เรื่องโบสถ์พระไตรปิฎก(กำเนิดโลกเเละมนุษย์ต้นกัป)

วันที่ 19 พย. พ.ศ.2562

เรื่องโบสถ์พระไตรปิฎก(กำเนิดโลกเเละมนุษย์ต้นกัป)

          ยุคสมัยหนึ่ง มีเหตุการณ์ที่โลกมนุษย์เคยถูกทำลายด้วย ด้วยบางสิ่งที่มีอานุภาพร้ายเเรงอันตรายชนิดนี้ได้บังเกิดขึ้นมา ก็เพราะกิเลสของมนุษย์ที่ทำให้โลกในยุคนั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้ายมากกว่าความดี เมื่อความดีค่อยๆสูญหายไปจากโลก เหลือเเต่ความชั่วเป็นส่วนใหญ่ ในที่สุดโลกจึงเดินไปสู่จุดจบที่น่าสะพรึงกลัว

 

           ภูผาเเละพ่อของเขา ได้สัมผัสกับเรื่องราวมหัศจรรย์ในคัมภีร์ "อัคคัญญสูตร" บันทึกเรื่องจริงจากพระไตรปิฎก ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเล่าถึง ต้นกำเนิดของโลก ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เเละการเกิดขึ้นของมนุษย์คนเเรกของโลก ที่เราเรียกว่ามนุษย์ต้นกัปนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร

 

           ภูผา จึงเฟ้นหาคำตอบจากพระอาจารย์ที่วัดเเห่งนึง เพื่อที่จะรู้คำตอบว่า หากมนุษย์ยังมีกิเลสหนาปัญญาหยาบ โลกจะดำเนินไปสู่จุดจบเช่นไร

 

            เรื่องราวของโบสถ์พระไตรปิฎก จึงได้ถูกกล่าวถึงเพื่อเป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้ภูผาเเละพ่อของเขาได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างพระอุโบสถ เพื่อเป็นสถานที่สำหรับสร้างศาสนทายาทที่จะมาสืบทอดอายุของพระพุทธศาสนา ให้ดำรงอยู่คู่โลกสืบไป.

 

... เนื้อหาในเรื่องกำเนิดโลกนี้ หากมีท่านใดท่านหนึ่งอาจจะคัดค้านไม่เห็นด้วยก็คงไม่ใช่เรื่อง
แปลก เพราะเป็นทรรศนะในพระพุทธศาสนาซึ่งไม่ปรารถนาจะให้ผู้อ่านเชื่อในทันทีเมื่อมาศึกษา แต่จะ
เป็นการดีถ้าได้พิสูจน์อย่างถูกวิธีและเห็นตามความเป็นจริงที่ปรากฏด้วยตัวของท่านเอง

 

         การกำเนิดขึ้นของจักรวาล โลก และ สรรพสิ่ง เริ่มจากแต่เดิมนั้นก่อนที่สรรพสิ่งจะเกิดขึ้น ในท้องจักรวาลไม่มีสิ่งใดๆ เลย มีเพียงอากาศที่เวิ้งว้างว่างเปล่า โล่งเตียนตลอด ด้วยเหตุที่ความว่างเปล่านี้เกิดจากการที่จักรวาลเสื่อมและถูกทำลายลงด้วย ไฟ น้ำ และลม 

 

         เนื่องจากจักรวาลและโลกนั้นกำเนิดขึ้น และถูกทำลายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ยังจะต้องถูกทำลายเเละเกิดขึ้นอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยที่ไม่สามารถจะระบุได้ว่า จุดเริ่มต้นเเละจุดสิ้นสุดของการเริ่มต้นเเละสิ้นสุดนี้คือเมื่อใด

 

          หลังจากที่จักรวาลว่างเปล่าปราศจากสิ่งใดๆ เป็นเวลายาวนาน (นานจนไม่สามารถระบุระยะเวลาได้) ต่อมามีฝนตกลงมาในท้องจักรวาลที่มีเพียงอากาศนั้น น้ำฝนที่ตกลงมาในระยะเเรก เป็นฝนที่มีขนาดเล็กมาก จากนั้นจึงมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งขนาดเท่ากับลำของต้นตาล เนื่องจากฝนที่ตกขึ้นนี้ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำฝนจึงเพิ่มระดับสูงขึ้น จนกระทั่งท่วมเต็มทั่วทั้งท้องจักรวาล

 

          การที่ฝนทรงตัวอยู่ได้นี้ เป็นเพราะมีลมมารองรับไว้เหมือนภาชนะ จึงทำให้น้ำไม่รั่วไหลกระจัดกระจาย เเต่จะรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน ด้วยคุณสมบัติของลมทำให้น้ำค่อยๆงวดยุบหดลดลงจากเบื้องบนระดับน้ำจึงลดระดับลงเรื่อยๆ เมื่อระดับน้ำลดลง ทำให้ที่ตั้งของภพต่างๆปรากฎขึ้น เริ่มตั้งเเต่พรหมชั้นต่างๆเรื่อยลงมาจากชั้นบนสู่ชั้นล่าง จนถึงสวรรค์ชั้นที่ 1

 

           เมื่อระดับน้ำลดลงมาถึงระดับพื้นดิน ระดับน้ำเริ่มคงที่ไม่ลดลงไปอีก เมื่อน้ำนิ่งจึงเกิดการรวมตัวกันเป็นตะกอนลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ซึ่งตะกอนนี้เกิดจากการรวมตัวของธาตุหยาบ (การเกิดขึ้นของภพพรหมเเละสวรรค์ เป็นการรวมตัวของธาตุละเอียด ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตามนุษย์) ตะกอนที่รวมตัวเเละลอยอยู่เหนือน้ำ คล้ายกับการลอยของใบบัวที่อยู่เหนือน้ำคือลอยอยู่ได้โดยไม่จม มีสีเหลือง รสหวาน เเละมีกลิ่นหอม (เรียกว่า ง้วนดิน) ซึ่งต่อมาคือเเผ่นดินที่รองรับสิ่งต่างๆ ตะกอนที่เกิดขึ้นมาก่อนเรียกว่า ศีรษะเเผ่นดิน ถือว่าเป็นประธานของโลกมนุษย์

 

           หลังจากเเผ่นดินเกิดขึ้นเเล้ว ก็มีต้นไม้เกิดขึ้น ต้นไม้ที่เกิดขึ้นเป็นชนิดเเรกคือ ต้นบัว โดยเป็นบัวที่มีลักษณะเป็นไม้ยืนต้น เเละขึ้นบนเเผ่นดิน ต่างจากบัวในปัจจุบันที่เป็นไม้ล้มลุกเเละขึ้นเฉพาะในน้ำ บัวที่เกิดขึ้นนี้จะปรากฎขึ้นทุกครั้งที่โลกกำเนิดขึ้นหลังจากที่ถูกทำลายไป  ในการเกิดขึ้นของดอกบัวนี้ในเเต่ละครั้งจะออกดอกไม่เท่ากัน บางครั้งไม่มีดอก การออกดอกจะมีตั้งเเต่ 1 ดอกจนถึง 5 ดอก เเต่จะไม่มากไปกว่านั้น จำนวนของดอกบัวที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นสิ่งที่บอกว่า จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบังเกิดหรือไม่บังเกิดขึ้น หรือว่าบังเกิดขึ้นกี่พระองค์ในกัปนั้น (อย่างเช่นในกัปของเรา มีดอกบัวปรากฎเมื่อครั้งกำเนิดโลก 5 ดอก หมายความว่า จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น 5 พระองค์) บัวนี้จึงมีชื่อว่า บัวพยากรณ์

 

           หลังจากที่เเผ่นดินเกิดขึ้นเเล้ว มีพรหมพวกหนึ่งจุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นพรหมที่หมดบุญหรือสิ้นอายุจากชั้นอาภัสสราพรหม (พรหมชั้นทุติยฌาน) การเกิดมาเป็นมนุษย์ในยุคเเรกนี้ เป็นการเกิดเองโดยไม่ต้องอาศัยพ่อเเม่ เกิดเเล้วก็โตเต็มวัยทันที การเกิดชนิดนี้เรียกว่า เกิดเเบบโอปปาติกะ

 

         มนุษย์ที่จุติมาชั้นอาภัสสราพรหมนี้ จะมีรูปร่างเเละลักษณะเหมือนขณะที่ยังเป็นพรหม คือจะไม่มีเพศ ร่างกายมีเเสงสว่างเรืองรอง มีรัศมีสว่าง เหาะไปมาในอากาศได้ เเละมีปิติเป็นอาหาร ไม่ต้องกินสิ่งอื่นที่อยู่ภายนอกร่างกายเข้าไป

 

         โลกในช่วงที่พรหมลงมาเกิดเป็นมนุษย์นี้ มีสัณฐานแบนและมีจุดเชื่อมต่อกับสวรรค์ (สวรรค์ชั้น
จาตุมหาราชิกา) โลกกับสวรรค์สามารถไปมาหาสู่กันได้ แต่ต่อมาจึงค่อยๆ เปลี่ยนรูปทรงและเคลื่อนตัว
ห่างออกจากสวรรค์ไปตามบาปอกุศลที่มนุษย์สร้าง ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ จากโลกที่แต่เดิมมี
สัณฐานแบน ก็เริ่มฟูขึ้น เมื่อฟูจนได้ระดับหนึ่ง จะหดตัวเข้าเป็นทรงรี แล้วจึงกลายเป็นทรงกลมในที่สุด
ซึ่งแต่ละช่วงที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงนี้ใช้เวลานานมาก ยุคที่โลกกลมนี้เป็นยุคที่มนุษย์มีอายุต่ำกว่า
1 แสนปี

 

         มนุษย์ที่เกิดมามีชีวิตอยู่เช่นนั้นเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งมีมนุษย์คนหนึ่ง (มนุษย์ที่ลงมาเกิดในยุคนั้นเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่คนเดียวหรือ 2 คน) เห็นดินที่มีสีสันสวยงาม มีกลิ่นหอม เห็นเเล้วก็อยากจะหยิบขึ้นมาลองลิ้ม จึงหยิบใส่ปากเพื่อลิ้มรส เพียงเเค่ดินนั้น(ง้วนดิน) สัมผัสเพียงปลายลิ้น รสดินก็เเผ่ซาบซ่านไปทั่วร่างกาย มีรสเป็นที่ถูกใจของมนุษย์ผู้นั้น จึงหยิบมาบริโภคอีก มนุษย์อื่นเห็นเช่นนั้นจึงพากันเอาอย่างบ้าง เเละเนื่องจากง้วนดินที่บริโภคเข้าไปนั้นเป็นอาหารหยาบ จึงทำให้รัศมีกายเเละเเสงในตัวของมนุษย์หายไป ความมืดจึงบังเกิดขึ้น มนุษย์ทั้งหลายเมื่อถูกความมืดปกคลุมจึงพากันตกใจ

 

           เมื่อความมืดบังเกิดขึ้นอยู่นั้นเองสุริยเทพบุตรพร้อมด้วยดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยก็บังเกิดขึ้น
ทำให้มีแสงสว่างเกิดขึ้นมาขับไล่ความมืด จากนั้นดวงจันทร์และดวงดาวต่างๆ ก็เกิดขึ้น ทำให้มีกลางวัน
กลางคืน วัน เดือน ปี ฤดูกาลต่างๆ ปรากฏขึ้น ซึ่งแต่ละขั้นตอนใช้ระยะเวลาที่ยาวนานมาก


        เนื่องจากอำนาจของอาหารหยาบที่มนุษย์บริโภคเข้าไป ทำให้รัศมีกายและความสว่างหายไปแล้ว
ยังส่งผลให้มนุษย์มีผิวพรรณที่เศร้าหมองไม่ผ่องใสสวยงามเหมือนดังเดิม แต่ความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นใน
มนุษย์แต่ละคนมีไม่เท่ากัน บางคนเศร้าหมองน้อย บางคนเศร้าหมองมาก ขึ้นอยู่กับกรรมเก่าที่เคยทำมา
ในชาติต่างๆ และกิเลส ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เมื่อมีความแตกต่างเกิดขึ้น ทำให้มนุษย์มีความยึดมั่นและ
ถือตัวเกิดขึ้น ทำให้ร่างกายที่เคยเหาะได้หยาบลง จึงเหาะไม่ได้อีกต่อไป


      และจากบาปกรรมที่เกิดขึ้นนี้สิ่งต่างๆ จึงแปรเปลี่ยนไป ง้วนดินที่เคยมีรสอร่อยได้หายไป
กลายเป็นกะบิดิน แต่ยังคงมีรสอร่อย และกลิ่นหอม บริโภคได้เหมือนเดิม ยิ่งมนุษย์ถูกกิเลสครอบงำเท่าไร
ความประณีตของอาหารก็น้อยลงทุกที จากกระบิดิน กลายเป็นเครือดิน และต่อมาได้กลายเป็นข้าวสาลี


       ข้าวสาลีในยุคนั้นต่างจากข้าวสาลีในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นข้าวที่มีเปลือกบางคล้ายๆเปลือกของแตงกวา จึงกินได้ทั้งเปลือก มีสีเหลืองอมขาว รู้สึกนุ่มเมื่อเคี้ยว มีกลิ่นหอม มีคุณค่าทางอาหารครบและมีความอร่อยอยู่ในตัว เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วจะสามารถดับความหิวกระหาย ความเหน็ดเหนื่อยได้  ขนาดของเมล็ดประมาณ 1 ศอกของมนุษย์ในยุคนั้น (ศอกที่กำมือแล้ว) 1 เมล็ดสามารถบริโภคได้ 3-5 คน  เมื่อจะบริโภคก็นำมาวางไว้บนแผ่นหินชนิดหนึ่ง ข้าวจะสุกเอง


       เนื่องจากมนุษย์ยุคนั้นมีร่างกายที่ใหญ่กว่ายุคปัจจุบันมาก ข้าวสาลีจึงมีลำต้นสูงใหญ่มาก  โดยสูงประมาณเท่าต้นยางนา (ยางนาสูงโดยเฉลี่ย 40 - 45 เมตร) และสูงกว่ามนุษย์ในยุคนั้น ปกติรวงข้าวจะตั้งตรง แต่ครั้นเมื่อรวงข้าวสุกก็จะโน้มลงมาจนมนุษย์สามารถเก็บได้ เมื่อเก็บแล้วก็จะงอกออกมาใหม่ และขึ้นได้ทั่วไป


       เพราะเหตุที่คุณภาพของอาหารที่มนุษย์บริโภคเข้าไป มีลักษณะหยาบขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เป็นเพราะกิเลส
ที่เพิ่มมากขึ้นของมนุษย์ ทำให้อาหารที่มนุษย์บริโภคเข้าไปนั้นไม่สามารถถูกดูดซึมได้ดังเดิมเกิดมีกากอาหารขึ้น  เสมือนเป็นของส่วนเกินของร่างกาย ร่างกายของมนุษย์จึงปรากฏช่องทางขับถ่าย คือ ทวารหนักและทวารเบา


       แต่เนื่องจากกรรมที่เคยประพฤติผิดศีลข้อกาเมฯของชาติในอดีตส่งผลทำให้มนุษย์ มีอวัยวะเพศต่างกัน
บางคนเพศหญิงปรากฏ บางคนเพศชายปรากฏ  เมื่ออวัยวะเพศปรากฏ และด้วยเหตุว่า มีเพศต่างกันเป็นเพศหญิงเพศชาย ทำให้มนุษย์เพ่งเล็งกันและกัน มีความปรารถนาในกาม มีความสนใจในเพศตรงข้าม จึงต่างเข้าหากันและเสพเมถุนธรรมต่อกัน


       เนื่องจากการเสพเมถุนธรรมนี้เป็นสิ่งแปลกใหม่ ทำให้มนุษย์ส่วนมากเห็นการที่หญิงชายเสพกาม
กันนั้นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ จึงพากันห้ามปราม จับแยก รวมทั้งติเตียน ด่าว่า จนกระทั่งพากันขับไล่ โดยใน
พระสูตรได้พรรณนาถึงอาการขับไล่ไว้ว่า

"สัตว์เหล่าใดเห็นสัตว์เหล่าอื่นกำลังเสพเมถุนกัน ก็โปรยฝุ่นลงบ้าง โปรยขี้เถ้าลงบ้าง โปรยโคมัย
ลงบ้าง ด้วยกล่าวว่า คนถ่อย เจ้าจงฉิบหาย คนถ่อย เจ้าจงฉิบหายดังนี้ แล้วกล่าวว่า ก็สัตว์จักกระทำกรรม
อย่างนี้แก่สัตว์อย่างไร.." 


       เมื่อชายหญิงเหล่านั้นเสพเมถุนธรรม จึงถูกรังเกียจและขับไล่ ได้เสาะแสวงหาและสร้างที่มุงบังเพื่อ
ปกปิดในเวลาเสพเมถุนธรรม ทำให้มีการสร้างบ้านเรือนตามมา เมื่อมนุษย์ต่างก็ซ่องเสพกามกัน ทำให้
การเกิดแบบชลาพุชะ คือ การเกิดในมดลูก มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ซึ่งถือได้ว่ามนุษย์ได้เริ่มเกิดจากครรภ์
ตั้งแต่ครั้งนั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีการเกิดแบบโอปปาติกะในหมู่มนุษย์อีก


       เมื่อมนุษย์สร้างบ้านเรือน มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง จึงเกียจคร้านในการออกไปแสวงหา
ข้าวสาลีบ่อยๆ เกิดความโลภขึ้น เมื่อออกไปเก็บข้าวสาลีก็นำมาทีละมากๆ นำมาสะสมไว้ ยิ่งความโลภ
มากเท่าไรความประณีตของอาหารก็ยิ่งน้อยลง ข้าวสาลีจึงเริ่มเสื่อมคุณภาพลงไปเรื่อยๆ ลำต้นมีขนาดเล็กลง
ปรากฏมีเปลือกขึ้น และเมื่อเก็บไปแล้วก็ไม่งอกออกมาอีก ที่เคยขึ้นอยู่ทั่วไป ก็เริ่มลดน้อยร่อยหรอลงไปเรื่อย
และหาได้ยากขึ้น


        จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของพรหมในชั้นอาภัสรา ที่ได้เสื่อมจากอัตภาพเดิมกลายมาเป็น
มนุษย์ในยุคต้นกัป เพราะอาศัยเหตุคือง้วนดิน หากจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง ง้วนดินก็เป็นวัตถุกามชั้นเลิศ ที่

ชักชวนให้พรหมเหล่านั้นหันมาสนใจ เมื่อทดลองลิ้มก็ติดใจ ถูกกิเลสกามคือความอยากที่มีอยู่ในใจแต่เดิม
เข้าครอบงำ อุปมาเปรียบง้วนดินได้กับ "กับดักของนายพราน" ที่คอยดักสัตว์ป่าผู้โง่เขลาให้เข้ามาติดนั่นเอง.

บทความอ้างอิงจาก หนังสือจักรวาลวิทยา GL 101 (DOU)
 

 Total Execution Time: 0.0013821681340535 Mins