การดูแลตัวเองเมื่อท้องเสีย

วันที่ 01 มิย. พ.ศ.2561

การดูแลตัวเองเมื่อท้องเสีย


สุขภาพนักสร้างบารมี , สุขภาพ , การดื่มน้ำ , ร่างกาย , ชีวิต , ระบบภายในร่างกาย , กระดูก , โรค , โรคภัยไข้เจ็บ , สุขภาพร่างกาย , วิธีรักษาสุขภาพ , โครงสร้างพื้นฐานร่างกาย , อาหาร , ยา , ปัสสาวะ อุจจาระ , สมุนไพร , น้ำซุป , ปฏิบัติธรรม , การดูแลตัวเอง , นั่งสมาธิ , ฟัน , น้ำ , Healthy , living , food , body , Health , ดูแลสุขภาพ , การดูแลตัวเองเมื่อท้องเสีย

        วันหนึ่งมีพนักงานที่ครัวของวัดสิบกว่าคน เกิดอาการท้องเสีย เริ่มแรกไม่รุนแรงนัก แต่เนื่องจากปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องจึงมีอาการหนักขึ้น เมื่อส่งไปที่ศูนย์พยาบาล หมอจึงต้องสั่งให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดทุกคน

          อาการที่เรียกว่า ท้องเสีย หมายถึง ภาวะที่มีอาการถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ หรือถ่ายเหลว ๆ มากกว่า ๓ ครั้ง หรือถ่ายเป็นมูก หรือมูกปนเลือด อาจมีอาการปวดท้อง และอาเจียนร่วมด้วย

        อาการท้องเสียเฉียบพลัน ส่วนมากมีสาเหตุมาจากอาหารเป็นพิษ คือ อาหารที่มีสารพิษปนเปื้อน เป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อโรค หรีอ สารเคมี เช่น สารกันบูด ยาฆ่าแมลง เป็นต้นโดยทั่วไป ซึ่งมักจะพบว่ามีประวัติกินอาหารร่วมกัน และมีอาการพร้อมกันหลายคน อาการจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า จะรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณที่กิน ชนิดของเชื้อโรคและสารเคมีนั้นๆรวมทั้งความต้านทานของแต่ละคนด้วย

        สาเหตุที่พนักงานโรงครัวกลุ่มนี้ท้องเสียในวันนั้นสันนิษฐานว่า เกิดจากอาหารที่พวกเขาไปซื้อจากนอกวัดมากินกันเป็นพิษ ประกอบกับคนไข้แต่ละคนปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องคือไม่ยอมกินน้ำเลย เมื่อซักถามแลัวพบว่า เนื่องจากรู้สึกว่ามีอาการท้องเสียหนักขึ้นเมื่อดื่มน้ำ ทุกคนจึงหวังแต่จะพึ่งยาจากหมอเพียงอย่างเดียว

        ตามปกติแล้วร่างกายของคนเรา จะมีการปรับสภาพช่วยเหลือตัวเองแบบอัตโนมัติ คือถ้ากินสิ่งที่เป็นพิษเข้าไปร่างกายก็จะพยายามขับพิษออกทันที โดยลำไส้จะพยายามบีบตัวเพื่อขับพิษออกมา ขณะลำไส้กำลังบีบตัวเองเพื่อขับสารพิษออกนั้น อาจจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้องขับถ่ายหลายๆ หน เพื่อขับของเสียออกให้หมด

        เพราะฉะนั้น เมื่อท้องเสีย หากไม่มีคลื่นไส้อาเจียน หรือมีคลื่นไส้อาเจียนแต่ไม่มาก ยังสามารถกินอะไรได้บ้าง เราจะต้องรีบดื่มน้ำเข้าไปให้มาก ๆ ถ้าให้ดีควรเป็นน้ำผสมเกลือแร่ (ที่เขาทำเป็นซองๆ มีขายตามร้านขายยาทั่วไป) เพื่อทดแทนน้ำ และเกลือแร่ที่เสียไป เพราะเมื่อร่างกายขาดน้ำก็จะทําให้อ่อนเพลีย บางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นช็อกหมดสติเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การดื่มน้ำเข้าไปได้มากเท่าไร จะช่วยทำให้สารพิษต่างๆ ในลำไส้เจือจางลง อีกทั่งยังช่วยขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกายได้โดยเร็วอีกด้วย เมื่อของเสียถูกขับถ่ายออกหมดอาการต่างๆ ก็จะดีขึ้นเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยาเลย ถ้าหากมีอาการมาก เช่น ปวดมวนท้องมาก หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียนจนกินอะไรไม่ได้ เป็นต้น ในกรณีนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า จะต้องกินยาหรือฉีดยาตามการวินิจฉัยของหมอ

       ถ้าพวกเราลังเกตสุนัขหรือแมว ที่เริ่มมีอาการป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร สิ่งที่มันทำคือ วิ่งไปกินหญ้าข้างบ้านหรือในสนาม ทั้งๆ ที่หญ้าไม่ใช่อาหารของมันเลย หลังจากที่กินหญ้าสัก ๕ นาที ไม่เกิน ๑๐ นาทีมันก็จะสำรอก สิ่งที่เป็นพิษในตัวมันออกมา ไม่ว่าจะเป็นพิษที่ปนอยู่ในอาหารบูดเน่า หรือพิษจากสารเคมีก็ตาม จะถูกสำรอกออกมา จากนั้นอาการของมันจะดีขึ้น ไม่ช้าก็หายป่วย

        ดูสุนัขดูแมวเป็นตัวอย่างแล้ว ก็เอาเยี่ยงพวกมันได้ไม่เป็นไรหรอก เพียงแค่เอาเยี่ยงมันเท่านั้นนะ อย่าเอาอย่างมันในเรื่องการกิน ให้เอาเยี่ยงมันในการดูแลรักษาตนเองในยามที่ เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา พวกมันไม่รู้จะไปหาหมอที่ไหน จึงต้องพึ่งตัวเองอย่างนี้

         เพราะฉะนั้น อยากฝากพวกเราไว้ว่า เมื่อมีความผิดปกติเกี่ยวกับสุขภาพ อย่าเพึ่งไปคิดพึ่งใคร ต้องคิดพึ่งตัวเองเป็นอันตับแรก ฝึกสาวจากผลที่เกิดขึ้นไปหาต้นเหตุ ด้วยการสำรวจตัวเองด้วยการนึกทบทวนก่อนว่า สิ่งที่เราประพฤติในวันนี้หรือวันอื่นๆที่ผ่านมา มีความผิดพลาดอะไรกับตัวเราบ้าง การนึกทบทวนนี้บางทีอาจจะผิดหรืออาจจะถูกก็ได้ แลัวนำไปเล่าให้หมอฟัง หมอซึ่งมีความชำนาญมากกว่าเรา จะช่วยตัดสินให้เราได้ว่า สิ่งที่เราสันนิษฐานนั้นผิดหรือถูก ใช่หรือไม่ใช่ และถ้าหมอได้ข้อมูลถูกหมอก็สามารถมุ่งไปแก้ไขรักษาที่ต้นเหตุ ไม่นาน พวกเราก็หายป่วย

         ถ้าการนึกทบทวนสอบสาวราวเรื่องของเรา ปรากฏว่าตรงตามความเป็นจริง ก็หมายความว่า เราเองเริ่มมีความรู้มีความรอบคอบขึ้นบ้างแล้ว ก็จะเกิดความมั่นใจเพึ่มขึ้น และเป็นการสร้างนิสัยช่างสังเกตให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ไม่เฉพาะเรื่องสุขภาพเท่านั้น แม้ในเรื่องอื่นๆ ด้วย แล้วในที่สุดความเชื่อมั่นในตัวของเราเองก็จะเพึ่มมากขึ้น

       ต่อไปนี้ไม่ว่าอะไรที่เกิดขึ้นกับตัวเรา จะร้ายหรือดีก็ตามพึงเอาสิ่งนั้นมาเป็นบทฝึกให้เกิดนิสัยช่างสังเกต ให้เกิดปัญญาให้รู้จักตัวเอง ถ้าสังเกตไม่ออก ก็ให้ไปขอคำแนะนำจากท่านผู้รู้อย่าอาย อย่ากลัวเสียหน้า แล้วเราก็จะไม่เจ็บตัวเปล่า เพราะเจ็บแล้วก็ได้ความรู้เพิ่มขึ้น รู้จักระวังเพิ่มขึ้น ที่ เรียกว่า ผิดเป็นครูคือ จะไม่มีการเจ็บชํ้าสองในเรื่องนั้น ๆ อีกต่อไป