
วันหนึ่งเจ้านายได้พาไปวัดสวนดอก ที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้เจอกับเจ้าหญิงดวงเดือน ณ เชียงใหม่ เจ้าหญิงพาอาจารย์ไปอัดรายการวิทยุทหารอากาศสัมภาษณ์อาจารย์ หลังจากนั้นอาจารย์ก็ออกไป ข้างนอกกับเจ้านายก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าคงออกอากาศไปเฉยๆ แต่เหตุการณ์ไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อกลับมา ที่วัดสวนดอกพบว่ามีคนนั่งรถสองแถวมารอพบถึง ๓๐๐ คน อยู่กันเต็มวัดสวนดอก นั่นเป็นการเผยแพร่ ครั้งแรกของอาจารย์ การสอนขององค์กรศาสนาแห่งนี้ จะสอนให้บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ที่ท่านจะสำาเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอสงไขยหน้า คือ พระศรีอริยเมตไตรย์ ที่ทำาการจะมีแท่นบูชา ที่งดงาม มีผ้าปักเป็นภาษาญี่ปุ่น
ผู้เขียนเองได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากคนใกล้ชิดอาจารย์ว่า การสอนของลัทธินี้ใช้เรื่องพระศรีอริยเมตไตรย์ เฉพาะในประเทศไทย เพราะได้เคยเดินทางไปพบกับสมาชิกองค์กรจากชาติอื่น เช่น บราซิล อเมริกา ไม่มีชาติไหนเคยได้ยินเรื่องพระศรีอริยเมตไตรย์ เคยได้ยินแต่แสงทิพย์ของพระเจ้า ที่แท้จริงมีเพียงในไทย เท่านั้นที่ได้กล่าวอ้างถึงพระศรีอริยเมตไตรย์
ในความเห็นของอาจารย์ ลัทธินี้เป็นการสอนสมาธิแบบนอกตัว คือ กราบบูชาพระศรีอริยเมตไตรย์ ขอให้ท่านช่วย และเพ่งจิตอันเป็นสมาธิไปยังผู้เจ็บป่วยไข้ ใช้เวลา ๓๐ นาที - ๒ ชั่วโมง เชื่อว่าการทำเช่นนี้ จะทำให้คนที่เจ็บป่วยไข้ดีขึ้น สมาธิที่ลัทธินี้สอนช่วยแก้ทุกข์ให้ชาวโลกได้ แต่ไม่เป็นไปเพื่อการหลุดพ้น ลัทธินี้มีความเชื่อว่าสามารถช่วยเหลือโลกให้มีความสุข ช่วยให้ไม่มีการทะเลาะวิวาท พ้นทุกข์ พ้นความ เจ็บป่วย ไม่มีความยากจน แต่ในการฝึกก็ไม่มีอาจารย์ในลัทธินี้ท่านใดบอกว่าเป็นการทำสมาธิเลย
อาจารย์เสาวลพทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับองค์กรแห่งนี้และได้รับการชักชวนให้อาจารย์ลาออกจาก งานรับราชการครูที่เคยทำอยู่มาทำางานในองค์กรศาสนาอย่างเต็มตัว ซึ่งอาจารย์ก็เห็นประโยชน์ในตอน นั้น ก็ทำตาม และก็ไม่ผิดหวัง เพราะผลงานการเผยแผ่เชิญชวนคนเข้ามาสู่องค์กรโดดเด่น จนกระทั่งผ่าน ไป ๓ ปี อาจารย์ถูกส่งไปสอบแข่งขันการเผยแผ่ลัทธินี้ที่ญี่ปุ่น เขาลงทุนจ้างล่ามมาติดตามอาจารย์ ทำให้ อาจารย์สะดวกในการทำางาน มีคนสอบ ๙๐ คนจาก ๕ ชาติ อเมริกา บราซิล อาเจนตินา ญี่ปุ่น และ ประเทศไทย ซึ่งไทยเรามีอยู่ ๒ คนเท่านั้น ชาย ๑ หญิง ๑ หลังจากได้นำเสนอผลงานให้ทุกท่านได้รับ ทราบแล้ว ชาวอเมริกันท่านหนึ่งได้ถามคำถามอาจารย์มาว่า
“คุณเสาวลพ คุณประสบความสำาเร็จในการเผยแผ่ลัทธิ คุณทำอย่างไร”
อาจารย์ยังไม่ตอบว่าอาจารย์ทำอย่างไร แต่อาจารย์ถามกลับไปว่า
“ดิฉันขออนุญาตยังไม่เล่าว่าที่ไทยเราทำอะไรบ้าง แต่ขอเชิญแต่ละชาติเล่าวิธีการเผยแผ่ที่ท่านได้
ทำให้ฟังหน่อยได้ไหม ดิฉันจะขอแลกเปลี่ยนกับทุกท่าน ว่ามีอะไรที่ต้องปรับต้องเพิ่มบ้าง”
แต่ละประเทศเล่าให้ฟังว่าเขาทำอย่างไรบ้าง สิ่งที่อาจารย์ได้เห็นตอนนั้น คือ ความไม่สมบูรณ์ของ วิธีการล้วนแล้วแต่มาจาก
“ใจของผู้ทำ” มีท่านหนึ่งกล่าวว่า
“เราติดต่อสมาชิกทางโทรศัพท์” อาจารย์ก็แนะว่า
“การไปหาจะซื้อใจได้ดีกว่าการโทรศัพท์ การไปหากับการโทรศัพท์ท่านคิดว่าอย่างไหนใช้ใจทำ มากกว่ากัน การโทรศัพท์เมื่อเทียบกับการไปหา การโทรศัพท์มันเบา ไม่เห็นหน้าเห็นตา ไม่เห็นอารมณ์ ความรู้สึก องค์กรนี้สอนเรื่อง พรหมวิหาร ๔ การโทรศัพท์ต้องนับว่าความกรุณายังน้อยไป
ซึ่งอาจารย์ก็สามารถชี้ได้ทุกชาติเลยว่าเขาบกพร่องตรงไหน ทุกความบกพร่องมักเกิดจากใจของผู้ทำ อาจารย์ถือเรื่องนี้เป็นสำาคัญ จะทำอะไรได้ดีต้องมีใจมาก่อน ซึ่งทุกชาติยอมรับคำแนะนำของอาจารย์ ในที่สุดอาจารย์ก็สอบได้ นับเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่ได้รับวุฒิทางศาสนาขององค์กรศาสนาญี่ปุ่น ในตำาแหน่งศาสนาจารย์ขององค์กรศาสนาช่วยเหลือชาวโลก
ซึ่งองค์กรนี้มีวัตถุประสงค์อยู่ ๓ ประการ คือ
๑. ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
๒. ปราศจากความยากจน
๓. ปราศจากการทะเลาะเบาะแว้งกัน
นิตยสารเอโคซึ่งเป็นนิตยสารที่ดังที่สุดในประเทศญี่ปุ่นได้ลงภาพอาจารย์และบรรยายเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับงานที่อาจารย์ทำที่ประเทศไทย “ผู้หญิงไทยประสบความสำาเร็จในการเผยแผ่ศาสนา ศาสนานี้ เผยแผ่ในประเทศไทยมา ๑๓ ปี มีสาธุชน ๓๐๐ คน แต่เมื่อสุภาพสตรีท่านนี้ย่างเข้าสู่องค์กรนี้ บัดนี้เธอมี สาธุชนในมือ ๓๐,๐๐๐ คน จัดระบบการดูแล แบ่งพื้นที่การดูแล โดยใช้อาสาสมัครทั้งสิ้น ไม่ได้ใช้จ่ายเงิน ขององค์กรแม้แต่บาทเดียว”