สู่เส้นทางนักศาสนา

วันที่ 04 พย. พ.ศ.2568

 สู่เส้นทางนักศาสนา

 

                      พ่อของอาจารย์อยากให้อาจารย์รับราชการ ชีวิตการทำงานครั้งแรกของอาจารย์จึงเป็นการรับ ราชการ เริ่มจากการเป็นครู อยู่ฝ่ายนิเทศเกี่ยวกับการแนะแนวการศึกษา เรียกง่าย ๆ ว่า “ครูสอนแนะแนว” นั่นเอง วันหนึ่งได้มีที่คนหนึ่งเชิญชวนอาจารย์ไปงานคอกเทล อาจารย์ก็ไม่รู้ว่างานคอกเทลนั้นเป็นอย่างไร เพราะอาจารย์นั้นไม่เคยไปงานสังคม ในงานวันนั้นมีการเปิดตัวมูลนิธิขององค์กรศาสนาองค์กรหนึ่งที่ โรงแรมเพรสซิเดนท์ โดยมีหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล เป็นประธานในการเปิด ในงานวันนั้นได้พบและ สนทนากับท่านรองนายกรัฐมนตรีในยุคนั้นด้วย ท่านมาถามอาจารย์ว่า “นี่คุณเป็นสมาชิกองค์กรนี้เหรอ" อาจารย์ก็ตอบไปว่า “ไม่ค่ะ ยังไม่ทราบว่าองค์กรนี้เป็นอย่างไร” ท่านก็เลยบอกว่ามีการเปิดองค์กรศาสนา ใหม่ และจะมีการรับคนเข้ามา ซึ่งเป็นองค์กรที่ประพฤติปฏิบัติจริง

 

                       ในวันนั้นเป็นครั้งแรกที่มีคนชวนอาจารย์เข้าร่วมอุดมการณ์ขององค์กรแห่งนั้นทั้งๆ ที่อาจารย์คิด ว่ามางานคอกเทลเท่านั้น ไม่ได้คิดว่าจะมาเจอเรื่องนี้เลย แต่งานคอกเทลและการเชิญชวนไม่ได้ทำให้ อาจารย์เข้าร่วมองค์กรศาสนาแห่งนั้น อาจารย์ค่อย ๆ มีความเลื่อมใสและเข้าร่วมในองค์กร เพราะเห็นใน การปฏิบัติที่เอาจริงเอาจังของบุคคลในองค์กรนั้นต่างหาก อาจารย์มีเพื่อนคนหนึ่งเป็นลูกสาวเศรษฐีใหญ่ เพื่อนคนนี้ชื่อ คุณญวณ ไม่ว่าอาจารย์จะขาดเหลืออะไร คุณญวณเขาก็หามาให้ได้หมด มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาจารย์อยากขึ้นเครื่องบิน เขาก็เอาตั๋วเครื่องบินมาวางไว้ให้อาจารย์ อาจารย์อยากดูโทรทัศน์ เขาก็เอา โทรทัศน์มาให้อาจารย์ อาจารย์อยากได้รถยนต์สักคัน เขาก็ซื้อรถโฟล์คมาให้อาจารย์ นี่คือสิ่งที่เพื่อนทำให้ อาจารย์ เพื่อนของอาจารย์ชอบอยู่บ้านอาจารย์ อาจารย์เลยทำห้องไว้สำหรับให้เขาอยู่ เพราะเขาบอกว่า บ้านเขาเหมือนคุก

 

                       วันหนึ่งคนขับรถของเพื่อนมาบอกว่า “พ่อของคุณญวณป่วยหนัก มารับอาจารย์ไปเยี่ยม” สภาพที่ เห็น คือ สายระโยงระยางเต็มไปหมด คุณญวณเริ่มร้องไห้สงสารคุณพ่อ อาจารย์ไม่รู้จะช่วยอย่างไร เพราะ เราไม่ใช่หมอ ตอนนั้นคุณญวณขอร้องให้ช่วยไปรับอาจารย์ญี่ปุ่นมาช่วยรักษาโดยการเพ่งพลังจิต กับ เพื่อนที่ดีกับเราขนาดนี้ อะไรก็ได้อยู่แล้ว ซึ่งอาจารย์ญี่ปุ่นที่ว่านั้น ก็คือคนจากองค์กรศาสนาที่อาจารย์ได้ เคยไปร่วมงานคอกเทลนั่นเอง

 

                       อาจารย์ไปที่มูลนิธิญี่ปุ่นแห่งนี้พบกับชาวญี่ปุ่น ๒ ท่าน พอขอความช่วยเหลือเขาก็ตอบรับทันที

 

                       “ได้ครับ แต่ผมไปได้ตอนสองทุ่มครับ"


                        เขาตอบด้วยเสียงไม่ชัดแบบคนญี่ปุ่นพูดไทย


อาจารย์ไปรับเขาอีกทีตอน ๒ ทุ่ม แทนที่เขาจะขึ้นรถ
เลย เขากลับบอกอาจารย์ว่า

 

                       “คุณมาไหว้พระก่อน”


                       อาจารย์นึกแย้งในใจ ไม่เห็นมีพระเลยมีแต่
อักษร ๕ ตัว แต่เขาให้ไหว้ตอนนั้นก็ทําตามเขาไป
เพราะเราอยากจะรีบ ๆ รับเขาไปเร็ว ๆ

 

                       “คุณยังไปไม่ได้ ไหว้แล้วต้องอธิษฐานด้วย”


                       ตอนนั้นอาจารย์อธิษฐานว่า
                       “ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้มีจริงก็ขอให้ไปช่วยคุณ
พ่อของเพื่อนที่โรงพยาบาล เมื่อช่วยแล้วจะให้ฉันทําอะไร ฉันก็จะทําให้”

 

                       หลังจากนั้นก็รับอาจารย์ญี่ปุ่น ๑ ท่าน ไปที่
โรงพยาบาลพร้อมมิตร พาอาจารย์ญี่ปุ่นไปส่งกระแสจิตให้คุณพ่อของเพื่อน เขาทําอยู่นานประมาณ ๒ ชั่วโมง ซึ่งเป็นการขอพลังอํานาจจากสิ่งที่องค์กรแห่งนั้นนับถือ อาจารย์เสาวลพได้ถามอาจารย์ญี่ปุ่นว่า


                       “คนไข้เป็นอะไรคะ” อาจารย์ญี่ปุ่นก็ตอบว่า


                       “เป็นฝีในตับครับ” ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันไม่


                       สามารถตอบได้ว่าคนไข้เป็นอะไร อาจารย์ญี่ปุ่นบอกว่า

 

                     “แสงทิพย์ที่จะส่งไป จะทําให้ฝีในตับสลายตัวได้โดยไม่ต้องผ่าตัด”
                     ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่มีใครเชื่อ ลูกสาวก็ไม่เชื่อ หมอก็ยืนยันว่าจะผ่าตัด ก็เลยได้ผ่าตัด

 

                     “ถ้างั้นให้คุณผ่าตัดแล้วผมจะทําให้แผลแห้งเร็ว คุณจะได้เห็นว่าแสงทิพย์มีอํานาจมากขนาดไหน”อาจารย์เองไม่รู้เรื่อง งง แต่ตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่อยู่ในนั้น สรุปว่าเลือกผ่าตัด

 

 

4-11-68_b4%281%29.jpg4-11-68_b3%281%29.png4-11-68_b5%281%29.jpg

                     แต่หลังจากผ่าตัด อาจารย์ญี่ปุ่นท่านนี้ นั่งอยู่กับคุณพ่อของเพื่อนนานถึง ๓ ชั่วโมง ทําให้อาจารย์ประทับใจในตัวเขามากที่เสียสละเพื่อเรา ทั้งที่อาจารย์ไม่ได้เป็นอะไรกับเขาเลย แต่เขาช่วยเหลืออาจารย์ได้ถึงขนาดนี้ ครั้งแรก ๒ ชั่วโมง ครั้งนี้ ๓ ชั่วโมง รวมกัน ๕ ชั่วโมง กับคนที่ไม่ได้รู้จักกันไม่ได้มีค่าตอบแทนอาจารย์รู้สึกว่าเป็นนํา้าใจอันงดงามมาก ก่อนที่เขาจะกลับเขาได้บอกกับอาจารย์ว่า

 

                     “พรุ่งนี้ถ้าเปิดผ้ามาแผลของคนไข้จะแห้งสนิทเหมือน ๓ วัน”

 

                     พอเช้าวันรุ่งขึ้นแผลก็แห้งอย่างที่เขาบอกมาจริง ๆ ในวันนั้นสิ่งที่อาจารย์เชื่อเป็นเรื่องพอเหมาะพอสมกับประสบการณ์เท่านั้น อายุเท่านั้น อาจารย์เชื่อว่าแผลแห้งเพราะ “แสงทิพย์” นั้นจริงๆ ถ้าอ่านถึงตรงนี้แล้วต้องสัญญาก่อนว่าจะอ่านไปจนจบ เพราะเรื่อง “แสงทิพย์” ที่ไม่ใช่ยี่ห้อสุรานี้ มีคําเฉลยในตอนท้าย

 

                     หลังจากนั้นอาจารย์ก็เดินทางไปที่แท่นบูชา เพื่อที่จะไปขอบคุณเขาตามนิสัยที่ถูกฝึกมา ศูนย์นั้นตั้งอยู่ไม่ไกลบ้านอาจารย์ อาจารย์เลยแวะไปอยู่บ่อย ๆ จากเหตุการณ์ครั้งนั้น อาจารย์จึงไปไหว้พระขอบคุณพระ ในวันเดียวกัน อาจารย์ญี่ปุ่นก็ได้เข้ามาหาอาจารย์ เขาก็ได้ถามอาจารย์กลับมาว่า

 

                     “คุณไม่คิดจะช่วยเหลือคนไทยบ้างเหรอ” อาจารย์ก็หัวเราะแล้วก็ตอบออกไปว่า


                     “ฉันจะช่วยอะไรได้ ทําาอะไรไม่เป็นสักอย่างเลยอาจารย์” อาจารย์เสาวลพจึงหันไปอธิษฐานในใจกับแท่นบูชาว่า


                     “ถ้าสิ่งนี้เป็นการเตือนทวงคําาสัญญา คืนนี้ให้คนญี่ปุ่นไปที่บ้านตอน ๒ ทุ่ม ดิฉันจะมาที่นี่ ให้ทําอะไรฉันทําาทุกอย่าง” เมื่ออาจารย์กลับไปบ้าน ไปเล่าให้กับคุณแม่ฟังก็โดนท่านเอ็ดเอา


                     “เธอไปทําาอะไรแปลก ๆ แบบนี้ได้ยังไง” ยังมีอื่น ๆ ที่คุณแม่บ่นอาจารย์อีกยาวเลย แต่ในวันนั้นพอถึงเวลา ๒ ทุ่ม ก็มีคนญี่ปุ่น ๒ คน ชาย ๑ คน หญิง ๑ คน เข้ามาพูดคุยกับอาจารย์ถึงที่บ้านเลย


                     “อาจารย์รักชาติไทยไหม เมื่อฉันเป็นคนญี่ปุ่นยังคิดเข้ามาช่วยคนไทย แต่อาจารย์เป็นคนไทยไม่คิดจะช่วยคนไทยหรือ”

 

                     อาจารย์เสาวลพบอกว่า
                     “พรุ่งนี้ฉันจะไปที่ทํางานของอาจารย์ และเริ่มงานกับอาจารย์ค่ะ” จากวันนั้นอาจารย์เสาวลพก็ได้เริ่มงานกับมูลนิธิแห่งนี้

4-11-68_b6%281%29.jpg

 ยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคล Total Execution Time: 0.00038673480351766 Mins