เกินกว่าจะพรรณนา

วันที่ 10 มค. พ.ศ.2562

เกินกว่าจะพรรณนา

        คุณยายเป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายแต่ท่านมีมโนปณิธานอันสูงส่ง ชีวิตของท่านงดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย เมื่อออกจากบ้านมาแล้ว ท่านก็แสวงหาทางบรรลุธรรม จนกระทั่งท่านเข้าถึงพระธรรมกาย เมื่อเข้าถึงแล้วท่านก็สร้างบารมีตลอดมาจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

       คุณยายพูดอย่างไรก็ทําอย่างนั้น การถ่ายทอดธรรมะขั้นลึกซึ้งของท่านนั้นเป็นสิ่งที่น่าศึกษามากนับตั้งแต่การหยุดนิ่งเรื่อยไป จนกระทั่งเข้าสู่การปราบมาร ท่านบอกว่าตลอดชีวิตที่ท่านได้อยู่กับพระเดชพระคุณหลวงปู่และหมู่คณะนักทําวิชชาในโรงงานทําวิชชา ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลวงปู่ได้เมตตาถ่ายทอดความรู้ภายในเป็นเวลาหลายสิบปีอย่างไม่ซ้ำกันเลย ไม่น่าเชื่อว่าท่านจะสามารถนําความรู้มาจากไหนมากขนาดนี้ปกติแล้วสถาบันการศึกษาทั่วๆ ไป เมื่อสอนจนจบหลักสูตรแล้ว ก็ย้อนกลับมาทวนกันใหม่ ยังไม่ค่อยมีองค์ความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้น แต่หลวงปู่ท่านสอนไม่ซ้ําวิชชา เพราะพญามารเองก็ทําไม่ซ้ำวิชชา ถ้าเราทวนความรู้แบบทางโลกก็จะปราบมารไม่ได้พระผู้ปราบมารจึงต้องสอนไม่ซ้ําวิชชา

          ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อยืนอยู่หน้าบ้านธรรมประสิทธิ์ภายในบริเวณวัดปากน้ํา มองเห็นอาคารโรงเรียนปริยัติธรรม ซึ่งเป็นตึกสามชั้น อยู่ๆ คุณยายก็รําพึงขึ้นมาพร้อมกับชี้ไปที่อาคารนั้นว่า “ถ้าจะเอาความรู้ที่ยายเรียนจากหลวงพ่อวัดปากน้ํามาเขียนเป็นตํารา รวมเป็นเล่มแล้ว ตึกสามชั้นนี่ก็ไม่พอใส่”แล้วคุณยายก็สรุปด้วยว่า “ไม่รู้จะปริยายยังไง” หมายความว่าการที่ท่านได้รับรู้รับทราบเรื่องราวความเป็นจริงของสรรพชีวิตและสรรพสิ่งไปจนถึงจุดหนึ่งซึ่งเป็นที่สุดแล้ว ท่านก็พบว่าเป็นการยากที่จะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจตามได้เหมือนกับมีเด็กที่เพิ่งหัดพูดได้มาถามผู้ใหญ่ว่า “ลุงขานิพพานคืออะไรทํายังไง ไปยังไง” ผู้ใหญ่ก็คงจะได้แต่นิ่งอึ้ง เพราะผู้ถามยังไม่พร้อมที่จะรับฟังคําตอบเลย ดังนั้นเวลามีคนมาถามเรื่องภายในกับยาย ท่านมักจะบอกว่า “คุณไปทําให้หยุดซะก่อน ทําให้เห็นซะก่อน แล้วยายจะสอนให้” เพราะคําว่า “ไม่รู้จะปริยายยังไง” นั้นหมายถึงมากมายมหาศาลเกินกว่าจะพรรณนาได้เพราะในเมื่อพญามารประกอบวิชชาขึ้นมาอย่างไม่ซ้ําวิชชาเพื่อเบียดเบียนสรรพสัตว์และสรรพสิ่งตลอดหมดทั้งนิพพาน ภพสาม โลกันตร์พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็จําเป็นต้องถ่ายทอดไม่ซ้ําวิชชาเพื่อแก้ไขสิ่งเหล่านี้