ผีน้อยน่ารัก

วันที่ 23 สค. พ.ศ.2562

ผีน้อยน่ารัก

            ผีที่ข้าพเจ้าเห็นครั้งนี้ พวกเขาเป็นผีตัวเล็กๆสูงประมาณศอกเดียว สวยงามน่ารักมาก ที่เป็นผู้ชายก็นุ่งโจงกระเบนใส่เสื้อคอกลม  มีผ้าสี สวยๆ พาดบ่า ถ้าเป็นผู้หญิงก็นุ่งโจงกระเบนใส่เสื้อแขนกระบอก  มี สไบสวยๆ ห่ม
 

            คืนที่ข้าพเจ้าได้เห็นพวกเขาเหล่านี้ เป็นคืนที่คุณปู่ของข้าพเจ้าถึงแก่กรรม ตอนเย็นผู้คนมารดน้ำศพ พอตกกลางคืนพระภิกษุสงฆ์ก็มาสวดพระอภิธรรม ข้าพเจ้านั่งอยู่กับแม่ซึ่งขณะนั้นแม่หยุดร้องไห้แล้ว แต่คนอื่นๆ อีกหลายคนยังร้องกันไม่ยอมเลิก

 

ข้าพเจ้าไม่ชอบเลย แม้ตัวเองจะมีอายุไม่ถึง ๘ ขวบ ก็รู้ว่าบางคนแกล้งร้องเพื่อให้ผู้คนที่มาในงาน สนใจและเข้าใจว่าตัวเขานี้รักใคร่คุณปู่ของข้าพเจ้ามาก ที่ข้าพเจ้ารู้เพราะว่าข้าพเจ้าเคยไปอยู่กับคุณปู่คุณย่าครั้งละหลายๆ วัน เคยได้ยินคนที่ร้องไห้โฮๆ นี้ตำหนิติเตียนคุณปู่ลับหลังชนิดสาดเสียเทเสีย เรื่องใหญ่
 

คือหาว่าคุณปู่ลำเอียง รักแม่ของข้าพเจ้ามากกว่าใครๆ ข้าพเจ้าจึงดูออกว่าเป็นการกระทำที่ไม่จริงใจ รู้สึกรำคาญพาลให้นึกไปว่า  "เรื่องความตายนี่ใครๆ ก็รู้ว่าต้องตายทุกคน ไม่มีใครหนีพ้น  แล้วทำไมต้องเสียใจ เพราะยังไงๆ ก็แก้ไขไม่ได้ คนใหญ่พวกนี้ทำไมโง่กันนักนะ"
 

ทั้งที่คุณปู่รักข้าพเจ้ามากกว่าหลานคนอื่นๆ ถึงกับออกปากสั่งคุณย่าว่าให้ยกสมบัติครึ่งหนึ่งของท่านให้ข้าพเจ้าแทนให้บิดาข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าก็รักท่าน ท่านชอบอุ้มข้าพเจ้าไปเที่ยวเล่นที่โน่นที่นี่มาตั้งแต่เล็ก
จนโต เมื่อเวลาที่ข้าพเจ้าไปพักอยู่ด้วย แต่คนเราถึงเวลาก็ต้องตาย ไม่มีใครยับยั้งไว้ได้ ตายแล้วก็แล้วกัน จะร้องไห้ทำไม คนตายน่าจะเหมือนคนเดินทางไปอยู่บ้านอื่น น่าจะอวยชัยให้พร จะได้จากกันด้วยความสุขใจ
มาร้องไห้กันลั่นบ้านอย่างนี้ คนเดินทางก็ใจเสียแย่

 

ข้าพเจ้าคิดดังนี้แล้วก็เบื่อผู้คนบนบ้าน เมื่อไม่รู้จะหนีไปเล่นที่ใดเพราะค่ำมืดแล้ว เลยตั้งใจจะรีบนอนให้หลับเสีย จะได้ไม่ต้องได้ยินเสียงคร่ำครวญ ตรงที่เคยนอนก็กลายเป็นที่นั่งของพระสงฆ์เสียแล้ว ท่านกำลังสวดอยู่ คนร้องไห้ก็ร้องแข่งกันไป ข้าพเจ้าฟังพระสวดไม่รู้เรื่อง หันไปหันมาไม่รู้จะทำอย่างไร  เลยนอนเอาหัวพาดตักแม่ พยายามข่มตาลงจะให้หลับก็ไม่หลับ จึงนอนลืมตามองตรงไปเบื้องหน้า ทำอาการเหมือนคนเหม่อ

 

คือ  ข้าพเจ้ามีความสามารถอย่างหนึ่งติดตัวมา เวลาที่ไม่ต้องการได้เห็นได้ยินอะไร แม้ลืมตาอยู่ ข้าพเจ้าก็จะทำเหมือนคนเหม่อ ไม่รับรู้อะไรทั้งตาทั้งหู  ข้าพเจ้าทำได้บ่อยๆ ตั้งแต่เด็ก ข้าพเจ้าจึงลืมตานิ่งๆ ใจหยุดจากความรู้สึกนึกคิดทุกอย่าง เสียงพระสวดค่อยเบาลงจนได้ยินเสียงแว่วๆ  เสียงสะอึกสะอื้นร้องไห้ดังๆ ไม่ได้ยิน
 

ทันใดนั้นข้าพเจ้าเห็นคนตัวเล็กๆ ขึ้นมาบนบ้านคนแล้วคนเล่า  แต่งตัวกันสวยๆ งามๆ ผ้าของเขามีสีนุ่มนวล มองแล้วใจ สบาย สวยกว่าเสื้อผ้าที่พวกเราใช้กันอยู่ เมื่อข้าพเจ้าเห็นพวกเขา ตอนแรกก็มองดู อย่างเพลิดเพลินเพราะ สวยดี ถ้าพวกเขาตัวโตเท่าคนธรรมดา ข้าพเจ้า คงไม่คิดสะดุดใจอะไร แต่เมื่อฉุกใจคิดว่า

"คนอะไรกันนี่ตัวเล็กนิดเดียวยังกับตุ๊กตา นี่ต้องไม่ใช่คนเสียแล้ว  แล้วเป็นพวกไหนกันล่ะ"
ชอบมองก็ชอบมอง สงสัยก็ สงสัย ผลที่สุดความ สงสัยก็มีอำนาจเหนือกว่า จึงสะกิดถามแม่ ชี้มือให้แม่ดู แม่มองตามอย่างหวาดๆ

 

พอฟังข้าพเจ้าเล่าจบ แม่ก็วางศีรษะข้าพเจ้าลงบนหมอน ลุกขึ้นไปกระซิบกระซาบกับคุณย่าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วคุณย่าก็ลุกเข้าไปในครัวสักครู่ แม่ก็มาจูงข้าพเจ้าไปหาย่าที่นอกชานบ้าน ให้ข้าพเจ้านั่งลงเหยียดเท้า
ทั้งสองไปข้างหน้า ทันทีนั้นย่าก็นำข้าวสารใส่ชามมาหนึ่งชาม สวดภาวนาเสกคาถาพึมพำๆ แล้วใช้มือกำเมล็ดข้าวทีละกำมือสาดใส่ ข้าพเจ้ากำแล้วกำเล่า ทำเอาเจ็บแขนเจ็บขา เจ็บตามเนื้อตามตัวที่อยู่ นอกเสื้อผ้าไปหมด ยังดีที่ไม่ถูกตีด้วยหวายเสก (แล้วอย่างนี้ข้าพเจ้าพบอะไรต่อมิอะไรจะบอกผู้ใหญ่ได้อย่างไร)


ในความรู้สึกตอนนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าพวกผู้ใหญ่นี่ทำอะไรไม่ใคร่มีเหตุผลเลย ผีที่มาในงานเป็นผี สวยๆ ทั้งนั้น ไม่ได้มาแลบลิ้นปลิ้นตาอะไร ทำไมต้องเกลียดชังพวกเขา ใช้วิธีการขับไล่ประหลาดๆ เสียดายข้าวสาร
แต่ก็ไม่ได้คิดโต้เถียงอะไร

 

เมื่อมาถึงเวลานี้ ข้าพเจ้าย้อนกลับไปทบทวนดูสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นคงจะเป็นพวกภุมมเทวดา ซึ่งเป็นเทวดาชนิดหนึ่งในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง พวกเขาขึ้นมาฟังพระสวดมนต์  ขณะเดียวกันก็เนรมิตตัวให้ข้าพเจ้าได้เห็น แต่จะให้เห็นเป็นตัวโตเท่าคนจริงๆ ข้าพเจ้าก็จะไม่ฉุกใจคิด คงเข้าใจว่าเป็นคนธรรมดา ทำให้เห็นเป็นตัวเล็กๆ ย่อมรู้ได้ว่าไม่ใช่คน
 

ภุมมเทวดาเป็นเทวดาชั้นต่ำ อยู่กันตามพื้นดิน บางทีก็อยู่ตามศาลพระภูมิ ในสมัยมีชีวิตเป็นมนุษย์มักรักษาศีล ไม่ทำความชั่ว แต่มิใคร่ได้ทำทานสมบัติทิพย์จึงมีน้อยกว่าเทวดาประเภทอื่น ภุมมเทวดาที่ไม่เคยทำบุญด้วยการสร้างที่อยู่อาศัยก็มักไม่มีที่อยู่ อยู่กันตามพื้นดิน จอมปลวกเป็นต้น เทวดาเหล่านี้ไม่รังเกียจมนุษย์ทั่วไป
 

สำหรับคุณย่าของข้าพเจ้า เทวดาพวกนี้คงจะไม่รังเกียจ เพราะย่าถือศีลห้าอยู่เสมอ จึงมักมีการส่งข่าวให้ย่าทราบเรื่องต่างๆ อยู่หลายครั้ง  เท่าที่ข้าพเจ้าอยู่ในเหตุการณ์ด้วย มีครั้งหนึ่งข้าพเจ้าไปพักที่บ้านคุณย่า
หลายคืน กลางวันวันหนึ่งข้าพเจ้ากับลูกคนหนึ่งของอาพากันไปวิ่งเล่นในดงไม้หลังบ้านซึ่งเป็นที่ดินของคุณย่าสิ่งที่เด็กๆ ชอบเล่นกันมาก คือเล่นปิดแอบ เราก็วิ่งไล่กัน สนุก สนานจนเย็น จึงอาบน้ำรับประทานข้าว
ปรากฏว่ายังไม่ทันรับประทานอาหารเย็น ลูกของอาก็ตัวร้อนจัดขึ้นมาโดยกะทันหัน

 

คุณย่านำเอาน้ำมนต์ที่เก็บไว้ในบ้านมาเช็ดหน้าตาของหลาน ขณะนั้นเด็กก็เพ้อขึ้นแต่เสียงเป็นเสียงชายชรา บอกว่าที่เด็กไม่สบายเป็นเพราะเขาซึ่งเป็นเทวดาที่ศาลพระภูมิลงโทษ เมื่อกลางวันเด็กคนนี้ทำอาการลบหลู่ คือขณะที่เล่นปิดแอบ วิ่งหนีผ่านไปทางศาลพระภูมิ ก็เอามือเหนี่ยวเสาศาลเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เทวดาบนศาลกลัวศาลจะล้มจึงมาสั่งสอน
 

คุณย่าจึงได้จุดธูปเทียนมาขอขมาลาโทษแทน มีการติดสินบนถวายส้มสูกลูกไม้ นำไปเซ่นไหว้ในวันรุ่งขึ้น ตรงนี้ใคร่ขอคุยกับท่านผู้อ่าน  สักเล็กน้อย หากท่านพบว่าผู้อยู่ในศาลพระภูมิเข้าสิงร่างใคร ขอให้เอาสิ่งของใดๆ เซ่นไหว้ตน ให้สังเกตของที่เอ่ยปากขอ ถ้าเป็นของ สดคาว  เนื้อสัตว์สุรา แสดงว่าศาลพระภูมิหลังนั้นมิใช่เทวดาอยู่อาศัย แต่เป็นเปรตหรืออสุรกายอยู่แทน ถ้าเป็นส้มสูกลูกไม้ มะพร้าวอ่อน ขนมนมเนย
เหล่านี้มักเป็นเทวดาจริงๆ

 

จากหนังสือ จากความทรงจำ1

อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล