เริ่มเรียนธรรมะใหม่ๆ

วันที่ 03 มค. พ.ศ.2561

เริ่มเรียนธรรมะใหม่ๆ
ช่วงที่เริ่มเรียนธรรมะกับคุณยายใหม่ๆราวปีพ.ศ.2506-2507นั้นหลวงพ่ออายุ19–20ปี หลังจากที่ถามคุณยายเรื่องนรกสวรรค์จนได้รับคำตอบแล้ววันถัดมาท่านก็ให้หลวงพ่อลงมือปฏิบัติธรรมโดยท่านสั่งหลวงพ่อว่า“คุณนั่งไป นั่งไป นั่งไป”หลวงพ่อจึงนั่งอยู่อย่างนั้นซึ่งท่านเองก็นั่งด้วยเพราะฉะนั้นก้าวแรกของหลวงพ่อคือการนั่ง
สมาธิ ถ้าเราซักถามกันเพียงอย่างเดียวก็จะไม่ได้เห็นของจริงสมดังภาษิตที่ว่า“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น”ถ้าไม่นั่งก็จะไม่หายสงสัยเราฟังทฤษฎีมาแล้วว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วเราก็ต้องนำมาปฏิบัติด้วยตัวของเราเอง
ไม่มีใครสามารถทำแทนเราได้แม้แต่คุณยายเมื่อปฏิบัติแล้วจึงเกิดปฏิเวธคือประสบการณ์ภายในซึ่งต้องบังเกิดขึ้นกับตัวเองเท่านั้นคุณยายจึงให้หลวงพ่อนั่งไปเรื่อยๆก่อนสมัยนั้นยังอยู่ในวัยหนุ่มยังไม่รู้สึกเมื่อยเท่าไรรู้สึก
สนุกและสบายใจ มีความสุข คือไม่ได้คิดอะไรมากพอถึงเวลาเย็นคุณยายต้องไปเข้าโรงงานทำวิชชาท่านก็บอกหลวงพ่อว่า“คุณนั่งอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวยายไป เข้าที่ก่อน”เมื่อมีโอกาสหลวงพ่อจะถามคำถามต่างๆกับคุณยายบ้างสิ่งที่หลวงพ่อซักถามท่านนั้นส่วนมากเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครถามกันในบรรดาศิษย์ของคุณยายนั้นมีแต่หลวงพ่อที่ซักถามมากที่สุด คือถามทุกเรื่อง ซักไปคุยไปแต่ท่านไม่ได้รำคาญหลวงพ่อแต่อย่างใดพอหลวงพ่อได้ฟังคำตอบแล้วก็จะกระเถิบๆไปนั่งใกล้ๆท่านเพื่อฟังให้ชัดๆท่านก็ไม่ว่าอะไรเพราะท่านเอ็นดูหลวงพ่อเห็นว่าเรา
รักธรรมะและมานั่งสมาธิกับท่านทุกวันนานวันเข้าหลวงพ่อก็เริ่มคุ้นว่าเรื่องนรกสวรรค์กับการช่วยทุกข์มนุษย์นั้นเป็นเรื่องปกติของท่านสิ่งที่แปลกคือเวลาท่านตอบคำถามของหลวงพ่อนั้นคำตอบจะไม่จบเท่าที่ถามแต่จะทิ้งท้ายให้ชวนติดตามตอนต่อไปเวลาตอบท่านจะตอบกับหลวงพ่ออย่างหนึ่งแต่ตอบกับแขกคนอื่นๆแบบเรียบๆ
ธรรมดาๆฟังแล้วจบในตัวไม่รู้ว่าจะถามอะไรต่อได้อีกเพราะคำตอบจบอยู่ในตัวแล้วนึกย้อนหลังไปยังอัศจรรย์ใจว่าท่านเหมือนจะจูงเราไปเรื่อยๆหลวงพ่อสงสัยว่าท่านเอาความรู้เหล่านี้มาจากไหนไม่เห็นท่านอ่านหนังสือ
หรือค้นคว้าจากตำราเล่มใดและท่านยังอ่านหนังสือไม่ออกอีกด้วยแม้แต่ตัวเลขก็อ่านไม่ออกถึงขนาดว่าเวลาดูปฏิทินยังต้องใช้วิธีจดจำเอาว่าช่องนี้วันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ แต่ทำไมท่านสามารถตอบคำถามได้อย่างลุ่มลึกตอนนั้นหลวงพ่อรู้สึกว่าคำถามของเรานี้ลึกทีเดียวแต่กลับเป็นเรื่องง่ายๆสำหรับท่าน
นับเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากท่านสามารถตอบได้ไม่ซ้ำกันเพราะคำถามของหลวงพ่อก็ไม่ซ้ำเหมือนกันถามคำถามไปเรื่อยๆทั้งเรื่องภพภูมิเรื่องชาติเรื่องโลกเรื่องจักรวาลโดยนึกไม่ถึงว่าคนไม่รู้หนังสือจะตอบได้บางครั้ง ลองเอาเรื่องในพระไตรปิฎกมาถามท่านก็ระลึกชาติไปยาวนานเอามาตอบได้อีกการสนทนาธรรมกับท่านจึงสนุกและน่าติดตามมากทีเดียว บางคำถามฟังแล้วนึกว่าท่านจะไล่เราออกไป แต่ท่านกลับตอบเรียบๆเฉยๆเช่น
ถามว่า“ยายคนเกิดมาจากไหน มนุษย์มาจากไหน”ถามเรื่อยไปจนกระทั่งถึงปฐมมนุษย์ใครๆอาจไม่เข้าใจหลวงพ่อว่าทำไมชอบ ถามแปลกๆ แต่นั่นคือสิ่งที่หลวงพ่อสงสัยจริงๆจึง นำมาถามคุณยายแล้วท่านก็ตอบอย่างมีเหตุผล ยิ่งรู้ ยิ่งสนุกหลวงพ่อถามต่ออีกว่าภพภูมิต่างๆนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรกายต่างๆเกิดขึ้นได้อย่างไรทั้งกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหมกายอรูปพรหม ถามไปเรื่อยๆซึ่งท่านตอบได้หมด ถามต่อไป จนถึงกายของสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก คำตอบของท่านเหมือนพลิกของคว่ำให้หงายขึ้นบอกหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วหลวงพ่อก็ถามถึง พระธรรมกายซึ่งท่านก็ตอบได้อีก คำตอบที่หลวงพ่อได้จากคุณยายนั้นเสมือนเรายืนอยู่หน้าห้องที่ประตูปิดสนิทแล้วท่านมาเปิดประตูพร้อมกับผลักเราเข้าไปในห้องทำให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง
ข้างในหรือคล้ายๆ ยืนอยู่หน้าประตูเครื่องบินที่กำลังทะยานไปบนท้องฟ้าแล้วท่านก็เปิดประตูพร้อมกับ
ผลักเราลงไปลอยอยกู่ ลางอากาศทำให้เห็นอะไรได้ชัดเจนคำตอบของท่านยอดเยี่ยมมากทีเดียวหลวงพ่อยังนึกไม่ถึงว่าคนไม่รู้หนังสืออย่างท่านจะสามารถตอบคำถามแบบนี้ได้ท่านบอกว่า“ยายเห็นอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น”คือพูดตามภาพที่เห็นในสมาธิเพราะอย่างนี้เองใจจึงจดจ่ออยู่กับท่านได้ปฏิบัติธรรมลุ่มลึกเรื่อยไปตามลำดับจนกระทั่ง วันหนึ่งท่านนำไปถึงจุดที่สามารถเข้าใจได้ว่าเป้าหมายชีวิตของเราคืออะไรคำว่า“เรา”
ในที่นี้คือหลวงพ่อกับท่านเพราะอยู่กันสองคนเมื่อได้รู้เป้าหมายชีวิตแล้วท่านยืนยันว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วยาวนานท่านอธิบายว่าที่ท่านมาอยู่กับพระเดชพระคุณหลวงปู่ก็เพราะเป้าหมายของชีวิตที่จะไปรื้อวัฏฏะซึ่งเป็นเรื่องเก่าไม่ใช่เรื่องใหม่หลวงพ่อจึงถามท่านว่าแล้วเรื่องเก่าเป็นอย่างไรท่านได้อธิบายเป็นขั้นเป็นตอนซึ่งท่านเล่าวันเดียวไม่จบต้องฟังต่ออีกในวันถัดไปคงเป็นเพราะหลวงพ่อยังอยู่ในวัยหนุ่มจึงอยากรู้
อยากเห็นอยากเข้าใจสิ่งต่างๆบางเรื่องไม่น่าถามแต่ก็ยังถามถึงกระนั้นคุณยายก็เมตตาเอ็นดูหลวงพ่อเสมอ
ไม่ถือสาหลวงพ่อแต่อย่างใด ครั้งหนึ่งช่วงที่ท่านยังเคี้ยวหมากอยู่อันที่จริงท่านไม่เคยเคี้ยวมาก่อนแต่มีคนมาชวนท่านเคี้ยวท่านก็เคี้ยวพออยู่ว่างๆก็เคี้ยวไปเรื่อยๆท่าทางท่านเฉยๆแล้วหลวงพ่อก็ชอบจิ้มเต้าปูนในเชี่ยนหมากท่านบอกว่า“อย่าจิ้มเดี๋ยวหมากมันยันปากยาย”เราไม่ค่อยจะรู้เรื่องถามท่านว่ามันเกี่ยวอะไรจิ้มตรงนี้ไปยันตรงนั้นเหรอไม่รู้ว่าเป็นภาษาหมากแต่ท่านเลิกได้เพราะหลวงพ่อหลวงพ่อถามท่านว่า“อร่อยตรงไหน ถ้าอร่อยจะเคี้ยวดูบ้าง”พอวันรุ่งขึ้นเชี่ยนหมากก็หายไปนับตั้งแต่นั้นมาท่านก็ไม่เคี้ยวหมากอีกเลย

            เนื่องจากหลวงพ่อมาไม่ทันได้พบพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำจึงเรียนรู้เรื่องราวจากคุณยายเป็นส่วนใหญ่เรียกได้ว่า99.99%ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยนั้นเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ท่านอื่นในรุ่นเดียวกับคุณยาย
แต่เรื่องหลักๆนั้นได้จากท่านเพราะอยู่กับท่านและคุ้นเคยกับท่านมากกว่าพอเจอท่านแล้วก็รู้สึกรักและผูกพัน
ท่านเองก็เอ็นดูไม่ถือสาหลวงพ่อคุยๆแล้วท่านก็รำพึงว่า“คุณรู้ไหมนี่หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้ให้ยายไปตาม
คุณมา(เกิด)ตอนสงครามโลกครั้งที่สอง”หลวงพ่อบอกว่าไม่รู้ฟังครั้งแรกยังรู้สึกประหลาดใจแต่ชอบฟังเลยถามท่านว่าเรื่องเป็นมาอย่างไรท่านบอกว่าเรื่องเป็นอย่างนี้จากนั้นหลวงพ่อก็พยายามแสวงหาที่มาที่ไปของคำกล่าวนี้ด้วยตัวเองแต่กว่าจะได้คำตอบก็ใช้เวลาพอสมควรคุณยายมักบอกกับหลวงพ่อว่า“คุณนั่งไป คุณนั่งไปก่อน”หลวงพ่อจึงต้องนั่งปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆโดยเก็บความกระหายใคร่รู้ไว้ในใจส่วนคุณยายก็ปลีกตัวไป
ทำภารกิจของท่านในโรงงานทำวิชชาในฐานะหัวหน้าเวรขาดรู้ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่ผู้ค้นพบวิชชธรรมกายเป็นผู้แต่งตั้งหลวงพ่อได้รับความรู้จากคุณยายมากมายท่านพูดซ้ำกันบ่อยครั้งเป็นการตอกย้ำซ้ำเดิมเพื่อให้เราจดจำคล้ายกับการตอกตะปูที่ต้องตอกแล้วตอกอีกจนกว่าหัวตะปูจะจมมิดติดแน่นนับตั้งแต่นั้นมาสิ่งใดๆในโลกก็ไม่มีความหมายมากเกินไปกว่าการบรรลุเป้าหมายของสรรพชีวิตการเป็นเศรษฐีก็ถือเป็นเรื่องเล็กมหาเศรษฐีก็เรื่องเล็กบรมเศรษฐีก็เรื่องเล็กเป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็เรื่องเล็กไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตอย่างไรก็ยังถือว่าเป็นเรื่องเล็กจะเป็นผู้นำใครต่อใครก็ยังถือเป็นเรื่องเล็กหลวงพ่ออยากมีชีวิตที่เรียบง่ายนั่งอยู่เฉยๆเพื่อทำความละเอียดของใจเพียงอย่างเดียวนั่นคืออัธยาศัยอันแท้จริงของหลวงพ่อเพราะในความเงียบนั้นหลวงพ่อมีความสุขสุขกับความรู้อันไม่มีที่สิ้นสุดที่จะนำเราไปสู่จุดหมายปลายทางที่แท้จริงของชีวิตและการช่วยเหลือเกื้อกูลสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายเพียงแค่นั่งเฉยๆเราจะสามารถทะลุผ่านมิติต่างๆไปเป็นอิสระและเป็นสุขได้หลวงพ่อจึงอยู่เรียนธรรมะกับคุณยายนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมา

สิ่งดีๆมีไว้แบ่งปัน อะไรดีๆมีอีกเยอะ กด Like facebook กัลยาณมิตร