
ชีวิตคนเราต้องออกแบบชีวิตและต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราต้องการที่จะทำอะไร และมุ่งสู่ การทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ การออกแบบชีวิตนั้นยังรวมไปถึงการยกย่องตัวเราเอง อยากให้ใครเขา ยกย่องหรือดูถูกเราอยู่ที่ตัวเราเอง ตั้งแต่การแต่งกาย ทรงผม ของใช้ทุกอย่างที่เราใช้ การกระทำของเรา ให้ระลึกไว้เสมอว่า
“เรา คือ โปสเตอร์ของวัดพระธรรมกาย” ต้องออกแบบเสื้อผ้าการแต่งกายให้ดูดี สะอาด เรียบร้อย เหมาะสำหรับเป็นเจ้าหน้าที่ไม่ใช่สาธุชน
“เราต้องทำตัวเป็นต้นแบบ เพื่อให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา” เหตุอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ศรัทธา ๔ ประการได้แก่
รูปปฺปมาณ คือ เลื่อมใสศรัทธาเพราะเห็นรูปสมบัติสวยงาม สังเกตดูสิว่าศีรษะจรดปลายเท้าของ เราสร้างความเลื่อมใสศรัทธาได้มากน้อยเพียงใด ความสะอาดตั้งแต่ผม ผิว ร่างกาย ดีแล้วหรือยัง เรื่องเสื้อผ้าที่ใส่ อาจารย์ญี่ปุ่นฝึกละเอียดมาก เคยใส่เสื้อคลุมที่เราเห็นว่าลายสวย ดูดี แต่พออาจารย์ญี่ปุ่น มาเห็นท่านสอนอย่างหนัก เดินเข้ามาจับเสื้อคลุมแล้วพูดว่า
“เสื้อสวยนะ เหมือนลิงเลย”
ถ้าเป็นคนไทยคงโกรธมาก แต่ตอนนั้นฝึกเพื่อเป็นศาสนาจารย์เลยไม่โกรธ เขาสอนแบบนี้จำติด แน่นทนนานเลย ไม่เคยใส่เสื้อตัวนั้นอีกเลยและระมัดระวังการแต่งกายมากยิ่งขึ้น อยู่วัดแต่ก่อนเตือนกัน ตรงๆ ตอนอาจารย์มาวัดยังไม่นานก็เคยแต่งตัวไม่เหมาะสม ใส่เสื้อผ้าบาง ก็เตือนกันตรงๆ อาจารย์ ไม่โกรธ เพราะคนที่จะมาเตือนเราตรงๆ ได้ แสดงว่าจริงใจ บริสุทธิ์ใจต่อเรา เราซะอีกโดนเตือนแล้วอาย มากเลย นานวันไปเราก็จะรู้ คนที่เตือนเราตรงๆ เขารักเรา เขาจริงใจ ไม่ได้จะให้เราเสียหน้า แต่คนที่พูดหวานๆ กับเรา ไม่กล้าเตือนเรา บางครั้งมีโทษกับเรามากกว่า เพราะเราก็จะทำผิดอยู่อย่างนั้น เพราะ ไม่เข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นความผิด
ทรงผมเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของบุคลิกภาพ ให้มีทรงผมที่เหมาะสมกับหน้าที่ที่เราทำ อาจารย์ ไม่ได้บอกให้ใส่น้ำมันให้เยิ้ม เงาวับ แต่ให้จัดผมให้ดี อย่ากระเซอะกระเซิง หัวฟูๆ เขาเห็นมาแต่ไกลเขาจะ เข้าใจว่าเราเป็น “คุณเพิ้ง” เขาจะอยากมาศึกษาธรรมกับ “คุณเพิ้ง” ได้อย่างไร
ลูขปฺปมาณ คือ เลื่อมใสศรัทธาเพราะเห็นความประพฤติเรียบร้อยเคร่งในธรรมวินัย
เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จะสะท้อนการฝึกฝนที่ยิ่งใหญ่ เคยยืนกับอาจารย์ญี่ปุ่น ยืนคุยไปก็เผลอเอามือ มากอดอก “เพี๊ยะ” อาจารย์ญี่ปุ่นตีมือทันที “ท่าแบบนี้แสดงถึงความโอ้อวด ไม่อ่อนน้อม ปิดกั้น ห้ามยืน กอดอกเด็ดขาด” เขาละเอียดกับการฝึกเพื่อจะเป็นศาสนาจารย์มาก ๆ
โฆสฺปฺปมาณ คือ เลื่อมใสศรัทธาเพราะได้ฟังเสียงอันไพเราะ
ดูพิธีกรงานวัดเราแต่ละงาน น้ำเสียงแต่ละท่านจะเหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลา ตอนอ่านธรรมบท น้ำเสียงแบบหนึ่ง ตอนสร้างบรรยากาศให้สงบรอประกอบพิธีกรรมน้ำเสียงจะเป็นอีกแบบ พิธีกรในช่วง พิธีกรรมก็มีน้ำเสียงอีกแบบ ทั้งหมดคัดเลือกฝึกซ้อมเพื่อความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา
ตัวเราเองเวลาจะพูดจะตอบอะไร เสียงต้องชัดเจน ต้องเป็นเหมือนระฆังดัง “ผ่าง” คือ จะคิดจะ พูดอะไรก็ต้องให้ชัดเจน เสียงดังฟังชัด ชัดถ้อยชัดคำ ครูญี่ปุ่นสอนว่าในอากาศมีธาตุอีเทอร์อยู่ เวลาเรา พูดเต็มเสียง เสียงดังฟังชัดอีเทอร์รอบตัวเราจะสว่าง ดังนั้นการพูดเราต้องพูดให้เสียงดังฟังชัด กระหึ่ม และหนักแน่น จึงจะเป็นการพูดที่น่าเชื่อถือ เป็นการพูดแบบครู ไม่ใช่สาธุชน
เวลาสวดมนต์ต้องดังกังวาน ใจจรดศูนย์กลางกาย ไม่ใช่ตะโกน แต่ต้องสวดให้คนฟังได้รับรู้ถึง ความศรัทธา ที่เรามีอยู่ ผ่านไปทางเสียงที่กังวานชัดใส สวดอ้อม ๆ แอ้ม ๆ คนอื่นฟังก็จะรู้สึกว่า “เจ้าหน้าที่ในวัดยังสวดแบบไม่มั่นใจเลย ฟังไปง่วงไป”
ธมฺมปฺปมาณ เลื่อมใสศรัทธาเพราะได้สดับฟังธรรมของผู้ที่ฉลาดในการแสดง
หลวงพ่อท่านให้ความสำคัญในจุดนี้มาก พระทุกรูปในวัดพระธรรมกายต้องมีการฝึก การสอบ การประเมินทั้งทฤษฎีและปฏิบัติอยู่ถึง ๓ ปี ก่อนจะนับว่าเป็นพระภิกษุวัดพระธรรมกาย การศึกษาทางธรรม ต้องได้นักธรรมเอกก่อน ทางการแสดงธรรมมีการฝึกการพูดสุนทรพจน์จากสถาบันการพูดแบบการทูต เพราะธมฺมปฺปมาณนี้สำคัญมาก
ความเลื่อมใสใน ๓ ข้อแรกเหมือนสะพานข้ามไปสู่ฝั่ง แต่ข้อสุดท้ายเหมือนฝั่งที่ได้ข้ามมาถึง ถ้าคนมาวัดอุตส่าห์ข้ามสะพานมาหาธรรมได้แล้ว แต่ธรรมที่ได้รับการแสดงกลับสร้างความศรัทธาไม่ได้ สุดท้ายก็ซื้อใจไม่ได้ ธรรมต้องดี เพราะจะช่วยให้คนที่ข้ามมาแล้วได้รู้ว่า การนำธรรมที่ได้รับฟังไปใช้ ทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นได้จริง ๆ ถ้าเป็นแบบนี้ได้ศรัทธาก็จะมั่นคง