อย่างนี้ก็มีด้วย

วันที่ 09 มค. พ.ศ.2562

อย่างนี้ก็มีด้วย
 


          เมื่อมีแขกมาพบคุณยายท่านจะตรวจดูนรก สวรรค์ให้เสมอแต่ไม่ได้หมายความว่าแขกที่มาพบจะเชื่อคุณยายทุกคน บางคนเชื่อ บางคนไม่เชื่อ บางคนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งมีอยู่รายหนึ่งเป็นผู้ใหญ่ท่านรูปร่างสันทัดออกท้วมๆ  ศีรษะเถิกมีผมเหลือน้อยภรรยาของท่านเป็นครูโรงเรียนวัดบวรนิเวศที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาคุณยายมากแต่ฝ่ายชายที่เป็นสามีนั้นเฉยๆ เป็นคนดื้อที่แปลกไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ไม่เชื่อเรื่องกายละเอียดแต่สวดมนต์อย่างเดียวหลายชั่วโมงทุกวัน เผื่อเหนียวไว้ส่วนภรรยาของท่านนั่งสมาธิเป็นประจํา

        หลวงพ่อเห็นเขาดื้อมากจนหลวงพ่ออดไม่ได้ที่จะหงุดหงิดวันนั้นพอเขามากราบคุณยายเขาก็ขึ้นมานั่งข้างหน้ายกมือไหว้คุณยายแล้วขึ้นอารัมภบทว่าผมไม่เชื่อหรอกว่านรกสวรรค์มีจริงผมเชื่อว่าตายแล้วสูญแต่ผมอยากให้คุณครูช่วยดูให้หน่อยว่าพ่อแม่ของผมตายแล้วไปอยู่ที่ไหนผมทําบุญแล้วจะเอาบุญนี้อุทิศไปให้ว่าแล้วก็ยื่นใบอนุโมทนาบัตรให้คุณยายต่อจากนั้นเขาก็เล่าให้ฟังว่าได้เคยไปวัดแห่งหนึ่งแถวบางลําภูไปเล่าให้พระท่านฟังว่า มีอยู่วันหนึ่งตอนกลางคืนขณะอยู่บ้านนอก เขานอนห้อยเท้าลงตรงชานบ้านที่ยื่นออกไป ในขณะที่แสงจันทร์ส่องอยู่นั้นเอง เขาเห็นควันลอยออกมาจากร่องกระดานควันนั้นยืดออกเป็นรูปร่างคนผอมๆ สูงๆ แล้วก้าวข้ามหลังคาบ้านสองชั้นไปเขาถามพระท่านว่ามัน คืออะไรท่านตอบว่า “เปรต...โยมคงเป็นเปรตนะ” เลยซักถามพระต่อไปอีกว่า “มีจริงเหรอ” พระตอบว่า “จริง” “ท่านเคยเห็นเหรอ” “ไม่เคย” “แล้วรู้ได้อย่างไร” “ก็อ่านจากพระไตรปิฎก”

         แขกท่านนี้รู้สึกไม่มั่นใจจึงมาหาคุณยาย หลวงพ่อก็นั่งอยู่ด้วยพอเล่าจบแล้วคุณยายก็นั่งนิ่งๆ สัก 5 นาที แล้วบอกว่าเป็นเปรตเขาถามย้ําว่ามีจริงเหรอ เคยเห็นด้วยเหรอคุณยายตอบว่ามีและเคยเห็นอีกคําถามคือทําไมเปรตถึงมาโผล่ให้เห็นคุณยายตอบว่าเขาเป็นญาติของคุณ เขาเถียงว่าเขาไม่มีญาติเป็นเปรต ปฏิเสธแล้วก็ยกไม้ยกมือบอกว่าญาติผมไม่มีทางเป็นเปรต ทําไมถึงเป็นเปรตได้ ท่านก็นั่งเฉยๆ หลับตาสักพักแล้วบอกอีกว่าญาติคุณน่ะเป็นมัคนายกแล้วไปโกงของวัดตายแล้วไปเป็นเปรตเขาเถียงว่าไม่มีญาติเป็นมัคนายกนะแต่ถ้าเกิดมีขึ้นมาแล้วญาติชื่ออะไร หลวงพ่อฟังแล้วรู้สึกอึดอัดแทนคุณยาย เพราะตอนนั้นยังหนุ่มอยู่คือเรารักและเคารพคุณยายมากไม่เคยลบหลู่ท่านเลยแขกคนนี้มาจากไหนไม่รู้มาพูดกับคุณยายแบบนี้แต่คุณยายกลับนั่งหลับตาเฉยไม่มีอาการหงุดหงิดเลยถ้าเป็นเราคงเอาเรื่องไปแล้ว

           ท่านหลับตาสักพักก็ลืมตาขึ้นมาบอกว่าชื่อ“รัศมี” เขาแย้งว่าไม่มีญาติชื่อเชยๆ แบบนี้หรอกและไม่เคยมีญาติเป็นมัคนายกด้วยแล้วถ้าเป็นก็ไม่โกงด้วยเพราะตระกูลเขาไม่มีใครโกง “ผมนี่ไม่ชอบคนโกงแล้วผมก็ไม่เชื่อว่าเป็นมัคนายกเพราะว่าไม่มี” คุณยายเลยบอกว่าแล้วแต่คุณๆ กลับไปถามดูแล้วท่านก็ไม่สนใจแขกคนนี้อีกหันไปคุยกับคนอื่นต่อเขายกมือไหว้คุณยายครั้งหนึ่งแล้วบอกว่า “งั้นผมไปล่ะ” ส่วนหลวงพ่อนั่งหงุดหงิดอยู่คนเดียวไม่ชอบใจที่เขามาถามอย่างนี้คิดว่าคุณยายไม่น่าตอบเขาเลย เพราะมีโอกาสพลาดได้เมื่อไม่มีใครอยู่แล้วจึงถามท่านว่า “ยายไปตอบอย่างนั้นทําไมยายอย่าพูดอย่างนี้ซิยายอย่าตอบอย่างนี้รู้ไหมยายเฉยๆ ได้ไหมถ้าคนพวกนี้มาอย่าไปพูดนะ” คุณยายหัวเราะแล้วบอกว่า “ยายเห็นอย่างนั้นยายก็ตอบไป” “แล้วเกิดมันไม่ถูกจะทําอย่างไรล่ะยาย” ท่านก็บอกว่า “ยายเห็นยายก็พูดอย่างนั้นแหละ” ท่านพูดเป็นภาษาของท่านอย่างนี้

           หลายเดือนต่อมาแขกท่านนั้นกลับมาพบคุณยายอีกครั้งมาเล่าให้ท่านฟังว่าเขาไปสืบจนทราบแล้วว่ามีญาติชื่อรัศมีจริงเคยเป็นมัคนายกด้วยแต่โกงของวัดหรือเปล่าเขาไม่รู้เหมือนกันถึงกระนั้นเขาก็ไม่เชื่อว่าเปรตมีจริงคือยังดื้อเหมือนเดิมแต่คุณยายฟังแล้วเฉยๆ ยังอารมณ์เดียวไม่เปลี่ยนแปลง