ตัดไม้ข่มนาม

วันที่ 09 มค. พ.ศ.2562

ตัดไม้ข่มนาม
 


                    ตลอดเวลาที่หลวงพ่ออยู่กับคุณยายท่านมักจะเมตตาหลวงพ่อเสมอๆ เมื่อหลวงพ่อขอให้ท่านช่วยเหลือทำสิ่งใดท่านก็ไม่เคยขัดหรือปฏิเสธ จนถึงทุกวันนี้เมื่อมานึกย้อนทบทวนดูหลวงพ่อยังนึกไม่ออกเลยว่าตั้งแต่อยู่กับท่านมา ท่านเคยปฏิเสธหลวงพ่อเรื่องอะไรบ้างปกติแล้วท่านจะเมตตาหลวงพ่อในทุกเรื่องแม้แต่เรื่องของการ “ตัดไม้ข่มนาม” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีสาระอะไรเลยสําหรับคุณยายแต่เมื่อหลวงพ่อเข้าไปขอให้คุณยายช่วยท่านก็ไม่ปฏิเสธ

     เมื่อครั้งยังเป็นนิสิตเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตอนนั้นหลวงพ่อกับเพื่อนๆ ยังมีอารมณ์สนุกสนานกันตามประสาวัยรุ่น ซึ่งการจะเล่าเรื่องนี้หลวงพ่อต้องขออโหสิกรรมกับทางจุฬาฯ เสียก่อนเหตุเกิดจากสมัยนั้นมีการแข่งขันรักบี้ประจําปี ระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ซึ่งปกติแล้วเกษตรฯ จะสามารถแข่งชนะมหาวิทยาลัยอื่นๆ ได้ทั้งหมดแต่ไม่เคยเอาชนะจุฬาฯ ได้เลยอันที่จริงปีนั้นหลวงพ่อก็วางอุเบกขาปลงตกแล้วว่าเกษตรฯ ต้องแพ้อีกแน่ๆ  แต่เผอิญหัวหน้าทีมรักบี้ของเกษตรฯ ซึ่งเป็นนิสิตรุ่นพี่ปีสุดท้ายมาหาหลวงพ่อบอกว่าใครไม่รู้ไปปล่อยข่าวลือว่าหลวงพ่อเป็นหมอผีบ้างก็ปล่อยข่าวว่าเป็นฤๅษีที่ขลังมากเล่าลือต่อๆ กันไปสารพัดหัวหน้าทีมรักบี้ได้ทราบกิตติศัพท์นี้จึงมาหาเพื่อขอให้ช่วยทําพิธีตัดไม้ข่มนามเพื่อให้ทีมรักบี้ของเกษตรฯ ชนะการแข่งขันด้วยความสงสารไม่อยากจะให้เพื่อนเสียหน้า เพราะอุตส่าห์เอาหลวงพ่อไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ขนาดนั้นหลวงพ่อจึงจําใจรับปากว่าจะช่วยแต่ปัญหามีอยู่ว่าหลวงพ่อเองก็ไม่ทราบว่าต้องทําพิธีอย่างไรบ้าง เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยทํามาก่อน

             หลวงพ่อคิดว่าถึงแม้ไม่ทราบว่าปกติแล้วเขาทํากันอย่างไรก็คงไม่มีปัญหาเราออกแบบพิธีเองเลยก็ได้ เพราะเพื่อนคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครรู้เท่าที่รู้คือต้องมีศาลเพียงตาสันนิษฐานเอาเองว่าศาลเพียงตาคงจะเป็นศาลที่ตั้งอยู่ในระดับเดียวกับสายตาในขณะที่เรายืนแล้วศาลนี้จะต้องมีที่วางเครื่องเซ่นไหว้อะไรบ้างก็ไม่แน่ใจเหมือนกันคงจะต้องวางหลบๆ เข้าไปข้างในจะได้มองไม่ค่อยเห็น เพราะผีคงไม่ชอบอะไรโจ่งแจ้งต้องทําให้ดูเร้นลับสักหน่อยคิดได้อย่างนี้แล้วก็ให้เพื่อนๆ ช่วยกันสร้างศาลที่สูงในระดับสายตา ซึ่งพวกเขาก็น่ารักมากร่วมแรงร่วมใจกันทําตลอดทั้งคืนจนเสร็จ โดยที่หลวงพ่อไม่ต้องออกแรงเองเลย

               เมื่อได้ศาลแล้ว หลวงพ่อต้องหาเครื่องเซ่นไหว้ เคยได้ยินมาว่าต้องหาขนมต้มแดงต้มขาว  ซึ่งหลวงพ่อเองไม่รู็จักขนมพวกนี้ จึงไปหารือกับคุณยาย "ยายทำไงดีเนี่ย เขามาแต่งตั้งให้เป็นอย่างนี้แล้ว" ท่านก็พูดเรียบๆ "เออ... แล้วยายจะช่วย" แล้วคุณยายก็สั่งให้เด็กไปเตรียมขนมต้มแดง ขนมต้มขาว ซึ่งตั้งแต่เกิดมาหลวงพ่อเพิ่งจะได้เห็นเป็นครั้งแรก แล้วก็ขอชิมก่อนผีเสียอีก

           พอเริ่มทําพิธีเราก็นําต้นก้ามปูซึ่งเป็นต้นไม้ประจําจุฬาฯ ไปปักไว้ที่บริเวณพิธีภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อ “ตัดไม้ข่มนาม” ตามความเข้าใจของเราเอง ก่อนอื่นก็ตั้งเสาขึ้นมาเหมือนเวลาประหารชีวิตนักโทษ ทีนี้ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเป็นตัวแทนก็เลยเอาต้นก้ามปูที่หาได้จากแถวๆ นั้นก่อนตัดก็คิดว่าเราต้องมีพิธีรําโดยเพชฌฆาตเสียก่อนพร้อมกับดนตรีมโหรีปี่พาทย์ เพื่อนที่อยู่ชมรมดนตรีไทยก็มาช่วยกันอย่างเต็มที่ยกมาทั้งวงเพื่อบรรเลงประกอบพิธี ส่วนเพื่อนที่แรําลิเกเก่งก็แต่งชุดแดงถือดาบจริงไม่ทราบว่าไปหาดาบมาจากไหนเป็นดาบที่ชนะเลิศการประกวดและมีอายุหลายร้อยปีทีเดียวเวลาขยับดาบจะมีเสียงก๊อกแก๊กตรงด้ามด้วย เพราะมีกระดูกผีตายโหงห้อยอยู่เรียกว่าขลังมากจริงๆ

             พอถึงคราวจะตัดไม้ก็ต้องมีพราหมณ์ตอนนั้นหลวงพ่อกําลังอยู่ในวัยสนุกสนานกับเพื่อนๆ เลยอาสาเป็นพราหมณ์เสียเองทีแรกนึกไม่ออกว่าพราหมณ์ต้องแต่งตัวอย่างไรเลยเอาผ้าปูที่นอนสีขาวมาซักแล้วนํามาตกแต่งร่างกายให้ดูเหมือนพราหมณ์ประกอบพิธีจากนั้นจึงตั้งชื่อนักกีฬาแต่ละคนเสียใหม่ให้ดูน่าเกรงขามเช่น “ขุนปราบจามจุรีพ่าย” ก็ตั้งชื่อใหม่ให้กับทุกๆ คน

                เรื่องมหัศจรรย์มีอยู่ว่าในขณะที่ทําพิธีนั้นวงมโหรีปี่พาทย์ก็บรรเลงเพลงไปพร้อมกับคนรําดาบ ซึ่งรําได้สวยมากพอได้จังหวะคนรําก็ลงดาบตัดไม้ดัง “ชั้วะ!!!” เท่านั้นเองได้เกิดมีฟ้าฝ่าดัง “เปรี้ยง!!!” สนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณทั้งๆ ที่ท้องฟ้าก็แจ้งแดดออกแรงและไม่มีเมฆฝนแต่อย่างใดเมื่อทุกคนเห็นดังนั้นก็ร้องเฮกันหมดต่างคนต่างรู้ว่าได้ฤกษ์ขึ้นรถไปแข่งแล้ว

                หลังจากทําพิธีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนจนฟ้าผ่าแล้ว พวกเราเคลื่อนขบวนไปยังสนามศุภชลาศัยเพื่อชมการแข่งขันรักบี้ พอลงสนามแข่งครึ่งแรกจุฬาฯ ก็ทําคะแนนนําไปก่อนหลวงพ่อนั่งเป็นกองเชียร์อยู่ที่อัฒจันทร์ก็นึกอยู่ในใจว่า “โอ...ยาย...ทําไงดี” เพื่อนๆ พากันบอกว่า “เฮ้ยเอาไง” หลวงพ่อทําเป็นเฉยๆ แต่ในใจนึกถึงคุณยายอยู่ตลอดเวลา “ยายๆ ทําไงดีแพ้เขาไม่ได้นะยายเขานําไปแล้วยายทําแบบนี้ได้ไง” หลวงพ่อรําพึงอยู่ในใจแบบนี้ “ยาย...ยายต้องช่วยสิไม่ใช่ช่วยแค่ครึ่งเดียวแล้วขยักไว้ยายต้องช่วยสิแพ้ไม่ได้นะยายไม่อย่างนั้นต้องตายแน่เลย” หลวงพ่อรําพึงอยู่ในใจแบบนี้ตลอดแล้วก็นิ่งๆ เอาไว้จนสุดท้ายพอถึงครึ่งหลังเกษตรฯ ทําคะแนนคืนได้จนจบการแข่งขันผลปรากฏว่าเกษตรฯ เป็นฝ่ายชนะทําให้เพื่อนๆ ดีใจกันมาก

               พอแข่งรักบี้ชนะพวกนิสิตเกษตรฯ ก็เดินทางกลับมาที่มหาวิทยาลัยเพื่อนํากระทงจากศาลเพียงตาไปลอยที่สระน้ำหน้ามหาวิทยาลัย จากเหตุการณ์นี้สถานีวิทยุยานเกราะนําข่าวไปออกอากาศว่าเกษตรฯ ใช้หมอผีทําพิธีตัดไม้ข่มนามในการแข่งรักบี้ทําให้สามารถล้มแชมป์เก่าอย่างจุฬาฯ ได้ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ เพราะว่าหลวงพ่อเก่งอันที่จริงหลวงพ่อไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไรแต่เป็นเพราะอานุภาพของคุณยาย ซึ่งท่านเมตตาหลวงพ่ออยากให้หลวงพ่อสมปรารถนาเท่านั้นเอง