคุณยายได้ยินคำถามท่านจึงเปิดหน้าออกมาต่อ วิชชาให้ท่านมิได้คำนึงถึงอาการป่วยไข้ที่กำลังรุมเร้า หากแต่ทุ่มเทชีวิตจิตใจถ่ายทอดความรู้ให้ลูกศิษย์ ครูผู้สอนนอนเอาผ้าคลุมโปง ปิดหน้าบ้าง เปิดหน้าบ้าง นักเรียนก็นั่งสมาธิอยู่ หน้าเตียงด้วยเหงื่อโทรมกาย แต่ในใจนั้นท่วมท้นไปด้วยความสุข

         หลวงพ่อท่านศึกษาวิชชาธรรมกายอยู่กับคุณยายด้วยความสนุกสนาน จนกระทั่งคุณยายหายป่วยกลับไปอยู่วัดปากน้ำ แล้วท่านก็ตามไปนั่งสมาธิกับคุณยายทุกวัน มาถึงตอนนี้หลวงพ่อเชื่อคุณยายหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าคุณยายสั่งอะไร ก็จะทำตาม และมีความรู้สึกว่า วันนี้เรียนได้เท่านี้ พรุ่งนี้จะต้องเรียนให้มากขึ้น เพราะเรียนแล้วมีความสุข เป็นความสุขที่ไม่อาจแสวงหาสิ่งใดมาทดแทนได้เลยในโลกนี้ หลวงพ่อท่านสัมผัส ได้ถึงความเป็นผู้มีภูมิธรรมอันสูงส่งของคุณยาย ครูบาอาจารย์ผู้มีใจใสสะอาดบริสุทธิ์มาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณยายท่านหยุดในหยุดเข้าไปสู่แหล่งแห่งความบริสุทธิ์ มุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม จึงไม่ใส่ใจเรื่องอะไรทั้งหมดแม้อาการป่วยไข้ ของตัวท่านเอง