เกิดมาสร้างบารมี

วันที่ 10 มค. พ.ศ.2562

เกิดมาสร้างบารมี

     โลกมนุษย์ใบนี้เป็นโลกสําหรับการสร้างบารมีเพื่อทําพระนิพพานให้แจ้ง ขึ้นชื่อว่าเกิดมาเป็นกายมนุษย์แล้วทุกคนล้วนมีวัตถุประสงค์เดียวกันไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าตนเองเกิดมาทําไม สําหรับคุณยายนั้น ท่านตั้งใจมาเกิดเพื่อสร้างบารมีซึ่งท่านก็ทําได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

        ความรู้เรื่องการสร้างบารมีนี้เป็นคําสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งท่านได้ผ่านชีวิตมาแล้วในทุกระดับจนกระทั่งทราบดีว่าโลกนี้เป็นโลกแห่งการสร้างบารมีโดยมีสัมปรายภพคือโลกหน้าเป็นโลกแห่งการเสวยผล ถ้าเราทําบาปอกุศลในโลกมนุษย์แล้วเราก็มีโอกาสจะต้องไปสู่ทุคติภูมิในสัมปรายภพเพื่อเสวยทุกข์ทรมานอยู่ในอบายภูมิเช่น เป็นอสุรกาย เป็นเปรต เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นสัตว์นรก เป็นต้น ถ้าได้สั่งสมบุญไว้ในตอนที่เป็นมนุษย์สัมปรายภพก็จะมีสุคติเป็นที่ไป คือเป็นเทวดาหรือชาวสวรรค์อยู่ในเทวโลก

    ชีวิตในสัมปรายภพหรือชีวิตหลังความตายนั้นไม่มีการทํามาหากินเหมือนอย่างมนุษย์มีแต่การเสวยผลอย่างเดียว ไม่มีการทํามาค้าขายเพื่อให้ได้กําไรมาหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ชีวิตในสัมปรายภพนั้นอยู่ได้ด้วยกําลังแห่งบุญและบาปที่ตนได้กระทําไว้ดังนั้นเมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว เราก็ต้องใช้ทุกอนุวินาทีเพื่อสร้างบารมีให้เต็มที่เต็มกําลัง อย่าออมกําลังเพราะบุญจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้าหากเราทําอย่างสม่ำเสมอ กําลังบุญจะดึงดูดโภคทรัพย์สมบัติมาให้เราเอาไว้ใช้สร้างบารมีต่อไปอีกอย่างไม่มีวันหมดสิ้นเป็นบุญต่อบุญ เป็นสมบัติต่อสมบัติ

       บางคนอาจคิดว่าการได้เกิดในตระกูลเศรษฐีนั้นจะทําให้เรามีทรัพย์สมบัติโดยง่าย แท้จริงแล้วการที่เราจะไปเกิดในตระกูลเศรษฐีได้นั้นก็เปรียบเหมือนขันน้ำกับพานรองซึ่งต้องพอดีกัน ถ้าเอาพานเล็กๆมารองตุ่มใบใหญ่ก็จะรองรับไม่ได้ถ้าหากคนที่จะมาเกิดนั้นมีบาปเท่ากระบุงแต่มีบุญเท่ากําปั้นก็จะไม่พอดีกัน คุณยายมักจะพูดเช่นนี้บ่อยๆ ว่าจะไปรองรับกันได้อย่างไร

       คุณยายเกิดมาในโลกมนุษย์นี้เพื่อสร้างบารมีเช่นเดียวกับมนุษย์ทุกๆ คน  ท่านเริ่มต้นเข้าวัดโดยไม่มีทรัพย์สินใดๆ ต้องเช่าผ้ามาบวช แต่ท่านก็รักษาศีลและปฏิบัติธรรมมาโดยตลอด จนกระทั่งสามารถเป็นประธานทอดกฐินและผ้าป่า นํามหาชนสร้างความดีได้มากๆ เมื่อมีผู้ศรัทธานําปัจจัยมาถวาย ท่านก็เก็บไว้ทําบุญกุศลเพียงอย่างเดียว เมื่อละสังขารแล้วท่านจึงสามารถเก็บสมบัติไปได้หมดทุกบาททุกสตางค์เพราะว่าท่านทําบุญทั้งหมดไม่มีเหลือ ถูกต้องตามหลักวิชชา เมื่อท่านถอดกายไปแล้ว ผลบุญก็เปลี่ยนจากทรัพย์หยาบเป็นทรัพย์ละเอียด ซึ่งบุญนี้จะแปรเปลี่ยนเป็นทรัพย์หยาบอีกครั้งเมื่อท่านกลับลงมาเกิดบุญจะแปรทรัพย์กลับไปกลับมาอย่างนี้ตลอด

       การสร้างบารมีในโลกนี้เป็นการ “ชิงช่วง” กับ “ช่วงชิง” กันอยู่ตลอดเวลา หมายความว่าใจของเราจะมีกุศลหรืออกุศลเข้ามาทีละอย่างสองสิ่งนี้จะไม่เข้ามาพร้อมกัน ถ้ากุศลเข้ามาอยู่ในใจเรา ใจก็จะมีสภาพเป็นกุศลเราจะคิดดีพูดดีและทําดีนํามาซึ่งความสุขความสําเร็จในชีวิต แต่ถ้าหากบาปอกุศลเข้าไปบังคับบัญชาให้คิดไม่ดีพูดไม่ดีทําไม่ดีก็จะมีวิบาก คือความทุกข์ทรมาน มีอุปสรรคของชีวิต เพราะฉะนั้น สองสิ่งนี้จะมีการชิงช่วงหรือช่วงชิงกันอยู่ตลอดเวลา ผลัดกันเข้าออกใจของเรา คุณยายแนะนําสั่งสอนและชักชวนพวกเราให้มาสร้างบุญบารมีโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ แต่สิ่งที่ทุกคนจะได้แน่นอนก็คือบุญใหญ่ที่จะติดตามตัวไปภพชาติเบื้องหน้าเพราะการสร้างบุญอย่างสม่ําเสมอจะทําให้บาปอกุศลไม่ได้ช่องเข้ามาครอบครองใจเรา

      การที่คุณยายมุ่งมั่นในการสั่งสมบุญและสร้างบารมีอย่างอุกฤษฏ์คือเอาชีวิตเป็นเดิมพันตลอดชีวิตก็เพราะท่านมีมโนปณิธานแน่วแน่อยู่ประการหนึ่งซึ่งหลวงพ่อมักได้ยินท่านพูดอยู่เสมอ ตั้งแต่สมัยอยู่ที่บ้านหลังเล็กคือบ้านกัลยาณมิตรหมายเลขหนึ่งมาจนถึงยุคของบ้านธรรมประสิทธิ์และเมื่อย้ายมาวัดพระธรรมกายแล้ว จนกระทั่งท่านชรามากพูดไม่ไหวนับตั้งแต่วันแรกที่พบท่านจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายคุณยายบอกว่า “ยายทําบุญอะไร ยายปรารถนาอย่างเดียวเท่านั้น คือมุ่งไปปราบมาร ถ้ายังไม่เสร็จใครจะเข้านิพพานก่อนก็เข้าไปเถิด ยายยังไม่เข้ายายจะไปปราบมารให้ถึงที่สุด”

      ตลอดทั่วทั้งภพ 3 นั้น ท่านได้เกิดเป็นสิ่งต่างๆ จนเกือบหมดทุกอย่างแล้ว หลังจากที่ได้เวียนตายเวียนเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ท่านเห็นแล้วว่าวัฏสงสารไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเพราะฉะนั้น ท่านจึงแสวงหาสิ่งที่คงที่ มีแต่ความสุขสามารถเสวยสุขได้ด้วยตัวเอง เป็นสุขที่แท้จริงที่เรียกว่า “เอกันตบรมสุข” สุขล้วนๆ เพียงอย่างเดียวเป็นอิสระจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารและสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นทั้งผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ผู้มีฤทธิ์มีเดช มีอานุภาพ เป็นสภาวะของพระนิพพาน สมดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “นิพฺพานํ ปรมํวทนฺติพุทฺธา พระนิพพานนั้นเป็นเยี่ยม”

     เราทุกคนล้วนเกิดมาสร้างบารมีเหมือนอย่างคุณยาย หากเราอยากจะติดตามไปอยู่กับท่าน เราก็มีมาตรฐานในการวัดแล้วว่าเราทําอย่างท่านหรือยังในเมื่อท่านทําอย่างนี้แล้วเราควรจะทําอย่างไร อันที่จริงแล้วคุณยายมีปกติพูดแต่เรื่องจริง ท่านไม่พูดยกตัวหรือถ่อมตัว ท่านอยู่ตรงกลางคือพูดไปตามความเป็นจริงเท่านั้น ทําได้อย่างไรท่านก็พูดอย่างนั้นอะไรที่ยังทําไม่ได้ท่านก็ไม่พูด สิ่งที่ท่านพูดก็คือ “ยายเพิ่งทําบุญไปได้นิดเดียว แก่แล้ว ชราภาพแล้ว”หลวงพ่อจึงต้องหมั่นตอกย้ําให้ลูกหลานคุณยายทุกคนได้ตระหนักว่า นักสร้างบารมีที่เกิดมาเพื่อสร้างบารมีนั้นต้องทํากันอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันอย่างนี้

       คุณยายบอกหลวงพ่อเสมอว่า “เดี๋ยวก็วันเดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็จะหมดเวลาแล้ว ชาตินี้ยายกลัวจะได้บุญน้อย ยายจึงต้องสร้างบุญติดตัวไปให้เยอะๆ เพราะถ้ามีบุญน้อยบาปก็จะได้ช่อง แต่ถ้ามีบุญมากมีความบริสุทธิ์กายวาจา ใจมากๆ เราก็จะเป็นผู้ชนะ”

    การสร้างบารมีของคุณยายก็คือการทํางานและการพักผ่อนที่ดีที่สุดของท่านก็คือการสร้างบารมีเช่นกัน สรุปแล้วเราต้องสร้างบารมีไปตลอด ไม่ว่าจะมีชีวิตเป็นมนุษย์หรือมีชีวิตใหม่หลังจากตายแล้ว แม้ไปเกิดเป็นเทพบุตรหรือเทพธิดาอยู่ในวงบุญพิเศษเขตบรมโพธิสัตว์ของสวรรค์ชั้นดุสิตที่ซึ่งคุณยายพักรออยู่เราก็ต้องไปสร้างบารมีกันต่อด้วยรูปกายใหม่